0
TechUncategorized

เจาะลึกความแตกต่างระหว่าง Face ID, Iris Scanner และ Face Recognition

By 14/09/2017 April 18th, 2019 No Comments

หลังจากที่ Apple ได้เปิดตัว iPhone X เรียบร้อย ก็เกิดเรื่องให้พูดคุยกันมากมายด้วยความแปลกใหม่ ซึ่งประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงเยอะก็คือ Face ID ที่เป็นการปลดล็อกแบบใหม่ของทางค่าย และหลายคนก็หยิบไปเทียบกับระบบอื่นๆ ว่าระบบนี้มีมานานแล้ว ซึ่งก็ไม่ถูกต้องซะทีเดียว

Face ID ระบบรักษาความปลอดภัยแบบใหม่บน iPhone X ที่ใช้ใบหน้าปลดล็อค

หลังจากที่เปิดตัวไปได้ไม่นานนักก็ได้มีบรรดาผู้ใช้ Android ทั้งหลายแสดงความคิดเห็นในทำนองที่ว่า Android มีระบบปลดล็อคด้วยใบหน้ามานานมากแล้ว ซึ่งระบบที่ว่านั่นก็คือ Face Recognition และ Iris Scanner ที่หลายคนรู้จักตอนงานเปิดตัว Samsung Galaxy S8 | S8+

Face Recognition

ระบบปลดล็อกด้วยใบหน้าที่สร้างเสียงฮือฮาในวันเปิดตัว Samsung Galaxy S8 | S8+ ในปี 2017 แท้จริงแล้วเป็นระบบที่เก่าแก่มีมาตั้งแต่ Android Ice Cream Sandwich หรือ Android 4.0 ที่เปิดตัวตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2011 ซึ่งมือถือ Android ทุกเครื่องที่เป็น Android 4.0 ก็มีระบบนี้

แต่เหตุผลที่ระบบนี้ไม่เป็นที่นิยมเพราะใช้งานยาก ต้องอยู่ในสภาพแสงที่เพียงพอ ลักษณะใบหน้าแต่ละครั้งต้องเหมือนกัน ในกรณีที่เปลี่ยนไปใส่แว่นหรือใส่หมวกก็จะสแกนไม่ได้

อย่างไรก็ตามระบบที่ใช้งานยากนี้กลับโดนแฮกง่าย สามารถใช้รูปถ่ายในการหลอกเครื่องได้ เนื่องจากเป็นการใช้กล้องเพียงตัวเดียว ไม่ได้มีเซ็นเซอร์อื่นๆ เข้ามาช่วยตรวจสอบ แม้แต่หน้าเว็บ Samsung Galaxy S8 | S8+ เองก็ยังเขียนเตือนว่ามีความปลอดภัยต่ำกว่าแบบ Pattern, PIN, Password หรือตีความง่ายๆ ก็คือ Face Recognition มีความปลอดภัยต่ำที่สุดนั่นเอง

Trusted Face

หลังจาก Face Recognition ประสบความล้มเหลวทั้งในแง่ความสะดวกต่อการใช้งานและความปลอดภัย ระบบนี้ก็ถูกถอดออกจากการปลดล็อกหน้าจอ และย้ายไปอยู่ใน Smart Lock แทนในช่วง Android Lollipop หรือ Android 5.0 ที่เปิดตัวเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2014 ภายใต้ชื่อใหม่คือ Trusted Face โดยยังใช้หลักการเดียวกับ Face Recognition เพียงแต่เปลี่ยนลักษณะการใช้งาน และมีคำเตือนเขียนไว้ชัดเจนว่าความปลอดภัยต่ำกว่า Pattern, PIN, Password

และแน่นอนว่าระบบ Trusted Face นี้ก็มีอยู่บน Android ทุกเครื่องที่เป็น Android 5.0 และก็เป็นอีกฟีเจอร์ที่ถูกลืมเพราะมันยังไม่ดีพอ

Iris Scanner

ระบบนี้เปิดตัวมาพร้อมกับ Samsung Galaxy Note 7 ในปี 2016 แต่ได้ใช้จริงกับ Samsung Galaxy S8 | S8+ ที่เปิดตัวในปี 2017 เป็นระบบใหม่ที่ Samsung นั้นได้สร้างขึ้นมาเอง ต่างจาก 2 ระบบก่อนหน้านี้ที่มาพร้อมกับตัว Android ทุกเครื่อง

Iris Scanner ใช้แนวคิดคล้ายกับ Microsoft Lumia 950 ที่เปิดตัวในปี 2015 ด้วยการเพิ่มกล้องอินฟาเรดกับหลอดอินฟาเรด โดยกล้องจะเก็บภาพจากแสงอินฟาเรดที่สะท้อนม่านตาของเรา เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอยู่ในที่มืดหรือที่สว่างก็จะสแกนได้ หรือแม้แต่ใส่แว่นก็ตาม แต่ถ้าเป็นแว่นฉาบปรอทก็จะปลดล็อคไม่ได้ซึ่งเป็นข้อจำกัดของระบบนี้

 แค่เห็นดวงตาก็ปลดล็อคได้แล้ว อยู่ในที่มืดก็ไม่ต้องกลัว

ตามหลักการแล้ว การสแกนม่านตาให้ความปลอดภัยที่สูงกว่าการสแกนลายนิ้วมือ แต่ Iris Scanner ก็ยังไม่ปลอดภัยมากพอที่จะรอดพ้นจากการโดนแฮกได้ แต่วิธีการแฮกก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

ขั้นตอนการแฮกต้องใช้กล้องอินฟาเรดถ่ายรูปใบหน้าที่เห็นดวงตาชัดเจน (หาซื้อยากก็จริงแต่สามารถดัดแปลงเอาจากกล้องดิจิตอลทั่วไปได้) จากนั้นนำรูปมาอัดขยายและวางคอนแท็คเลนส์ลงไป

แม้จะแฮกได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วขั้นตอนที่ยุ่งยากแบบนี้ก็ทำให้ Iris Scanner ก็ยังคงเป็นระบบที่มีความปลอดภัยที่สูงอยู่ดี

Face ID

และระบบสุดท้ายที่จะพูดถึงนั่นก็คือ Face ID ระบบปลดล็อคแบบใหม่จาก Apple ระบบนี้จะใช้เทคโนโลยีคล้าย ๆ กับ Kinect คือยิง Dot infrared ลงบนใบหน้า ใช้กล้องอินฟาเรดจับภาพแล้วนำไปประมวลผลเป็น 3 มิติ สังเกตได้จากสแกนที่ต้องหมุนใบหน้าให้ครบทุกมุม

ในด้านความแม่นยำ Apple ได้บอกไว้ว่าแม้จะใส่แว่น ใส่หมวก ไว้หนวด ก็ยังคงสามารถปลดล็อกได้ ส่วนที่บางคนถามว่าเวลาหน้าบวมจะทำยังไงอันนี้แก้ไม่ยากครับ คุณก็กดรหัสเอาสิ คงไม่มีใครในโลกนี้ขึ้นเวทีไปชกมวยกับฟรอยด์ทุกอาทิตย์หรอกครับ

ในด้านความปลอดภัย Apple บอกว่าระบบนี้ปลอมแปลงยากมาก ไม่สามารถใช้รูปถ่ายมาหลอกได้ ซึ่ง Apple ได้ลองทำหน้ากากจำลองขึ้นมาก็ไม่สามารถแฮกได้ อย่างไรก็ตามก็คงต้องลองใช้งานจริงกันอีกทีเพื่อทดสอบว่าเจ๋งจริงเหมือนคำโฆษณาหรือไม่

จากข้อมูลในเวลานี้สรุปได้ว่าระบบ Face ID นั้นมีความแตกต่างจาก Iris Scanner และ Face Recognition หรือ Trusted Face เยอะมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ Iris Scanner ก็ยิ่งต่างกันเพราะ Iris Scanner ตรวจับม่านตาแต่สำหรับ Face ID นั้นตรวจสอบทั้งใบหน้า

ซึ่ง Face ID น่าจะสแกนได้ง่ายกว่าเพราะไม่น่าจะต้องไปจำกัดว่าใบหน้าต้องตรงเป๊ะ หรือต้องให้ดวงตาอยู่ในวงกลมแบบ Iris Scanner และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเทียบกับ 3D Creator ของ Sony แล้ว Face ID ก็มีความแม่นยำสูงกว่าเพราะใช้ dot ช่วย แต่ข้อดีของ Sony คือมีกล้องตัวเดียวก็พอ แต่ถ้านำระบบที่ใช้กับ 3D Creator ปลดล็อค คุณต้องจับสมาร์ทโฟนเอียงซ้ายเอียงขวาเพื่อให้มันประมวลผลเป็น 3 มิติทุกครั้ง คุณจะทำไหมล่ะ!

ทิ้งท้ายแถมให้สำหรับใครที่สงสัยว่าทำไมในงานเปิดตัว iPhone X ถึงปลดล็อคด้วยใบหน้าไม่ผ่าน ตอนนี้ทาง Apple ได้ทำจดหมายชี้แจงออกมาแล้วว่า ทีมงานได้มาหยิบ iPhone X มาตรวจสอบความเรียบร้อยหลายครั้ง และทุกครั้งที่หยิบมาตรวจระบบ Face ID ก็ทำงานทุกครั้ง ซึ่งก็จะทำให้สแกนไม่สำเร็จเพราะไม่ใช่ใบหน้าของ Craig และพอถึงคราวที่ Craig จะหยิบมาลองใช้งานในงาน Keynote ระบบรักษาความปลอดภัยของ iPhone X เลยบังคับให้ใส่ Passcode ก่อนนั่นเอง (เหมือนเวลาสแกนลายนิ้วมือไม่ผ่านแล้วขึ้น Passcode มาให้ใส่)

Leave a Reply