Posted on Leave a comment

รีวิว vivo V7+ สมาร์ทโฟนสายเซลฟี่ ในบอดี้จอไร้ขอบ

ในปีนี้เทรนด์สมาร์ทโฟนหน้าจออัตราส่วน 18:9 หรือที่ชอบเรียกกันว่าจอไร้ขอบนั้นกำลังมาแรงมาก สมาร์ทโฟนเรือธงหลากหลายแบรนด์ต่างก็หันมาใช้หน้าจอแบบนี้กันเกือบหมด แต่ก็ไม่ได้มีแค่สมาร์ทโฟนเรือธงที่นับวันราคาจะกระโดดขึ้นไปสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ เท่านั้นที่ใช้จอแบบนี้ เพราะในช่วงราคาหมื่นต้น ๆ ก็มีให้เลือกเช่นกัน นั่นก็คือ vivo V7+ สมาร์ทโฟนรุ่นแรก ๆ ในราคา 11,990 บาทที่ตามเทรนด์หน้าจออัตราส่วน 18:9 ไปกับเขาด้วย

Highlight ของ vivo V7+ จอ 18:9 กล้องเซลฟี่ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล เปิด Beauty Mode เวลา Video Call ได้ ชิปเสียง Hi-Fi และระบบปลดล็อคด้วยใบหน้า Face Access

หน้าจอของ vivo V7+ เป็นจอแบบ IPS ขนาด 5.99 นิ้วอัตราส่วน 18:9 มีความละเอียดอยู่ที่ 1440 x 720 พิกเซลหรือเรียกสั้น ๆ ว่า HD+ ถ้าสงสัยว่าหน้าจออัตราส่วนนี้ดีอย่างไรก็กดเข้าไปอ่านบทความ ทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับจอไร้ขอบอัตราส่วน 18:9 ได้ โดยทาง vivo นั้นได้ตั้งชื่อให้กับหน้าจอว่า FullView Display

ตอนแรกที่ยังไม่ได้จับตัวจริงก็แอบคิดว่าจอไซส์เกือบ 6 นิ้วกับความละเอียด HD+ ภาพจะออกมาหยาบรึเปล่า แต่พอได้ลองใช้จริงแล้วภาพที่ได้นั้นดีทีเดียว ถือว่าคมใช้ได้สำหรับความละเอียด HD+ กับจอไซส์นี้ สีสันที่ได้จัดว่าสวย

ให้ดูแบบใกล้ ๆ รายละเอียดของตึกในตอนกลางคืนชัดเจนมาก ถือว่าดีในสมาร์ทโฟนราคาระดับหมื่นต้น ๆ

เอ๊ะ! ปุ่ม Navigation bar หายไปไหน? ความจริงมันไม่ได้หายไปไหนแต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ปุ่ม Navigation bar แบบเดิม ๆ ในการควบคุมหรือว่าใช้ Gesture ควบคุมแทนเพื่อให้ได้พื้นที่ส่วนล่างเพิ่มขึ้นมา

สามารถเข้าไปตั้งค่าได้ในการตั้งค่า -> ปุ่มนำทาง

รอบนี้ vivo เปิดอิสระในการปรับแต่ง Navigation bar ในระดับนึงเลย สามารถสลับปุ่มย้อนกลับกับปุ่มแอปล่าสุดได้ เผื่อใครที่ถนัดใช้แบบปุ่มย้อนกลับอยู่ด้านซ้ายจะได้ไม่ต้องปรับตัว มีรูปแบบปุ่มมาให้เลือก 3 แบบ และสีอีก 7 สี จากที่ลองใช้แบบ Gesture มาพักใหญ่ก็พบว่าสะดวกไม่แพ้กัน ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก แค่เปลี่ยนจากการกดปุ่มมาเป็นการเลื่อนขึ้นจากขอบล่างจอบริเวณนั้นแทน

ไหน ๆ พาคุณผู้อ่านเข้ามาทัวร์ในหน้าการตั้งค่าแล้วก็ขอแนะนำอีกโหมดนึงที่อยู่ใกล้ ๆ กัน นั่นก็คือโหมดเกม เอาไว้สำหรับจัดการเรื่องการโทรเข้าและการแจ้งเตือนไม่ให้โผล่ขึ้นมารบกวนระหว่างเล่นเกม พูดถึงเรื่องเกมแล้วก็ขอพูดถึงประสิทธิภาพเรื่องการเล่นเกมไปด้วยเลย หลายคนกังวลว่า Snapdragon 450 จะเอาไหวไหม บอกเลยว่าสบายเพราะประสิทธิภาพของ Snapdragon 450 นั้นไล่เลี่ยกับ Snapdragon 625 เลยและด้วยความละเอียดของจอที่ไม่สูงมากนักทำให้ไม่กินแรงเครื่องมาก สามารถเล่นเกมยอดฮิตอย่าง RoV กับ Lineage2 Revolution ได้แบบลื่น ๆ

อีกหนึ่งฟีเจอร์ยอดฮิตในยุคนี้อย่างโคลนแอปให้เล่นได้ 2 บัญชีในเครื่องเดียวกันนั้นก็ยังคงอยู่เช่นเคย เวลาจะโคลนก็กดค้างที่ icon แอปที่รองรับแล้วก็กด + ได้เลย แค่นี้ก็จะได้แอปที่ถูกโคลนขึ้นมาแล้ว

และฟีเจอร์เด่นที่เป็น Highlight ของรุ่นนี้คือ Video Call แบบเปิด Beauty Mode ไปด้วย จากการทดลองใช้งานจริงแล้วทำงานได้ดีมาก เวลาเปิดแอปขึ้นมาก็จะโผล่มาให้ปรับด้านซ้ายของจอเลย ไม่ต้องไปตั้งค่าที่ไหน (ไม่เกี่ยวกับสติ๊กเกอร์ AR ที่ขึ้นบนหน้านะครับ อันนั้นของแอป Messenger) ข้อดีอีกอย่างคือสามารถเปิดแฟลชกล้องหน้าระหว่างวิดีโอคอลได้ เป็นประโยชน์มาก เวลาวิดีโอคอลในที่แสงน้อย ซึ่งแอปพลิเคชั่นที่รองรับก็มี Messenger, LINE, Zalo, Viber, WhatsApp และ BBM

พูดถึงฟีเจอร์เด็ด ๆ ไปแล้วมาดูเรื่องความปลอดภัยกันบ้าง ในรุ่น vivo V7+ ได้ย้ายตำแหน่งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไปไว้ด้านหลังแล้วเพราะด้านหน้าได้ถูกหน้าจอกินพื้นที่ไปเกือบหมด การปลดล็อคนั้นติดง่ายและปลดล็อคได้ไว นอกจากเอาไว้รักษาความปลอดภัยแล้วยังใช้สัมผัสเผื่อถ่ายรูปแทนกดปุ่มชัตเตอร์ในจอได้ด้วย

แต่ไม่ได้มีแค่ระบบสแกนลายนิ้วมืออย่างเดียวเท่านั้น เพราะ vivo V7+ มีระบบ Face Access มาให้ด้วย บางคนบอกว่านี่คือระบบ Face Recognition ทั่ว ๆ ไปที่เป็นพื้นฐานของ Android แต่จากที่ลองดูแล้วพบว่าของ V7+ นั้นทำงานได้ดีกว่า Face Recognition ของแบรนด์อื่น ๆ อยู่ระดับนึง ไม่ว่าจะใส่แว่น ถอดแว่น เปลี่ยนทรงผมหรือใส่ฮู้ดปิดหัวก็ยังคงสามารถปลดล็อคได้ไวและทำงานที่แสงน้อยได้ดีด้วย คาดว่าที่ระบบนี้ทำงานได้ดีเพราะแบรนด์ vivo เองก็เป็นสมาร์ทโฟนที่เน้นการ Selfie คงมี Know-how เกี่ยวกับการตรวจจับใบหน้าของคนที่ดีมาก ๆ อย่างไรก็ตามระบบนี้ก็ยังคงมีความปลอดภัยน้อยกว่าการสแกนลายนิ้วมืออยู่ดี (แต่เคยลองเอารูปถ่ายมาปลดล็อคมันก็จับใบหน้าในรูปได้นะ แต่ไม่ยอมปลดให้)

แนะนำบทความ เจาะลึกความแตกต่างระหว่าง Face ID, Iris Scanner และ Face Recognition

มาถึงจุดขายของรุ่นนี้กันบ้าง นั่นก็คือกล้องหน้าความละเอียด 24MP Clearer Selfie นั่นเอง รูรับแสงขนาด f/2.0 มี Selfie Softlight ที่ช่วยเพิ่มความสว่างเวลาเซลฟี่ในที่แสงน้อย ถึงในรุ่นนี้จะมีกล้องหน้าตัวเดียวแต่ก็สามารถทำหน้าชัดหลังเบลอด้วยซอฟต์แวร์ได้ด้วย

ตัวอย่างภาพถ่าย Selfie

ไหน ๆ ได้ลองใช้สมาร์ทโฟนที่ทำหน้าชัดหลังเบลอมาแล้วก็ขอลองแกล้งซอฟต์แวร์กล้องเล่น ๆ หน่อย

สำหรับผลลัพธ์ที่ได้ก็ตามภาพ ซอฟต์แวร์ยังไม่สามารถเบลอฉากหลังที่ปรากฎในวัตถุกลวงหรือโปร่งใสได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรเพราะหาได้น้อยมาก ๆ ที่จะมีสมาร์ทโฟนรุ่นไหนทำได้ ส่วนการตัดขอบวัตถุนั้นก็ไม่ได้คมมาก แต่ยังอยู่ในจุดที่น่าพึงพอใจ… เดี่ยวมาดูภาพจากกล้องหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด f/2.0 กันบ้างว่าจะเป็นอย่างไร

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลัง

อย่างที่รู้กันว่านอกจากการเซลฟี่แล้วจุดขายหนึ่งของ vivo ก็คือเรื่องเสียง เพราะฉะนั้นเรื่องการฟังเพลงบน V7+ นั้นก็จัดว่าดีเพราะมีชิปเสียง Hi-Fi AK4376A ใส่มาให้ด้วย ช่วยให้ได้เสียงที่มีคุณภาพดีขึ้นและจากการลองฟังเพลงมาถือว่าใช้ได้เลยในเรื่องเก็บรายละเอียดเสียง เวลาเสียบหูฟังปุ๊บก็จะขึ้นว่า Hi-Fi มุมขวาบน Status bar ให้อัตโนมัติทันที

นอกจากการฟังเพลงผ่านหูฟังแล้วในส่วนของลำโพงนั้นก็มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นจากรุ่นก่อนเช่นกัน ส่วนตัวเท่าที่ลองฟังเสียงผ่านลำโพงก็ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรมาก แต่ถ้าเน้นความดังบอกได้เลยว่าดังสะใจมาก ๆ

สรุปในภาพรวม เป็นสมาร์ทโฟนช่วงราคาหมื่นต้น ๆ ที่น่าสนใจมากรุ่นนึง ตอบโจทย์ด้านความบันเทิงครบถ้วน ดูหนังก็ฟิน ฟังเพลงก็เพราะ เล่นเกมก็ดี เซลฟี่ก็แจ่ม ฟีเจอร์และลูกเล่นเยอะตามแบบฉบับ vivo และบอดี้ยังดูสวยงาม ออกแบบได้ดูดีน่าใช้มาก

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.