รีวิว OPPO R7 Plus เอาใจคนชอบมือถือจอใหญ่ด้วยขนาดหน้าจอ 6 นิ้ว

ครั้งแรกที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับ OPPO R7 Plus ก็ทำให้ผมงงกับแนวทางของ OPPO เนื่องจากที่ผ่านมาจะซอยรุ่นน้อยมาก เลยทำให้ผมแปลกใจกับ OPPO R7 ที่นำเข้ามาขายในไทยตอนนี้มีรุ่นย่อยอย่าง Plus และ Lite แต่จะทดสอบกันทั้งทีก็ขอรุ่นใหญ่ละกัน

สเป็กของ OPPO R7 Plus

  • ซีพียู Snapdragon 615
  • แรม 3 GB
  • หน่วยความจำภายใน 32 GB รองรับ microSD
  • หน้าจอ 6 นิ้ว AMOLED ความละเอียด Full HD
  • ความละเอียดกล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล ไฟแฟลชคู่ รูรับแสง f/2.2
  • ความละเอียดกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • รองรับการใช้งาน 2 ซิม
  • แบตเตอรี่ 4100 mAh
  • น้ำหนัก 192 กรัม
  • ราคา 16,990 บาท

ครั้งแรกที่รูปลักษณ์ภายนอกทำให้ผมนึกถึง Xiaomi Mi Note Pro เนื่องด้วยหน้าจอแบบ 2.5D ที่ลดความเหลี่ยมของหน้าจอให้มีความรู้สึกโค้งมนไม่บาดนิ้ว และที่แปลกใจอีกอย่างก็คือ OPPO R7 Plus ย้าย navigation bar มาไว้ในจอแล้ว ซึ่งแฟนๆ อาจจะไม่ชินแต่สำหรับผมต้องบอกว่าชอบมากครับ เพราะมันใกล้เคียงกับมาตรฐานของ Google มากขึ้น ซึ่งเจ้าปุ่ม navigation bar แบบ hardware นี่เป็นปัจจัยแรกๆ เลยที่ผมจะไม่เลือกซื้อ …ไม่ใช่มันไม่ดีนะครับ แต่ผมชอบอะไรที่เป็นมาตรฐานมากกว่า

ด้านหลังมีจุดเด่นคือเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ซึ่งทดสอบแล้วประทับใจครับ ประมวลผลได้เร็วเป็นอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ แบบแตะแล้วปลดล็อกหน้าจอทันทีแบบว่าเร็วไม่แพ้ค่ายอื่นล่ะ และแน่นอนว่าค่ายนี้มาพร้อมกับ ColorOS ซึ่งพัฒนามาถึงเวอร์ชั่น 2.1 ที่ครอบทับบน android 5.1 อีกชั้น และ ColorOS เด่นเรื่อง Gesture & motion มาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ ทำให้เราสามารถวางนิ้วลงบนหน้าจอเป็นรูปต่างๆ เพื่อสั่งงานตัวเครื่องได้แม้กระทั่งหน้าจอปิดอยู่ และก็มีคำสั่งสำหรับใช้ตอนเปิดหน้าจอเช่นกัน ซึ่งคำสั่งที่ผมชอบเป็นพิเศษคือการจับภาพหน้าจอด้วยการลาม 3 นิ้วลง

ส่วนระบบ Smart call บางแบรนด์ก็ตัดออกไปบ้างแล้วแต่ OPPO ยังคงใส่มาให้ก็คือ คว่ำเพื่อปิดเสียง, ยกแนบหูเพื่อโทร และสลับโหมดระหว่าง hands-free กับโหมดโทรปรกติให้เมื่อเราหยิบเครื่องขึ้นมาแนบหู

ข้อดีอีกอย่างของค่ายนี้คือระบบ Notification center ที่ช่วยจัดการเรื่องแจ้งเตือนให้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการปรับรูปแบบเสียงซึ่งเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดใจสำหรับใครหลายคน เพราะ android 5 ตัดโหมดเงียบออกไป เลยเหลือแต่โหมดเสียงกับโหมดสั่น ถ้าอยากจะปิดเสียงต้องเรียกใช้โหมด DnD ซึ่งหลายคนไม่ชอบ …แต่ OPPO ก็จัดการให้มันเป็นแบบที่เราเคยชินครับ ไม่ต้องปรับตัวให้วุ่นวาย

ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือรุ่นนี้มีระบบ Eye protection display หรือการตัดแสงสีฟ้าซึ่งมีให้เลือกใช้ 4 ระดับ ประโยชน์ของมันก็คือทำให้เราใช้งานได้อย่างสบายตามากขึ้น แต่จอก็จะดูเหลืองมากขึ้นเช่นกัน

แม้ว่า OPPO R7 Plus จะหันมาใช้ on-screen navigator แต่ยังคงจัดเรียงลำดับที่สวนทางกับ Google ก็คือเรียงจาก menu, home, back โดยที่การเรียกใช้แอพล่าสุดต้องกดปุ่ม menu ค้าง นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะถ้าใส่เป็นปุ่ม recent apps จะช่วยให้สลับแอพไว้เร็วกว่านี้

เรื่องของ Security Center เราพูดถึงกันบ่อยมาก และเดี๋ยวนี้แบรนด์จีนก็มักใส่มาให้กันทั้งนั้น ซึ่งมันก็คือตัวช่วยจัดการเครื่องประหนึ่งแม่บ้านนั่นเอง จัดการได้ตั้งแต่เรื่องลบขยะ ประหยัดเน็ต บล็อกเบอร์ ล็อกแอพ ประหยัดแบต ก็คือครบแล้วนั่นล่ะ แต่สิ่งหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาและผมชอบมากก็คือการจับภาพหน้าจอย๊าวยาวแบบ long screenshot ซึ่งเรียกใช้ด้วยการกดปุ่ม Power + Volume up และจะมีแถบเครื่องมือมาให้เลือกว่าจะจับหน้าจอเฉพาะบางส่วน หรือจะจับภาพแบบยาวๆ มาต่อกันเช่น กระทู้พันทิพ, โพสเฟซบุ๊ค, แชทไลน์ ฯลฯ

หน้าจอขนาด 6 นิ้วที่ใหญ่เกินกว่าจะใช้งานด้วยมือเดียว แต่มันก็ช่วยให้การแสดงผลทำได้สะใจมากเช่นกัน โดยเฉพาะการเปิดหนังหรือดู YouTube นี่บันเทิงสายตามากๆ ส่วนเรื่องความเร็วก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากเนื่องด้วยชื่อ Snapdragon 615 ก็บ่งบอกคุณภาพอยู่แล้วว่าดีพอจะเล่นเกมล่ะ

เรื่องการชาร์จก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องพูดถึงเพราะ VOOC Flash Charge ชาร์จได้เร็วมาก เท่าที่เคยทดสอบเทียบกับค่ายอื่นๆ พบว่า OPPO ชาร์จได้เร็วที่สุดชนะทุกค่ายครับ

เรื่องกล้องก็ยังคงรักษามาตรฐานได้ดี ก็คือมีแนวทางที่ชัดเจนและมีคุณภาพที่ดี แม้ว่าเทรนยุคนี้ชอบมือถือที่มีค่ารูรับแสงกว้างๆ อย่าง f/1.8 นี่กรี๊ดกร๊าดกันเลย ซึ่งมันก็ดีครับ มันทำให้ภาพดูมีมิติมากขึ้น แต่ในทางกลับกันมันก็ทำให้มีโอกาสหลุดโฟกัสได้มากขึ้นด้วย ดังนั้นการเลือกใช้ f/2.2 ก็ทำให้คนทั่วไปใช้งานได้ง่ายด้วย

ส่วนโหมดการใช้งานค่ายนี้เค้าเด่นมาแต่ไหนแต่ไรแล้วโดยเฉพาะ Ultra HD ที่ประมวลผลให้ได้รูปความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ซึ่งไม่ใช่แค่ความละเอียดสูงขึ้น แต่คุณภาพก็ดีขึ้นกว่าปรกติด้วย หรืออย่างการถ่าย slow shutter ที่ใช้ถ่ายแสงไฟรถยามค่ำคืน และยังมี Expert mode ให้ปรับค่า White Balance, EV, Manual Focus

แต่ถ้าว่ากันตามตรงก็คือโหมดที่ว่ามาเนี่ยมันคือสุดยอดเมื่อปีก่อน เพราะตอนนั้นยังไม่มีค่ายอื่นทำได้ แต่ถ้าเทียบกันตอนนี้ถือว่า slow shutter กับ Expert mode ตามหลังเรือธงค่ายอื่นแล้ว อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีดีพอที่จะถ่ายรูปสวยๆ ไม่แพ้ค่ายอื่นครับ โดยเฉพาะกล้องหน้ากับ Beauty mode ที่ยอมรับกันว่า OPPO ทำได้ดีที่สุด ณ เวลานี้

หมายเหตุ เนื่องจาก OPPO R7 Plus เครื่องนี้เป็นเครื่องสำหรับทดสอบ ซึ่งมีปัญหาในการโฟกัสทำให้บางรูปไม่คมชัดเท่าที่ควร

บทสรุป

ในราคาราว 17,000 บาท คงทำให้หลายคนนึกถึง LG G4 หรือ Galaxy S6 ที่ราคาเริ่มลดลงมา แต่ OPPO R7 Plus ก็มีแนวทางที่เด่นชัดต่างจากรุ่นที่ว่ามา โดยเฉพาะขนาดของหน้าจอที่ใหญ่ถึง 6 นิ้วกับระบบชาร์จที่เร็วที่สุด ณ ตอนนี้ และโหมดบิ้วตี้ที่หาใครมาโค่นลงได้ยาก

แสดงความเห็น
NuaNia
เปรียบเทียบรายการ
  • Total (0)
เปรียบเทียบ
0