0
Lifestyle

รีวิว Takumi @ Swissôtel Le Concorde บุฟเฟ่ต์ญี่ปุ่น คุณภาพระดับโรงแรม

By 13/03/2016 April 19th, 2019 No Comments

Takumi เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่อยู่ในโรงแรม Swissôtel Le Concorde และมีประวัติที่อาจเรียกได้ว่าเป็นตำนาน ชนิดที่ว่ามีคนประทับใจและรีวิวบอกต่ออยู่ไม่น้อย คราวนี้ถึงปี 2016 เรามาดูกันว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

ด้านการเดินทางก็ไม่ใช่เรื่องยากเนื่องด้วยตัวโรงแรม Swissôtel Le Concorde อยู่ใกล้กับสถานี MRT ห้วยขวาง พอออกจากสถานีก็เดินต่ออีกหน่อยก็ถึงร้านแล้วครับ ( แผนที่ Google Maps )

ในโรงแรมก็แน่นอนว่ามีห้องอาหารอยู่หลายส่วนแต่ส่วนของ Takumi จะเปิดบริการ 2 ช่วงเวลาคือ

    • Lunch Buffet เวลา 11:30-14:30 น. ราคา 790++

 

  • Dinner Buffet เวลา 18:00-22:30 น. ราคา 890++

เมนูทั้ง 2 ช่วงเวลาก็มีความแตกต่างเช่นกันครับ เริ่มด้วยเมนู Lunch Buffet ที่มีมาให้ 11 หน้ากับเวลา 3 ชั่วโมง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ต่อด้วยเมนูของช่วงเวลา Dinner Buffet ที่มีให้เลือก 13 หน้ากับเวลา 4 ชั่วโมง ก็เลยทำให้ Dinner Buffet เป็นที่นิยมแม้ต้องจ่ายเยอะกว่าก็ตาม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่จริงเมนูบุฟเฟ่ต์ก็มีให้เลือกเยอะจุใจแล้วแต่ถ้าคิดว่ายังไม่โดนใจ ก็ยังมีเมนูแบบ A La Carte ให้เลือกได้อีก

 

 

และช่วงที่ผมไปรีวิวก็ตรงกับโปรโมชั่นเนื้อวากิว ซึ่งก็เป็นแบบ A La Carte ที่ต้องสั่งแยกต่างหาก และโปรโมชั่นนี้มีถึงวันที่ 30 เมษายน 2559

เอาล่ะครับ หลังจากตาลายกับเมนูอันละลานตาที่มีให้เลือกเยอะมากมาย ทั้งในส่วนของซูชิ ซาซิมิ มากิ เทปันยากิ ฯลฯ รวมถึงเนื้อวากิว ก็ได้เวลาสั่งอาหารสักที

เพราะความเป็นบุฟเฟ่ต์ที่ให้เวลานั่งได้นานก็ทำให้ผมและเพื่อนๆ สั่งอาหารแบบไม่ยั้ง จนเรียกได้ว่าพอเห็นยกมาเสิร์ฟแค่บางส่วนก็ตกใจในผลพวงของความวู่วาม

ในความเป็นบุฟเฟ่ต์ที่ราคาประมาณนี้ ผมค่อนข้างชอบอาหารที่นี่นะครับ เริ่มตั้งแต่ชุดปลาดิบที่ทำได้ในระดับที่ควรจะเป็น แต่ก็ไม่ถึงกับว๊าวครับ ส่วนที่แปลกลิ้นไปหน่อยก็คือซาบะดองที่รสชาติไม่จัดเหมือนร้านทั่วไป และตัวเนื้อค่อนข้างนิ่มซึ่งผมมองว่ามันก็อร่อยไปอีกแบบ แต่บางคนก็บอกว่าไม่ชินกับซาบะดองแบบนี้

ส่วนของวาซาบิที่มองดูแวบแรกทำเอาผมกังวลว่ามันจะจืดๆ เป็นแป้งๆ เหมือนร้านบุฟเฟ่ต์ทั่วไป แต่พอลองคีบมาชิมก็ดีกว่าที่คิดครับ ยังมีความเป็นวาซาบิให้ต่อมรับรสได้ซาบซ่าน

 

 

ส่วนที่เป็นการย่างหรือเบิร์นก็ทำได้ดีเช่นกันครับ โดยเฉพาะของฟัวกราส์ที่มีความนุ่มและไม่เลี่ยน แม้ว่าจะดึงกลิ่นความหอมออกมาไม่เต็มที่นัก แต่ก็ทำออกมาได้รสชาติกลางๆ ทำให้กินได้เรื่อยๆ

ในกลุ่มของข้าวปั้นก็ยังคงรักษามาตรฐานไว้ได้ดี และไม่ได้อัดข้าวมาแบบ “เศษปลากับนาข้าว” เหมือนบางแห่งที่หวังให้บริโภคข้าวจนอิ่ม แต่ยังคงให้สัดส่วนของข้าวและปลาอยู่ในระดับที่กลมกล่อมพอดิบพอดี ตัวข้าวแม้จะไม่อัดมาแน่นจนเกินงาม แต่ก็ขาดรสชาติติดเปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของข้าวปั้น

โดยปรกติแล้วผมไม่นิยมแนวมากิสักเท่าไร โดยเฉพาะที่สอดไส้หลากหลาย แต่เพราะเพื่อนสะกิดบอกว่า “ต้องลอง” ผมก็เลยลองคีบ Philly Roll ขึ้นมาหนึ่งคำ ซึ่งในนั้นมีส่วนผสมที่เป็นครีมชีสอยู่ด้วย

พอเริ่มเคี้ยวเท่านั้นล่ะ ทั้งอะโวคาโด ปลา ซอส วาซาบิ และครีมชีส มันนัวในปากไปหมด และมันเข้ากันได้ดีมากๆ มีความ fresh เย็นสดชื่นของอะโวคาโดผสมกับความหนึบหนับจากครีมชีสและความนุ่มของปลาแซลมอน …มันใช่! มันใช่มากๆ!!!

 

 

นอกจากเมนูข้างต้นก็ยังมีเมนูอีกหลายสิ่งทั้งที่ถ่ายรูปไว้… และถ่ายไม่ทันเพราะเพื่อนจ้วงแทงกันไปก่อน ก็มียำแซลมอนที่รสชาติไม่ได้เปรี้ยวจัดๆ เหมือนยำไทย แต่มีความนุ่มนวลมากกว่า และก็ยังมีพวกหัวปลา ซุปกิมจิ เทปันยากิน ฯลฯ ที่ทำได้ดีไม่มีตกเกณฑ์มาตรฐาน

 

 

 

ถึงแม้ว่าจะสั่งบุฟเฟ่ต์มามากมายจนกินกันแทบไม่ไหว ก็จะไม่ยอมพลาดโปรโมชั่นเนื้อวากิวอย่างแน่นอน ซึ่งตัวเนื้อวากิวก็มีความนุ่มชุ่มฉ่ำอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนที่เป็นวาซาบิยากิ ก็มีวาซาบิดองอยู่ด้านบนที่ให้รสชาติกลมกล่อมไม่จัดจ้าน และที่แปลกลิ้นหน่อยก็คือเบอร์รี่ซอส ถ้าให้บรรยายแบบบ้านๆ ก็คงเทียบได้ว่ามันคล้ายกับแยม เมื่อผสมผสานเข้ากับเนื้อวากิวก็จะทำใด้ความนุ่มและฉ่ำกับความหวานหอมของซอส

แต่ถ้าใครที่คาดหวังจะดื่มด่ำกับกลิ่นหอมของตัวเนื้อ ก็อาจจะผิดหวังเล็กน้อยเพราะวิธีการปรุงแบบนี้ทำให้ส่วนผสมอื่นบดบังพระเอกอย่างเนื้อวากิวลงไป เหลือเพียงแต่เนื้อสัมผัสที่รับรู้ได้ว่านุ่มชุ่มฉ่ำ

 

 

 

 

ตบท้ายด้วยของหวานที่ลองสั่งไอศครีมชาเขียว พุดดิ้งนม พุดดิ้งชาเขียว กับ Zensai ( เป็นไอศครีมชาเขียวกับถั่วแดงและโมจิราดด้วยนมถั่วเหลือง ) และสารพัดสิ่ง แต่เท่าที่ลองแล้วเอาไอศครีมชาเขียวจับคู่กับพุดดิ้งนม เป็นอะไรที่เข้ากันมากๆ เนื่องด้วยไอศครีมชาเขียวที่นี่รสชาติค่อนข้างเข้มข้น ส่วนพุดดิ้งนมก็มีความหอมและมัน

สำหรับเมนูที่ผมประทับใจที่สุดของมื้อนี้คงเป็นจานนี้ แม้ว่าจะเรียกกลิ่นจากเนื้อวากิวได้ไม่สุด แต่เพราะความชุ่มฉ่ำและการปรุงที่ไม่จัดเกินไป ทำให้ผมยังคงนึกถึงรสสัมผัสของเมนูนี้อยู่ และถ้ามีโอกาสก็คงได้กลับไปโดนอีกแน่ๆ หรือถ้าให้เลือกเป็นของที่อยู่ในบุฟเฟ่ต์ก็คงเป็นฟัวกราส์ที่ไม่เลี่ยนเหมือนร้านบุฟเฟต์ทั่วไป

และที่จริงแล้วทางโรงแรมยังมีโปรโมชั่นที่เปลี่ยนไปตามเทศกาลอยู่เรื่อยๆ เช่น Weekend Brunch ที่เป็นบุฟเฟ่ต์ในราคา 990++ บาท กับกุ้งล็อบสเตอร์ ราดหน้าปูอลาสก้า สปาร์คกิ้งไวน์ และฟัวกราส์

โดยรวมแล้ว Takumi เป็นร้านบุฟเฟต์ญี่ปุ่นราคาแตะพันที่ผมยินดีที่จะจ่าย เมื่อเทียบกับราคาแล้วน่าประทับใจ ทั้งในแง่ของบรรยากาศ บริการและรสชาติ ในภาพรวมแล้วการปรุงของที่นี่จะมีรสชาติกลางๆ ไม่จัด ไม่จืดและไม่เลี่ยน เรียกได้ว่ากินได้เรื่อยๆ ( เว้นแต่จะอิ่มซะก่อน )

ถ้ามองหาร้านบุฟเฟ่ต์ที่ราคาเท่ากันก็คงเป็น Aiko Premium Sushi Buffet ที่ผมเคยรีวิวไปก่อนหน้านี้ …ถ้าให้เทียบกันก็อาจดูใจร้ายไปนิด แต่ถ้าให้ตอบแบบตรงไปตรงมา ผมก็แนะนำว่าควรเลือก Takumi โดยไม่ต้องลังเล ทั้งในแง่บรรยากาศและคุณภาพของอาหารครับ

Leave a Reply