Posted on Leave a comment

Sony จัดแคมเปญ “12 Days Special” ให้คุณเป็นเจ้าของ PS4 และ PS VR ได้ในราคาสุดพิเศษ

Sony จัดแคมเปญ “12 Days Special” นำเสนอโปรโมชันเครื่องเกมคอนโซล PlayStation 4 และ
PlayStation (PS VR) with PlayStation Camera ในราคาที่ไม่ควรพลาด เริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2561 – วันพุธที่ 2 มกราคม 2562

  • PlayStation 4 Party Bundle – ราคา 10,990 บาท (จากราคาปกติ 12,990 บาท) พร้อมรับคอนโทรลเลอร์ DUALSHOCK 4 Wireless ฟรี
  • PlayStation 4 HITS Bundle – ราคา 9,990 บาท (จากราคาปกติ 11,990 บาท)
  • PlayStation 4 Pro (1 TB) – ราคา 13,990 บาท (จากราคาปกติ 14,990 บาท) พร้อมรับคอนโทรลเลอร์ DUALSHOCK 4 Wireless ฟรี
  • PlayStation VR with PlayStation Camera – ราคา 9,990 บาท (จากราคาปกติ 11,990 บาท)

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ “12 Days Special” สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
https://asia.playstation.com/en-th/campaign/whats-your-play/promotions

Posted on Leave a comment

Sony ไทยเปิดตัวเลนส์ 24mm F1.4 G Master ที่ชาวหมีรอมานาน

Sony ผู้นำตลาดกล้อง Full Frame Mirrorless เดินหน้าเสริมแกร่งธุรกิจดิจิตอล อิมเมจจิ้ง ด้วยการเปิดตัวเลนส์กล้องระดับพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ล่าสุด FE 24mm F1.4 GM ในชื่อรุ่น SEL24F14GM จากตระกูล G Master สุดยอดนวัตกรรมเลนส์ที่มาในคอนเซ็ปท์กะทัดรัดและน้ำหนักเบาที่สุดในตระกูล พร้อมอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำซึ่งพัฒนาขึ้นใหม่มากมาย เป็นเลนส์ไพรม์ที่มาพร้อมรูรับแสงกว้างสุดที่ F1.4 เพิ่มอิสระในการสร้างสรรค์ภาพที่กว้างไกลและละเอียดคมชัดตอบโจทย์ผู้หลงใหลการถ่ายภาพยามค่ำคืนท่ามกลางหมู่ดาว และแสงสีระยิบระยับได้อย่างสวยงาม รวมถึงระบบมอเตอร์โฟกัสแบบ DDSSM ที่ทำงานได้อย่างเงียบกริบ และแม่นยำกว่าเดิมถึง 3 เท่า ซึ่ง Sony มั่นใจว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เลนส์กล้องออกสู่ตลาดในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจดิจิตอล อิมเมจจิ้งของ Sony เติบโตเพิ่มขึ้น พร้อมตอกย้ำการเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีด้านการถ่ายภาพสุดล้ำอย่างต่อเนื่อง

นางสาวลีลนา เพียรพิริยะ ผู้จัดการแผนกการตลาดผลิตภัณฑ์ดิจิตอลอิมเมจจิ้ง บ. โซนี่ ไทย จ.ก. เปิดเผยว่า “Sony มีความมุ่งมั่นในการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีด้านเลนส์และกล้องดิจิตอลอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อจะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการถ่ายภาพคุณภาพสูงและตอบสนองความต้องการใช้งานให้แก่ช่างภาพระดับมืออาชีพและผู้รักการถ่ายภาพทั่วไป ด้วยการนำเสนอเลนส์กล้องที่แตกต่างสอดคล้องกับ ไลฟ์สไตล์การใช้งานที่หลากหลายของช่างภาพยุคปัจจุบัน ในวันนี้ Sony ยังคงเดินหน้าต่อยอดการพัฒนาเลนส์กล้องมาสู่นวัตกรรมเลนส์คุณภาพสูงระดับพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ล่าสุด FE 24mm F1.4 GM ที่มาพร้อมขนาดกระทัดรัดและน้ำหนักเบา แต่ยังคงอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าไปอีกขั้น ด้วยเลนส์มุมกว้างที่ให้รูรับแสงกว้างสุดถึง F1.4 เพื่อให้ประสิทธิภาพในการถ่ายภาพที่ก้าวล้ำสำหรับช่างภาพที่ต้องการถ่ายภาพหมู่ดาวได้อย่างสวยงามระดับมืออาชีพ โดย Sony มั่นใจว่าการเปิดตัวเลนส์กล้องรุ่นใหม่ในครั้งนี้จะสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในการถ่ายภาพให้กับช่างภาพรุ่นใหม่ รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจดิจิตอล อิมเมจจิ้งของ Sony เติบโตยิ่งขึ้น”

เลนส์ GM รุ่น FE 24mm F1.4 GM (model SEL24F14GM)
นับเป็นสุดยอดเลนส์สำหรับกล้อง Full Frame Mirrorless ระดับเรือธงตัวใหม่ล่าสุดของตระกูล G Master ที่จะมอบประสบการณ์ถ่ายภาพคุณภาพสูงที่เหนือระดับยิ่งขึ้นเพื่อเอาใจช่างภาพที่ต้องการถ่ายภาพยามค่ำคืนโดยเฉพาะหมู่ดาวได้อย่างสวยงามระดับมืออาชีพ ด้วยการออกแบบตัวเลนส์ที่มาในคอนเซ็ปท์กะทัดรัด ทำให้เลนส์รุ่นนี้มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบาที่สุดในตระกูลเพียง 445 กรัม และขนาดฟิลเตอร์ 67 มม.
ช่วยให้ ช่างภาพสามารถพกพาไปเก็บภาพความประทับใจได้อย่างคล่องตัวในทุกที่ พร้อมเทคโนโลยีที่อัดแน่น    ด้วยเลนส์ไพรม์มุมกว้างที่ให้รูรับแสงสว่างถึง F1.4 มาพร้อมกับชิ้นเลนส์ 13 ชิ้น 10 กลุ่ม โดยเป็นชิ้นเลนส์พิเศษ XA (extreme aspherical) จำนวน 2 ชิ้น และชิ้นแก้ว ED (Extra-low Dispersion) จำนวน 3 ชิ้น   ที่เคลือบด้วยเทคโนโลยี Nano AR Coating และ Fluorine จึงช่วยให้ได้ภาพที่มีความละเอียดคมชัด และได้แสงที่นุ่มนวลเป็นธรรมชาติ แม้จะตั้งค่ารูรับแสงกว้างสุด รวมถึงลดการเกิดความคลาดเคลื่อนของสีต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมป้องกันฝุ่น และละอองน้ำอีกด้วย

ระบบมอเตอร์โฟกัสแบบ DDSSM (Direct Drive SSM) ที่ออกแบบมาใหม่ให้มีขนาดและน้ำหนักเบาสำหรับกล้อง E-mount แต่ให้พลังการทำงานสูงกว่าระบบเดิมถึง 3 เท่า  ทำให้โฟกัสอัตโนมัติได้รวดเร็วแม่นยำและเงียบกริบยิ่งขึ้นโดยเฉพาะเมื่อถ่ายวีดีโอสลับกับการถ่ายภาพนิ่ง รวมถึงมีไดอะแฟรมรูรับแสงทั้งหมด 11 ใบ ทำให้ได้โบเก้ที่ดูกลมกลืนสวยงาม นอกจากนี้ บนกระบอกเลนส์ยังมีสวิตซ์ปรับเปลี่ยนระบบโฟกัส AF/MF พร้อมปุ่ม Focus Hold และวงแหวนโฟกัสมี Linear Response MF สำหรับการปรับโฟกัสแบบแมนนวล โดยโฟกัสจะเปลี่ยนไปตามแนวเส้นตรงเพื่อตอบสนองต่อการหมุนวงแหวนโฟกัส ทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวด้วยมือได้อย่างฉับไวเหมาะกับสถานการณ์ในการถ่ายภาพต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา

ปัจจุบัน Sony มีเลนส์ทั้งที่เป็นระบบ Full Frame Mirrorless หรือ Native Full Frame Lens มากถึง 30 รุ่น ครอบคลุมช่วงตั้งแต่ 12mm ไปถึง 400mm มาพร้อมกับเทคโนโลยีล่าสุด พัฒนาโดย Sony  สามารถตอบโจทย์ช่างภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเลนส์ในตระกูล G Master มากถึง 8 ตัวด้วยกัน ซึ่งประกอบด้วยเลนส์ในช่วงต่าง ๆ ดังนี้ FE 24-70mm f/2.8 GM,  FE 85mm f/1.4 GM, FE 70-200mm f/2.8 GM OSS, FE 100mm F2.8 STF GM OSS, FE 16-35mm f/2.8 GM, FE 100-400mm F4.5-5.6 GM OSS, FE 400mm f/2.8 GM OSS, รวมทั้งตัวใหม่ล่าสุด FE 24mm f/1.4 GM จึงสามารถครอบคลุม และรองรับการทำงานของช่างภาพได้ทุกรูปแบบ มาพร้อมคุณสมบัติหลักด้วยการรองรับการถ่ายภาพความละเอียดสูง และโบเก้ที่ละมุนสวยงาม เหมาะกับการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอ ออกแบบมาสำหรับมืออาชีพจริงๆ Sony ได้ถือว่าเป็นผู้นำแห่งเทคโนโลยีด้านการถ่ายภาพแท้จริง สมกับสโลแกน “Tomorrow’s lenses today, from Sony”


สำหรับเลนส์ SEL24F14GM พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ในราคา 49,990 บาท พร้อมโปรโมชั่น ผ่อน 0% นาน 10 เดือน ผู้สนใจสามารถทดลองประสิทธิภาพของเลนส์สุดล้ำได้ที่ โชว์รูมโซนี่ สโตร์ ทุกสาขา ร้านโซนี่ เซ็นเตอร์ และร้านค้าผู้แทนจำหน่ายกล้องชั้นนำ และสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร. 0-2715-6100 หรือเยี่ยมชม www.sony.co.th

Posted on Leave a comment

เปิดตัวกล้อง Sony RX100 VI จอสัมผัส, ระยะ 24-200 และ ความเร็วโฟกัสที่เร็วที่สุดในโลก 0.03 วินาที

Sony เปิดตัวกล้องคอมแพ็ค Sony RX100 VI พร้อมกับเลนส์ ZEISS Vario-Sonnar T* 24–200 mm F2.8–4.5 เลนส์ซูมสุดโหดในกล้องไซส์มินิ แถมความเร็วโฟกัสที่ 0.03 วินาที เร็วที่สุดในโลก

สเปก Sony RX100 VI

  • เซ็นเซอร์ขนาด 1 นิ้ว แบบ Stacked Exmor RS CMOS ความละเอียด 20.1 ล้านพิกเซล
    • โฟกัสเร็ว 0.03 วินาที ด้วยจุดโฟกัส 315 จุด ครอบคลุม 65% ของเซ็นเซอร์
    • วิดีโอ 4K HDR แบบ Full Pixel Readout 

  • เลนส์ ZEISS Vario-Sonnar T* 24–200 mm F2.8–4.5
    • ชิ้นเลนส์ 15 ชิ้น 12 กลุ่มเลนส์ 
    • ถ่ายภาพต่อเนื่อง 24 ภาพต่อวินาที
    • กันสั่น 4 Stops

  • Electronic Viewfinder ชนิด OLED ขนาด 0.39 นิ้ว 
  • หน้าจอสัมผัสขนาด 3 นิ้ว
  • บอดี้ขนาด 101.6 x 58.1 × 42.8 mm (W * H * D)
  • ช่องเสียบ Micro HDMI, Micro USB
  • แฟลชในตัวกล้อง
  • น้ำหนัก 301 กรัม (รวมแบตเตอรี่และเม็มโมรี่การ์ด)
  • แบตเตอรี่รุ่น NP-BX1
  • เซ็นเซอร์ Stacked Exmor RS CMOS 

    Sony RX100 VI ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ Stacked Exmor RS CMOS รุ่นใหม่ มี DRAM ในตัว คู่กับระบบประมวลผล BIONZ X ที่ความละเอียด 20.1 ล้านพิกเซล ISO 125 – 12800 ปรับเพิ่มได้มากสุด 80 – 12800

    เลนส์ ZEISS คุณภาพสูง ระยะ 24-200 mm ซูมไกลมากกว่าเดิม เปรี้ยวได้ไกลกว่าเดิม

    ด้วยระยะ 24-200 ของเลนส์ ZEISS Vario-Sonnar T* 24–200 mm F2.8–4.5 สามารถทำให้เราพา Sony RX100 VI ไปเปรี้ยวได้ทุกที่ ค่า F ต่ำสุดที่ทำได้คือ F2.8 แถม F4 ได้ที่ 100 mm และ F4.5 ที่ 200 mm 
    ในเลนส์ยังมีชิ้นเลนส์พิเศษ อย่าง ED Aspherical, Aspherical, AA (advanced aspherical) จัดได้ว่าเป็นเลนส์ที่มีคุณภาพสูงมาก ทั้งยังมีกันสั่นที่กันสั่นได้ถึง 4 Stops แต่ความน่าตกใจคือเลนส์ 24-200mm เขาทำกันยังไงให้มันเล็กขนาดนี้ได้นะ แล้วยังรู้รับแสงเริ่มที่ F2.8 อีกซึ่งถือว่ากว้างมากสำหรับเลนส์ระยะนี้

    หน้าจอ Electronic Viewfinder แบบ XGA OLED Tru-Finder และ หน้าจอ LCD ที่พับมาเซลฟี่ได้ 

    จอ Electronic Viewfinder ความละเอียด 2.35 ล้านพิกเซล เพิ่มคุณภาพไปอีกด้วย ZEISS T* Coating ส่วนจอ LCD เป็นหน้าจอสัมผัส สามารถพับเซลฟี่ได้ 180 องศา และพับลง 90 องศา

    ถ่าย 4K ได้ดีกว่าที่เคย ด้วยการบันทึกแบบ full pixel readout

    ตัว Sony RX100 VI รองรับ 4K HDR แบบ full pixel readout และยังใช้ HLG (Hybrid Log-Gamma)
    วิดีโอสามารถโฟกัสด้วยระบบ Fast Hybrid AF จำนวน 315 จุด แบบ Phase-detection ยังคงทำ S-Gamut และ S-Log3, Super Slow Motion 960fps
    [1] โฟกัสแบบ Phase-detection 315 จุด [2] โฟกัสแบบ Contrast-detection 25 จุด 
    สำหรับตัว Sony RX100 VI ยังสามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi, Bluetooth และ NFC ได้อย่างครบถ้วน
    กล้อง Sony RX100 VI มีความน่าประทับใจที่ระยะเลนส์ที่กว้างขึ้น รู้รับแสงกว้าง ระบบโฟกัสความเร็วสูง ถ่าย 4K HDR ได้ ราคาเปิดตัวอยู่ที่ $1,200 US (ประมาณ 38,000 บาท)
    Posted on Leave a comment

    ทำความรู้จัก LDAC : เทคโนโลยีที่ทำให้ฟังเพลงความละเอียดสูงแบบไร้สายได้

    ปัจจุบันสมาร์ทโฟนหลากหลายรุ่นได้ตัดช่องเสียบหูฟัง 3.5มม.
    ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนนิยมใช้ออก เสมือนต้องการบังคับให้เหล่าผู้ใช้งานหันไปหาหูฟัง Bluetooth มาใช้งานแทน
    ซึ่งที่ผ่านมาการฟังเพลงผ่านหูฟัง Bluetooth
    นั้นให้เสียงได้ไม่ดีเท่ากับการเชื่อมต่อผ่านช่องเสียบหูฟังโดยตรง
    แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ LDAC ของ Sony
    จะทำให้การรับฟังเสียงต่างๆ ผ่าน Bluetooth
    นั้นดีขึ้นจนเราอาจจะไม่อยากกลับไปเสียบสายอีกเลย
    ก่อนเราจะมาเจาะลึกว่า LDAC ทำงานอย่างไร เรามาทำความรู้จักกับ Sample
    Rate, Bit Depth, Bit rate กันก่อน ซึ่งทั้ง 3
    ตัวนี้ใช้ในการอธิบายคุณภาพไฟล์เสียงแบบดิจิตอล และเป็นคีย์สำคญที่ทำให้
    Sony ประสบความสำเร็จในการส่งเสียงความละเอียดสูงผ่าน Bluetooth

    มาทำความรู้จัก Sample Rate, Bit Depth, Bit rate กันก่อน

    ก่อนจะไปลงลึกเรื่อง LDAC เรามารู้จักคำศัพท์เหล่านี้ก่อน ซึ่งจะถูกพูดถึงในบทความต่อไป 

    Sample Rate (Hz) : จำนวนจุดของข้อมูลต่อวินาที
    โดยแต่ละจุดจะแสดงค่าความถี่ของเสียง ณ เวลานั้นๆ
    เมื่อนำแต่ละจุดมาเรียงต่อกันก็จะได้ออกมาเป็นกราฟเสียง ยิ่งจำนวนจุดมาก
    เสียงที่ออกมาก็จะยิ่งใกล้เคียงต้นฉบับเท่านั้น

    Bit Depth (Bit) : จำนวน bit ที่ใช้สำหรับบันทึก Sample
    โดยหากเราแบ่งความถี่สูงสุดและต่ำสุดให้เป็นช่องเล็กๆ เท่าๆ กัน ยิ่ง bit
    depth มาก ช่องยิ่งเยอะ กราฟเสียงยิ่งใกล้เคียงต้นฉบับ

    Bit-rate (kbps) : จำนวนข้อมูลที่ส่งผ่าน ฺBluetooth ต่อวินาที
    สำหรับไฟล์แบบไม่บีบอัดสามารถคำนวณได้จากผลคูณของ Sample Rate และ Bit
    Depth

    LDAC คืออะไร

    LDAC คือเทคโนโลยีของ Sony ที่ทำให้สามารถส่งสัญญาณเสียงความละเอียดระดับ
    Hi-res ผ่านทาง ฺBluetooth ได้ ซึ่งสามารถทำได้สูงสุดที่ 24 bit, 96KHz
    เลยทีเดียว ให้เสียงที่ดีกว่าเชื่อมต่อผ่าน ฺBluetooth แบบธรรมดา โดยทาง
    Sony โฆษณาว่าถ้าฟังเพลงคุณภาพระดับแผ่น CD เสียงที่ได้จะเหมือนต้นฉบับเลย
    และหากฟังเพลงคุณภาพระดับ Hi-res 24 bit
    เสียงที่ได้จะมีความใกล้เคียงคุณภาพระดับ Hi-res มาก นอกจากนั้นทาง Sony
    ยังร่วมมือกับ Google ใส่ LDAC มาในระบบปฎิบัติการ Android 8 Oreo เลย

     หากฟังเพลงคุณภาพระดับแผ่น CD
    เสียงที่ออกมาจะไม่มีการลดทอนใดๆ เลย

    ในกรณีฟังเพลง Hi-res 24 bit
    จะให้คุณภาพเสียงที่เทียบเท่าหรือใกล้เคียงกันเลย
    ในการใช้งาน LDAC เราสามารถเลือกปรับโหมดได้เองตามความต้องการของเราให้เหมาะสมกับการใช้งาน
    1. Quality : เน้นคุณภาพเสียง โดยจะส่งสัญญาณที่ให้คุณภาพเสียงดีที่สุด อาจเจอปัญหาเสียงขาดหรือกระตุกระหว่างใช้งานได้
    2. Normal : โหมดปกติ
    3. Connection : เน้นการเชื่อมต่อและส่งสัญญาณที่เสถียรมากกว่าคุณภาพเสียงที่ได้

     โดยการจะใช้งาน LDAC นั้น จะต้องมีอุปกรณ์ดังนี้

    1. เครื่องเล่นเพลงหรือสมาร์ทโฟนที่รองรับ LDAC
    2. หูฟัง, ลำโพง หรือตัวรับสัญญาณ Bluetooth ที่รองรับ LDAC

    เจาะลึกการทำงานของ LDAC

    การที่ LDAC
    สามารถส่งเสียงความละเอียดสูงผ่าน Bluetooth ได้นั้นมีส่วนสำคัญอยู่ 2
    ส่วนคือ การทำให้ Bluetooth สามารถส่งข้อมูลได้ถึง 990 kbps
    และส่วนที่สองคือการบีบอัดข้อมูลเพลงความละเอียดสูงให้ขนาดเล็กลงโดยสูญเสียรายละเอียดน้อยที่สุด

    ในการฟังเพลงผ่าน
    Bluetooth ปกติเราจะส่งข้อมูลที่ 328 kbps เท่านั้น
    แต่หากต้องการฟังเพลงความละเอียดสูงผ่าน Bluettoth ข้อมูลที่ต้องส่งผ่าน
    Bluetooth ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงต้องทำให้การส่งข้อมูลรวดเร็วขึ้นด้วย
    การจะส่งข้อมูลให้ได้ถึง 960 kbps ทาง Sony เลือกใช้ Enhanced Data Rate
    (EDR) ซึ่งเป็นฟังก์ชันของ Bluetooth เองที่มีตั้งแต่ Bluetooth 2.0
    เป็นต้นไป  โดยตามสเปคแล้วฟีเจอร์นี้ทำให้สามารถส่งข้อมูลผ่าน Bluetooth
    ได้สูงสุดถึง 3 Mbps เลยทีเดียว
    แต่ในทางปฏิบัติสามารถทำความเร็วสูงสุดได้เพียง 1.4 Mbps เท่านั้น
    ซึ่งความเร็วสูงสุดที่สามารถทำได้โดยสัญญาณยังเสถียรอยู่คือ 1 Mbps
    ดังนั้นทาง Sony จึงเลือกใช้ความเร็วในการส่งข้อมูลที่ 990 kbps

    EDR
    เป็นกุญแจสำคัญสำหรับการใช้งาน LDAC
    แต่เป็นทางเลือกสำหรับผู้ผลิตว่าจะใส่มาในชิป Bluetooth หรือไม่
    นั่นหมายความว่าอุปกรณ์ที่มี Bluetooth ทั้งหลายทั้งมวลไม่จำเป็นต้องมี EDR
    เสมอไป ทำให้สมาร์ทโฟนบางรุ่นแม้จะใช้ระบบปฏิบัติการ Android 8 Oreo
    ก็ไม่สามารถใช้งาน LDAC ได้ เพราะชิป Bluetooth ที่ใส่มานั้นไม่รองรับ EDR

    การใช้เพียง
    EDR เพียงอย่างเดียวสามารถส่งสัญญาณเสียงคุณภาพเท่ากับฟังจากแผ่น CD
    ได้สบายๆ แต่ยังไม่เร็วพอจะส่งไฟล์เสียงระดับ Hi-Res 24 bit ได้
    จึงเป็นที่มาของอัลกอริทึมในการบีบอัดข้อมูลเพื่อคุณภาพเสียงที่ใกล้เคียง

    อ้างอิงจากความสามารถในการแยกเสียงของมนุษย์จะแย่ลงเมื่อฟังเสียงที่มีความถี่มากกว่า
    16 kHz ขึ้นไป Sony จึงใช้ข้อจำกัดตรงนี้ในการลดขนาดข้อมูล
    โดยเสียงที่มีความถี่ในช่วงกลางและต่ำซึ่งมนุษย์สามารถรับรู้ได้เป็นอย่างดีจะถูกส่งเป็น
    24 bit ปกติ แต่ในช่วงความถี่สูงซึ่งความสามารถในการได้ยินเริ่มแย่ลง
    ก็จะถูกลดทอนความละเอียดเสียงลงมาเป็น 16 bit และในช่วงความถี่ที่สูงมากๆ
    เกินกว่าที่มนุษย์จะได้ยินก็จะถูกลดทอนความละเอียดลงเหลือเพียง 8 bit
    เท่านั้นเพื่อลดปริมาณการส่งข้อมูล
    ทำให้เสียงที่ได้ยังมีข้อมูลอยู่ครบทุกช่วงความถี่
    แต่ความละเอียดของเสียงในช่วงความถี่สูงๆ
    ก็จะลดลงเพื่อลดปริมาณข้อมูลที่ต้องส่ง

    สรุป

    เทคโนโลยี
    LDAC เป็นเทคโนโลยีที่มาเพิ่มคุณภาพเสียงในการฟังเพลงไร้สายผ่าน Bluetooth
    ให้ใกล้เคียงกับการใช้สาย
    ผ่านวิธีการบีบอัดข้อมูลให้มีขนาดเล็กลงมากพอที่การรับส่งข้อมูลบน
    Bluetooth สามารถกระทำได้เพื่อเสียงที่ดีที่สุด ซึ่งในขณะนี้ LDAC
    ถือเป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อไร้สายผ่าน ฺBluetooth
    ที่ให้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด
    แต่จำเป็นต้องใช้คู่กับอุปกรณ์ที่รองรับเท่านั้น
    ถือว่าเป็นอีกตัวเลือกสำหรับนักฟังเพลงที่ต้องการความสะดวกสบายในการพกพาและได้คุณภาพเสียงไม่แพ้การเสียบผ่านสายแบบเดิมๆ

    Source : Sony-asia, Sony, Sony, Mastering The Mix, Musician Friend, av.watch.impress, Android Authority

    Posted on Leave a comment

    บทสัมภาษณ์เบื้องหลังทีมออกแบบระบบ Dynamic Vibration System ใน Sony Xperia XZ2

    Dynamic Vibration System หรือ DVS เป็นหนึ่งในฟีเจอร์ชูโรงของ Sony Xperia XZ2 มือถือเรือธงจาก Sony ที่เน้นใช้งานด้านความบันเทิงโดยเฉพาะ ซึ่งทางทีมงาน Sony Mobile Blog ได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณอุชิดะ ทัตซึยะ และ คุณอามาโนะ เรียวโกะ หัวหน้าทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์และักวางแผนประสบการณ์การใช้งานของระบบ DVS

    คุณอามาโนะ ช่วยอธิบายหน่อยครับว่าระบบ DVS คืออะไร?

    Dynamic Vibration System หรือ DVS นี้จะทำการวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นบนโทรศัพท์ของคุณแบบ Real time แล้วใช้ระบบ dynamic vibration ช่วยเชื่อมต่อสิ่งที่เกิดขึ้นบนจอกับผู้ใช้ การเพิ่มระบบสั่นนี้ช่วยเพิ่มมิติใหม่ในการดูหนัง ฟังเพลง และเล่นเกมของผู้ใช้ค่ะ

    แล้วมันทำงานอย่างไร?

    มันค่อนข้างซับซ้อนทีเดียวล่ะ อธิบายแบบเข้าใจง่ายคือ ระบบนี้ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ อัลกอริทึมในการสั่นที่พัฒนาโดย Sony และตัวฮาร์ดแวร์สำหรับสร้างการสั่นที่มีความเฉพาะตัว ระบบ DVS ของ Sony จะทำการวิเคราะห์สิ่งที่กำลังเล่นอยู่บนโทรศัพท์และทำการแปลงให้เป็นรูปแบบการสั่น จากนั้นก็จะสั่งให้ฮาร์ดแวร์สร้างการสั่นตามแพทเทิร์นนั้น ทำให้เรามีอารมณ์ร่วมกับคอนเทนต์ที่กำลังเล่นอยู่ยิ่งกว่าเดิม และรูปแบบการสั่นของแต่ละชนิดของคอนเทนต์บนหน้าจอก็ไม่เหมือนกันด้วยนะ เช่น ถ้าเล่นเกม มันจะสั่นตามสิ่งที่เกิดขึ้นหรืือการกระทำของเราในเกม แต่สำหรับเสียงเรียกเข้า มันจะสั่นพ้องไปกับเสียงเพื่อให้เรารู้สึกได้ว่ามีคนโทรเข้าง่ายขึ้น

    แล้วไอเดียเรื่อง DVS มาจากไหนครับ? จากฟีดแบ็คของลูกค้าหรือเปล่า?

    ถูกต้องค่ะ เรามักจะสร้างชิ้นงานต้นแบบจากข้อมูลเทรนด์การใช้งาน เราพบว่าเทรนด์การเพิ่มประสบการณ์ในการเสพสื่อบันเทิงกำลังเป็นที่นิยม และเราพบว่า DVS นี่แหละคือคำตอบ

    DVS คือส่วนหนึ่งของนิยามมือถือ Xperia ร่นปัจจุบัน ซึ่งก็คือ “เอนเตอร์เทนเมนต์จนถึงขีดสุด” มันหมายความว่าอย่างไรครับ?

    สำหรับเรา มันหมายถึงการใช้เทคโนโลยีมาเพิ่มความตื่นตาตื่นใจและสร้างอารมณ์ร่วมในการเสพสื่อบันเทิงผ่านมือถือ Xperia มันช่วยเพิ่มเติมความบันเทิงในการเสพสื่อบันเทิง เทคโนโลยี DVS นี้นอกจากจะมีเฉพาะใน Xperia แล้ว ยังให้ประสบการณ์การใช้งานที่เฉพาะตัวอีกด้วย

    คุณอุชิดะ อะไรที่เปลี่ยนไปในเรื่องของดีไซน์และชิ้นส่วนต่างๆ ที่ทำให้คุณสามารถใส่เทคโนโลยีเหล่านี้ลงในสมาร์ทโฟนได้ครับ?

    พวกคุณน่าจะเดากันได้ว่าเราต้องเปลี่ยนระบบมอเตอร์สั่นใหม่ เพื่อให้มันสามารถสร้างการสั่นหลากหลายระดับได้ ฮาร์ดแวร์ระบบสั่นอันใหม่นี้คือ LRA (Linear Resonant Actuator) ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเดิมเกือบ 3 เท่า ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนการวางชิ้นส่วนภายในขนานใหญและนั่นมีความท้าทายสูงมาก แต่วิศวกรของเราก็ทำได้ครับ

    คุณเทสต์ระบบ DVS อย่างไร? ใช้เวลาแค่ไหน?

    เราต้องทำให้มั่นใจว่ามันสามารถใช้งานได้อย่างดี เราจึงทำการเทสต์ด้วยการใช้จริงเป็นการภายใน เราทดลองทั้งฟังเพลง ดูหนัง เล่นเกม และอื่นๆ อีกมากมาย เรียกว่าเป็นงานที่มีความสนุกมากเลยล่ะ แต่ก็เป็นงานที่มีความสำคัญมากเช่นกัน โดยผลลัพธ์ที่ออกมาคือแพทเทิร์นการสั่นที่ถูกปรับแต่งมาอย่างดีอย่างที่คุณได้ลองกัน

    คุณมีเกมหรือหนังที่แนะนำสำหรับทดสอบระบบ DVS ไหมครับ?

    คุณอุชิดะ : ผมแนะนำดู MV โดยเฉพาะ MV เพลง EDM ผมว่านี่แหละเจ๋งที่สุด
    คุณอามาโนะ : สำหรับเกม ฉันแนะนำ Angry Birds Go! มันสนุกมากทีเดียว สำหรับเพลง ฉันแนะนำเพลง EDM เหมือนคุณอุชิดะค่ะ พวกเทคโนและแดนซ์ก็ดี สำหรับหนัง ฉันแนะนำหนังแอ็คชั่น/ไซไฟ

    คุณอามาโนะ อนาคตของ DVS เป็นอย่างไร เราจะได้เห็นมันอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ ไหมครับ?

    เรื่องนี้ฉันบอกอะไรมากไม่ได้ค่ะ แต่เรากำลังทำงานในการเพิ่มความสามารถในการเสพสื่อบันเทิงและประสบการณ์การใช้งานผ่านเทคโนโลยีีนี้อยู่ค่ะ

    หลังจากได้ทราบเบื้องหลังแนวคิดของเทคโนโลยีนี้ เราก็คาดหวังว่าจะได้เห็นเทคโนโลยีในสมาร์ทโฟนของ Sony ใหม่ๆ ที่จะมาเพิ่มความสนุกสนานในการรับชมสื่อบันเทิงที่มากกว่าเดิมขึ้นไปอีก

    ที่มา : Sony Mobile Blog

    Posted on Leave a comment

    ขั้นตอนซ่อมแซมซอฟต์แวร์ Sony Xperia ด้วยโปรแกรม Xperia Companion เครื่องเปิดไม่ติดหรือติด Boot Loop อยู่ก็ทำได้

    Xperia Companion เป็นโปรแกรมจัดการอุปกรณ์ Sony Xperia ตัวใหม่แทนที่ Sony PC Companion ที่เก่าและใช้งานยุ่งยาก การ Repair เป็นวิธีการพื้นฐานในการซ่อมแซมเครื่องในกรณีซอฟต์แวร์มีปัญหา, บู๊ทไม่ติด, ติดแล้วค้างอยู่หน้าโลโก้, เครื่อง Bootloop โดยคอมพิวเตอร์ไม่จำเป็นต้องมองเห็นมือถือเจอก็ทำได้

    ข้อควรทราบ

    1. การซ่อมแซมซอฟต์แวร์หรือ
      Repair software เป็นการลบไฟล์ระบบ Android
      ทั้งหมดทิ้งและคัดลอกอันใหม่มาใส่ ดังนั้นข้อมูลทุกอย่างจะถูกลบออกหมด หากมีข้อมูลสำคัญให้ Back up ให้เรียบร้อยก่อน
    2. วิธีนี้สามารถช่วยแก้ปัญหาความผิดพลาดที่เกิดจากซอฟต์แวร์ไม่สมบูรณ์ได้เกือบทุกรูปแบบ
    3. ข้อมูลใน SD card จะไม่ถูกลบ แต่แอปที่ย้ายไปลง SD card ถูกลบแน่นอน
    4. ต้องมีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ และสมาร์ทโฟนต้องมีแบตเตอรีมากกว่า 80%
    5. เตรียมสาย USB ดีๆ ไว้ 1 เส้นด้วย ต้องเป็นสายที่ส่งข้อมูลได้ เช่น สายแถมมากับเครื่อง
    6. การรีแพร์ซอฟต์แวร์ สมาร์ทโฟนไม่จำเป็นต้องบู๊ตสมบูรณ์ก็ทำได้ ดังนั้นมันสามารถช่วยแก้ปัญหา Bootloop ได้
    7. ต้องทราบรหัสบัญชี
      Google ที่ลอกอินไว้ในสมาร์ทโฟนด้วย
      เพราะเมื่อทำเสร็จแล้วเปิดเครื่องใหม่จะมีการขอให้ Login ด้วยบัญชีเก่าก่อน หากไม่สามารถ ศนเรื ได้จะไม่สามารถเข้าใช้งานเครื่องได้เลย

    เริ่ม!

    1. ดาวน์โหลด Xperia Companion และติดตั้งลงคอมพิวเตอร์ให้เรียบร้อย
    2. เปิดโปรแกรมขึ้นมา และทำการอัปเดตโปรแกรมให้เป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุด
    3. ปิดสมาร์ทโฟนของคุณ
      หากสมาร์ทโฟนของคุณไม่สามารถปิดด้วยวิธีปกติได้ เช่น ติด Bootloop อยู่
      ให้กดปุ่ม Power+ปุ่มเพิ่มเสียงค้างไว้จนเครื่องสั่นติดกัน 3 ครั้ง
      เครื่องจะปิดเอง *ยังไม่ต้องต่อมือถือเข้าคอมพิวเตอร์*
    4. ที่โปรแกรม Xperia Companion เลือกเมนู Software repair

    5. เลือกชนิดของอุปกรณ์ของคุณ ในที่นี้จะเป็นสมาร์ทโฟน กดเลือกที่ Xperia phone or tablet

    6. หน้านี้เป็นการแจ้งเตือนให้ชาร์จสมาร์ทโฟนให้มีแบ็ตมากกว่า 80%
    ก่อนดำเนินการต่อ และหากใช้แล็ปท็อปให้เสียบสายชาร์จด้วยเพื่อความปลอดภัย
    ให้กด Next เพื่อไปต่อ
    7.
    หน้านี้เป็นการแจ้งเตือนว่าเราจำ Username และ Password ของ Google account
    ที่ Login อยู่ในสมาร์ทโฟนให้ได้ เพราะเมื่อทำสำเร็จแล้วอาจจะโดนถาม
    และถ้าจำไม่ได้ สมร์ทโฟนจะถูกล็อกไม่ให้ใช้งาน ติ๊กถูกเพื่อบอกว่าเราจำได้
    และกด Next เพื่อดำเนินการต่อ
    8. โปรแกรมจะเริ่มดาวน์โหลดไฟล์ที่จำเป็น รอสักครู่
    9. ขั้นตอนนี้คือทีเด็ดของทั้งหมด ทำตามอย่างเคร่งครัด
     9.1 เสียบสาย USB ด้านหนึ่งเข้ากับสมาร์ทโฟน
     9.2 กดปุ่มลดเสียงค้างไว้
     9.3
    ระหว่างที่กดปุ่มลดเสียงค้างให้เสียบ USB อีกด้านเข้าคอมพิวเตอร์
    จะเห็นไฟแจ้งเตือนมีการเปลี่ยนสีนิดหน่อย ถ้าไม่มีข้อผิดพลาดอะไร
    โปรแกรมจะเปลี่ยนไปหน้าต่อไปอัตโนมัติ
    10.

    หน้านี้เป็นการแจ้งเตือนว่าข้อมูลทุกอย่างในเครื่องจะถูกลบทิ้งหมดยกเว้นที่เก็บอยู่ใน
    SD card ติ๊กถูกและกด Next เพื่อดำเนินการต่อ

    11.
    หน้านี้เป็นการแจ้งว่าโปรแกรมพร้อมที่จะ Repair software แล้ว
    ขั้นตอนต่อจากนี้ไปห้ามถอดสาย USB ออกจนกว่าจะสำเร็จ
    ถ้าพร้อมดำเนินการต่อก็กด Next
    12. รอ… บอกเลยว่านาน ดูหนัง ซักผ้า เล่นเกม เล่นกับหมารอได้เลย
    13. เมื่อขึ้นหน้านี้แสดงว่าการ Repair สำเร็จด้วยดี ให้ถอดสายออกจากสมาร์ทโฟนและเปิดเครื่องได้

    Posted on Leave a comment

    วิธีเปิดโหมดถนอมสายตาสำหรับมือถือ Sony Xperia แพทช์เดือนมีนาคม

    ฟีเจอร์ถนอมสายตาเป็นฟีเจอร์ที่ Sony ใส่มาให้ใน Sony Xperia XA1 Ultra แล้วก็เอาออกแบบงงๆ ก่อนที่มันจะกลับมาอีกครั้งใน Sony Xperia XZ2 การกลับมาครั้งนี้ทำให้มันสามารถนำไปลงในโทรศัพท์มือถือ Sony Xperia รุ่นอื่นๆ ได้ด้วย โดยมือถือรุ่นนั้นจะต้องใช้แพทช์ความปลอดภัยเดือนมีนาคม 2018 ถึงจะทำได้ และต้องใช้คอมพิวเตอร์ด้วย โดยมีวิธีการเปิดใช้งานดังนี้

    1. ติดตั้งไฟล์ APK ตัวนี้
    2. เปิด Developer options ด้วยการไปที่ Settings > About แล้วกดที่ Build number รัวๆ
    3. ไปที่ Settings > Developer options แล้วเปิด USB Debugging
    4. ต่อมือถือเข้ากับคอม
    2. ดาวน์โหลด ADB มาลงในคอมพิวเตอร์และแตกไฟล์ให้เรียบร้อย
    3. ก๊อปปี้ที่อยู่ที่แตกไฟล์เอาไว้

    4. เปิด Command Prompt ขึ้นมาด้วยการเปิด Start menu แล้วพิมพ์ CMD

    5. พิมพ์ cd [ที่อยู่ที่ก๊อปมา วางด้วยการกด Ctrl+V] เช่น สมมติไฟล์อยู่ที่ C:New folderADB ให้พิมพ์ cd C:New folderADB
    6. พิมพ์ adb shell cmd overlay enable –user 0 android.res.night
    จากนั้นรีสตาร์ทมือถือ เมนู Night light ก็จะโผล่มาให้เลือก

    เราก็หวังว่าในอนาคต Sony จะเพิ่มฟีเจอร์นี้ให้กับสมาร์ทโฟนของ Sony ทุกรุ่น
    Source : Xperia Blog

    Posted on Leave a comment

    16-35mm F2.8 G Master เลนส์ระดับ Master

    หากพูดถึงเลนส์จากค่าย Sony  เรามักจะคุ้นหูกับเลนส์ G ตระกูลเลนส์ที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม ต่อมาทาง Sony ก็ได้เข็นเลนส์ตระกูล G Master
    ออกมา ซึ่งเป็นเลนส์เกรดพรีเมี่ยมยิ่งกว่าเลนส์ G เดิม
    โดยออกแบบมาสำหรับกล้อง Mirrorless แบบ Full Frame
    มีประสิทธิภาพของเซ็นเซอร์สูงมาก ซึ่งเราก็ได้รับตัวเจ้า Sony FE 16-35mm F2.8 G Master หนึ่งในเลนส์ตระกูล
    G Master มาลองใช้ ด้วยระยะ 16-35mm
    เป็นระยะที่เอาไปถ่ายได้หลายแนวไม่ว่าจะเป็น Portrait, Landscape, Street
    แต่สำหรับรีวิวนี้จะเน้นไปทาง Landscape มากกว่า

    หลังจากที่ทางโซนี่ได้ส่งเลนส์ตัวนี้มาให้เราทดสอบและรีวิว
    แค่เห็นกล่องของมันเราก็รู้สึกตื่นเต้นเสียแล้ว เนื่องจากมันคือเลนส์ G
    Master ที่เป็นเลนส์ชั้นดี
    และขึ้นชื่อเรื่องให้ความคมชัดและการเก็บรายละเอียดของภาพ ยิ่งกว่านั้น
    พอได้นำเลนส์ตัวนี้ไปถ่ายรูปจริงแล้วต้องตกใจเพราะมันสามารถให้ความคมชัดระดับที่ทำให้คิดได้เลยว่านี่เราใช้งานเลนส์ฟิกซ์อยู่รึเปล่า

    จุดเด่น

    • เป็นเลนส์ FE-mount สำหรับกล้อง Full Frame
    • ชิ้นเลนส์ Sony XA (Extreme Aspherical)
    • Nano AR Coating
    • ขนาดรู้รับแสงกว้าง F 2.8 ตลอดช่วง
    • ไดอะแฟรม 11 กลีบ
    • ตัวเลนส์สามารถกันน้ำและฝุ่นละอองได้
    • มอเตอร์โฟกัส DDSSM (Direct Drive SSM)

    ภายนอก

     ด้านหน้าเลนส์เคลือบฟลูออรีนที่ช่วยป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกประเภทของเหลวเกาะติด
    วัสดุตัวเลนส์ใช้โลหะทั้งตัว หน้าเลนส์ถูกออกแบบมาให้ใส่ฟิลเตอร์ได้ด้วย

     ด้านข้างมีสัญลักษณ์ G Master ,ปุ่มล็อคโฟกัสที่สามารถเปลี่ยนการทำงานของปุ่มได้ที่กล้อง และ สวิทซ์ AF/MF

    เปรียบเทียบกับเลนส์ตัวอื่นๆ

    Sony FE 50mm f/1.8 – Sony FE 16-35mm F2.8 G Master – Sony FE 55mm f/1.8 ZA Carl Zeiss Sonnar

    ชิ้นเลนส์

    [1] เลนส์ XA (Extreme Aspherical) [2] เลนส์ Aspherical [3] กระจก ED
    1. ชิ้นเลนส์ Sony XA (Extreme Aspherical) สองชุดที่มีความแม่นยำพื้นผิว 0.01 ไมครอน ทำให้ได้โบเก้ที่นุ่มนวล และถือเป็นชิ้นเลนส์ที่ผลิตยาก มีราคาสูง
    2. ชิ้นเลนส์ Aspheric ลดการบิดเบือนของภาพ ทำให้ได้ภาพที่คมชัด
    3. ชิ้นเลนส์กระจก ED (Extra-low Dispersion) ช่วยควบคุมความคลาดเคลื่อนของสี และ การกระจายแสง ที่มาของสาเหตุขอบม่วง
    4. Nano AR Coating ช่วยลดแสงสะท้อนระหว่างชิ้นเลนส์ ช่วยลด Flare และการเกิด Ghost

    ถึงเลนส์ตัวนี่จะใช้ชิ้นเลนส์ถึง 16 ชิ้นแต่น้ำหนักก็เบากว่าที่คิดไว้มากทีเดียว
    สำหรับขอบม่วง ด้วยพลังของชิ้นเลนส์ ED (Extra-low Dispersion) ทำให้มีขอบม่วงน้อยมากลองสังเกตจากภาพด้านล่างก็ได้นะครับ

    Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 1/1250S, ISO 160

     หลังจากนี้จะเป็นการใช้งานเลนส์ครับ

    กรุงเทพ

     ที่แรกที่ได้ไปลองใช้เลนส์คือในร้าน Vivo ที่มีพื้นที่แคบ
    แต่ก็ได้ความกว้างของเลนส์เข้ามาช่วยทำให้ถ่ายภาพสะดวกมาก
    หลังจากถ่ายเรียบร้อยผมก็ไปกินข้าวกันครับ
    อย่างที่เห็นในภาพว่าบริเวณไม่ได้กว้างขวางอะไรเลย
    แต่ด้วยความกว้างของเลนส์ก็สามารถเก็บได้หมด
    หลังจากกินเสร็จก็เลยพามาเดินถ่ายที่ Skywalk แยกปทุมวัน

    Sony a7R F/2.8, 16 mm, 1/320S, ISO 80
    Sony a7Rii F/2.8, 34 mm, 1/100S, ISO 500
    Sony a7Rii F/2.8, 29 mm, 1/100S, ISO 500
    Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 1/50S, ISO 500

    สำหรับโบเก้สวยๆ หรือ เบลอฉากหลังก็คงจะต้องถ่ายใกล้ๆ วัตถุหน่อย
    เนื่องจากเป็นเลนส์ที่ระยะค่อนข้างกว้างและค่า F เองก็ไม่ได้กว้างมากนัก

    Sony a7Rii F/2.8, 35 mm, 1/8S, ISO 1000

    เขาใหญ่

     ไปต่อกันที่เขาใหญ่ครับ โดยทริปนี้เป็นทริปที่เร่งรีบมาก จัดมาเพื่อรีวิวโดยเฉพาะเลย และผมยังได้เอาเลนส์ FE 70-200 มม. F2.8 G Master OSS มาด้วย ซึ่งจะมีรีวิวออกมาให้ชมกันในอนาคตครับ รูปข้างล่างนี้ถ่ายด้วย FE 70-200 มม. F2.8 G Master OSS นั่นเอง

    มาถึงที่พักก็เริ่มตั้งกล้องกันเลย

    สำหรับใครที่กลัวน้ำค้างจากการตั้งกล้องถ่ายกลางคืนไม่ต้องห่วงเลยเพราะเลนส์มีการซีลป้องกันฝุ่น ละอองน้ำ และความชื้น ได้ครับ

    สำหรับสายล่าดาวและทางช้างเผือก หมดห่วงได้เลยสำหรับเลนส์ตัวนี้เพราะ F กว้างถึง 2.8

    Sony a7Rii F/2.8, 22 mm, 10S, ISO 3200
    Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 10S, ISO 2000
    Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 10S, ISO 2000
    Sony a7R F/2.8, 35 mm, 1/8000S, ISO 400
    Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 10S, ISO 2000

    หัวหิน

    ต่อที่หัวหิน ทริปนี้ได้มีโอกาสไปร่วมแจมกับพี่หลาม รายการล้ำหน้าโชว์

    Sony a7Rii F/2.8, 27 mm, 1/6400S, ISO 320
    Sony a7Rii F/2.8, 34 mm, 1/2000S, ISO 320
    Sony a7Rii F/2.8, 22 mm, 1/640S, ISO 1000
    Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 1/200S, ISO 500
    Sony a7Rii F/2.8, 34 mm, 1/640S, ISO 400

    สงขลา

    จบด้วยทริปสุดท้ายที่สงขลาครับ รอบนี้มีมอเตอร์ไซค์ สามารถขับวนถ่ายได้รอบเมืองเลย

    Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 1/3200S, ISO 160
    Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 1/8000S, ISO 50
    Sony a7Rii F/2.8, 35 mm, 1/1250S, ISO 160

    สำหรับมอเตอร์โฟกัสแบบ DDSSM (Direct Drive SSM) นั้นเป็นมอเตอร์ที่ตอบสนองเร็ว
    และแม่นยำมาก ทำให้โอกาสพลาดช็อตคลื่นเด็ดๆ ก็ลดน้อยลงไปอีก
    และยังมีความเงียบไม่ทำให้เลนส์สั่นอีกด้วย

    Sony a7Rii F/2.8, 22 mm, 1/500S, ISO 125
    Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 1/800S, ISO 125
    Sony a7Rii F/2.8, 35 mm, 1/2500S, ISO 320
    Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 1/400S, ISO 50
    Sony a7Rii F/2.8, 19 mm, 1/400S, ISO 250
    Sony a7Rii F/2.8, 35 mm, 1/3200S, ISO 250
    Sony a7Rii F/2.8, 27 mm, 1/100S, ISO 640
    Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 1/1250S, ISO 125
    Sony a7Rii F/2.8, 31 mm, 1/100S, ISO 400

    สรุป

    จากที่ทดลองใช้มาเป็นระยะเวลาเดือนกว่า ผมขอยกให้ Sony FE 16-35mm F2.8 G Master เป็นเลนส์คุณภาพดีสมราคา น้ำหนักไม่มาก สามารถถือถ่ายเล่นได้สบายๆ ยิ่งถ้าใครใช้ Sony a7R ที่น้ำหนักน้อยอยู่แล้วก็จะมีความสุขกับน้ำหนักรวมมากเลยครับ ขนาดเพื่อนผู้หญิงยังบอกเลยว่า “เบากว่าที่คิดไว้” จุดนี้ถือว่า Sony เก่งมากครับ ทำเลนส์ UltraWide F กว้าง ชิ้นเลนส์ 16 ชิ้น แถมเป็น Full Frame ขนาดใหญ่ออกมาให้มีน้ำหนักเพียง 680 กรัมเท่านั้น

    สาเหตุที่ผมใส่ใจเรื่องน้ำหนักมากนั้นก็เพราะผมเป็นคนแขนเล็กครับ
    และสำหรับการออกทริปแต่ละครั้งก็มีการแบกอุปกรณ์ไปหลากหลาย
    ซึ่งหากของทุกชิ้นน้ำหนักมากก็ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยได้ง่ายนั่นเอง
    นี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผมเลือกใช้กล้อง Sony เลยล่ะ
    ซึ่งถ้ารวมน้ำหนักเลนส์ 16-35 กับ Sony a7R ที่ผมใช้จะอยู่ที่ 1.08 กิโลกรัมเท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็น Sony a7Rii ก็จะอยู่ที่ 1.30 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อย 

    สำหรับเลนส์ตัวนี้เอาไปเที่ยวได้สบาย ๆ เลย
    จบตัวเดียวยังได้ด้วยขนาดและน้ำหนักที่กำลังดี
    มุมมองกว้างพร้อมถ่ายเก็บได้ทั้งคนทั้งวิว ด้วยคุณภาพจากการแปะชื่อ G
    Master เป็นประกัน ซึ่งนอกจากจะใช้งานทั่วไปได้ดีแล้ว
    ยังสามารถใช้ในการถ่ายรับงานได้สบายๆ เลยล่ะ เพราะโฟกัสได้ไวมาก สำหรับ
    Distortion พอใช้ได้ครับมีเห็นชัดบ้างเวลาปรับกว้างสุดและ F กว้างสุด
    ส่วนขอบม่วงถือว่ามีน้อยมาก ฉะนั้นใครที่เล็งเลนส์ตัวนี่ ผมแนะนำเลยครับ
    ของมันต้องมี

    สำหรับรูปแบบเต็มๆ กดไปดูที่นี่ได้เลยครับ https://flic.kr/s/aHsmc3z6zJ

    Posted on Leave a comment

    ไขข้อข้องใจ Xperia XZ Premium เล่นวิดีโอ YouTube ความละเอียด 4K จริง?

    เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้ใช้งาน Sony Xperia XZ Premium ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนจอความละเอียด 4K HDR รุ่นแรกของโลก ได้ตั้งข้อสังเกตว่าขณะดูวีดีโอความละเอียด 4K บนแอป YouTube และเปิด Stats for nerd แล้วรายละเอียดค่าของ Viewport บอกว่ามีความละเอียดเพียง 1920×1080 จึงเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว YouTube แสดงผลแค่ 1080P แล้วถูกอัปสเกลด้วยหน้าจอของ Sony ให้เป็น 4K จึงตีความว่า Sony Xperia XZ Premium ไม่ได้แสดงผลที่ความละเอียด 4K จริง เราจึงได้สืบค้นข้อมูลเพื่อไขข้อกังขานี้และพบว่ามันเป็นความเข้าใจที่ผิด แต่เพื่อความน่าเชื่อถือที่มากขึ้น เราจึงได้เชิญกูรูคือคุณ สมเกียรติ กิจวงศ์วัฒนะ หรือ Akexorcist ที่เป็นนักพัฒนาในระบบ GDE (Google Developer Expert) ด้าน Android มาอธิบายเรื่องนี้

    ภาพคุณสมเกียรติ กิจวงศ์วัฒนะ จาก Blognone

    Highlight

    • ผู้ใช้งาน Sony Xperia XZ Premium เกิดความสงสัยว่าทำไมขณะเล่นวิดีโอ YouTube ความละเอียด 4K แล้ว Viewport ขึ้นแค่ Full HD
    • คุณ สมเกียรติ กิจวงศ์วัฒนะ หรือ Akexorcist ที่เป็นนักพัฒนาในระบบ GDE (Google Developer Expert) ด้าน Android ได้อธิบายว่าเกิดจากการเลือกใช้ View ของแอปฯ
    • Sony Xperia XZ Premium แสดงผลเป็น 4K ตลอดเวลา
    • UI จะแสดงผลที่ Full HD และอัปสเกลด้วยฮาร์ดแวร์เป็น 4K ส่วนวิดีโอจะแสดงที่ 4K ตามความละเอียดดั้งเดิมของวิดีโอ

    ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนกว่า โดยทั่วไปแล้วหน้าจอที่มีความละเอียดสูง จะทำให้เครื่องทำงานหนักและบริโภคพลังงานมากขึ้น ทำให้มือถือหลายรุ่นมีตัวเลือกในการลดความละเอียดหน้าจอหรือตั้งค่า Default มาที่ Full HD เท่านั้น แล้วใช้การอัปสเกลภาพให้เป็นไปตามความละเอียดของหน้าจอ

    ในแง่ Software นั้น Sony Xperia XZ Premium ทำงานส่วนใหญ่ที่ความละเอียด Full HD เท่านั้น และถูก Hardware จัดการอัปสเกลเป็น 4K ซึ่งการอัปเกลของ Sony Xperia XZ Premium มี 2 วิธีคือ

    1. Doubler วิธีอัปสเกลอย่างง่ายที่สุด ถูกใช้ในจอที่ความละเอียดสูงกว่าที่ซอฟต์แวร์ประมวลผลออกมาทุกยี่ห้อ คือการเพิ่มจำนวนพิกเซลเข้าไปตามความละเอียดจอเลย เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลผลเป็น 1080P แต่จอเป็น 4K ก็นำพิกเซลคูณ 4 เข้าไปเลย ภาพที่ได้จะไม่ต่างไปจากเดิม แต่ได้ความแน่นอของพิกเซลจอเข้ามาชดเชย ทำให้จอไม่เป็นเส้นๆ
    2. Pixel Complement วิธีี้เป็นวิธีของ Sony เอง ใช้ได้กับแอปของ Sony เท่านั้น คือจะมีการวิเคราะห์ภาพแต่ละพิกเซลและจำลองพิกเซลรอบข้างขึ้นมาใหม่โดยใช้การคำนวณที่ซับซ้อน เพื่อให้ภาพที่ได้คมชัดขึ้น

    ส่วนภาพและวีดีโอจะถูกแสดงผลที่ความละเอียด 4K ตามต้นฉบับ หรือสรุปได้ว่า Xperia XZ Premium แสดงผลเป็น 4K ตลอดเวลานั่นเอง แต่ถ้าเจาะลึกลงไปอีกตามที่มีคนตั้งข้อสงสัยเรื่องของค่า Viewport ก็จะพบว่ามันมีรายละเอียดที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

    การอธิบายเรื่องนี้ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจการออกแบบ User Interface (UI) ซึ่งแต่ละส่วนบนหน้าจอแอนดรอยด์นั้นถูกเรียกว่า View โดยที่ View ก็มีหลายแบบแตกต่างกันไปตามหน้าที่ของมันตามภาพด้านล่าง เช่น TextView ไว้แสดงตัวหนังสือ, ImageView ไว้แสดงรูปภาพ

    เจ้า Viewport นี้เกิดมาเพื่อจัดการกับหน้าจอ Android​ ที่มี​หลากหลาย​ความ​ละเอียด​ จึง​ต้อง​มี​ค่า View​port เพื่อ​ให้​แอป​ปรับ​ขนาด​ชิ้นส่วน​ต่าง​ๆ จำพวกปุ่ม, เมนู, ข้อความ ฯลฯ ให้​เหมาะสม​กับ​ความ​ละเอียด​ของแต่ละหน้าจอ​ แต่จะมี View ชนิดพิเศษอยู่ คือ SurfaceView ไว้สำหรับการแสดงผลวิดีโอ ความพิเศษของมันคือมันจะแสดงผลความละเอียดตามไฟล์ต้นฉบับโดยไม่สนค่า ViewPort ที่ถูกตั้งไว้ เช่น ไฟล์ต้นฉบับเป็น 4K ก็แสดงผลเป็น 4K ไม่เกี่ยวกับส่วนของ Viewport แต่อย่างใด ซึ่งเป็นต้นเรื่องของความสับสนครั้งนี้ เนื่องจากมีคนเข้าใจผิดเอาค่า Viewport มาชี้วัดความเป็น 4K ​ของทุกส่วนที่แสดงผลบนหน้าจอ

    มาดูกันอย่างเจาะลึกกว่า ต้องย้อนกลับไปตอนที่ Android 6.0 Marshmallow เปิดตัวนั้น ได้มีการเพิ่มฟีเจอร์ให้แอนดรอยด์สามารถรองรับการแสดงผลบนหน้าจอ 4K ได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

    This feature is useful if you want to switch to 4K display resolution. While in 4K display mode, the UI continues to be rendered at the original resolution (such as 1080p) and is upscaled to 4K, but SurfaceView objects may show content at the native resolution.

    อธิบายเป็นภาษาไทยโดยคร่าวๆ ก็คือ

    ฟีเจอร์นี้ที่จะมีประโยชน์มากเมื่อคุณต้องการใช้งานหน้าจอที่ความละเอียด 4K โดย UI จะถูกบังคับให้แสดงผลที่ความละเอียดดั้งเดิม (เช่น 1080p (FHD)) จากนั้นมันจะถูกอัปสเกลเป็น 4K อีกที เพื่อแสดงบนหน้าจอ แต่ SurfaceView จะแสดงเนื้อหาที่ความละเอียดที่แท้จริงของหน้าจอ

    หมายความว่าปกติแล้ว Android OS จะบังคับให้ UI ทั้งหมดทำงานที่ความละเอียด Full HD แล้วตัวหน้าจอจะนำไปอัปสเกลให้เป็น 4K เพื่อให้ดูคมชัดมากขึ้น นั่นคือสาเหตุที่ Viewport แสดงค่าแบบนั้น เพราะค่าที่แสดงจะเป็นการวัดขนาดของ View ที่ความละเอียด Full HD เท่านั้น ส่วนการแสดงวีดีโอหรือภาพบน SurfaceView จะได้ความละเอียดตามหน้าจอของตัวเครื่องเลย ดังนั้นถ้านักพัฒนาเขียนแอปฯ โดยวาง SurfaceView ไว้เต็มหน้าจอ เวลาเปิดวีดีโอที่เป็น 4K บน SurfaceView นี้ มันก็จะแสดงผลที่ความละเอียด 4K ให้โดยอัตโนมัตินั่นเอง

    นอกจากข้อสงสัยแรกแล้ว ยังมีอีกหนึ่งข้อสงสัยคือ “ถ้าเราลองแก้ไขค่า DPI ของ Xperia XZ Premium ให้มองหน้าจอเป็น 4K ผ่าน ADB ก็จะส่งผลต่อค่า ViewPort ใน YouTube ให้แสดงเป็น 4K เช่นกัน กลับกันแม้จะแก้ DPI ผ่าน ADB เป็น 4K ก็ตามแต่หากทดสอบบนเครื่องที่หน้าจอความละเอียดไม่ถึง 4K เช่น Samsung Galaxy Note 8 ที่เป็นจอ 2K ก็จะขึ้นเป็นความละเอียดแค่ 2K จนหลายคนสงสัยว่าสรุปแล้วค่า Viewport ใน YouTube มันคืออะไรกันแน่?

    คำตอบของข้อสงสัยนี้ก็คือ Viewport มันเป็นการวัดขนาดของ UI ดังนั้นการแก้ไขค่า DPI (ไม่ว่าจะผ่าน ADB หรือ Developer Options) ก็แค่ทำให้ตัวเครื่องคำนวณความละเอียดของ UI ใหม่เท่านั้น สุดท้ายแล้ว SurfaceView ก็ยังคงแสดงวีดีโอตามความละเอียดจริงของหน้าจออยู่ดี

    สรุปความละเอียดหน้าจอ Sony Xperia XZ Premium คือ 4K แท้

    ในมุมของการใช้งานต้องบอกว่า Xperia XZ Premium ​แสดงผล​เป็น 4K ตลอด​เวลา​ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ​ถ้า​เล่น​คอนเทนต์​ 4K บน​แอป​ที่​รองรับ​ เช่น แอปภาพ​และ​วิดีโอ​ของ Sony, YouTube, Amazon Prime ก็​จะ​ออก​มา​เป็น 4K แต่​ถ้า​ต้นทางมีความละเอียดต่ำ​ก็​จะ​ถูก​อัปสเกล​เป็น 4K

    แต่ในเชิงของนักพัฒนาก็ขึ้นอยู่กับว่าเขียนโปรแกรมออกมาแบบไหน ซึ่งโดยทั่วไปถ้าทำตามแนวทางการออกแบบที่ Google วางไว้ตั้งแต่ Android 6.0 Marshmallow ก็จะแสดงผลวีดีโอเป็น 4K ตามไฟล์ต้นฉบับเลย

    กูรูตัวจริงที่ได้ผ่านการรับรองให้เป็นนักพัฒนาในระบบ GDE มาไขข้อข้องใจให้แบบนี้ คงคลายข้อสงสัยของหลายๆ คนลงได้ว่าการรับชมวิดีโอผ่าน YouTube บนตัวเครื่อง Sony Xperia XZ Premium ที่มีหน้าจอความละเอียด 4K นั้นหน้าจอแสดงผลที่ความละเอียด 4K จริงแท้แน่นอน

    Posted on Leave a comment

    เหตุผลที่ OnePlus, Nokia และ Sony ไม่รองรับ Project Trebleเพราะไม่ได้แบ่งพาร์ทิชันมาตั้งแต่แรก

    Project Treble เป็นฟีเจอร์ใหม่ใน Android Oreo ซึ่งมาพร้อมกับสมร์ทโฟนที่เป็น Android Oreo จากโรงงาน แต่สำหรับสมาร์ทโฟนที่อัปเดตเป็น Android Oreo ทีหลังนั้นจะใช้ได้เพียงบางรุ่นเท่านั้น และ 3 ยี่ห้อที่ได้อัปเดตแล้วแต่ไม่ได้คือ OnePlus, Nokia และ Sony และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ใช้ไม่ได้
    สาเหตุที่ใช้ไม่ได้นั้นมาจากการแบ่งพาร์ทิชัน โค้ดจากผู้ผลิตชิปเซ็ตบนมือถือ OnePlus 3/3Tและ OnePlus 5/5T อยู่ใน /system/vendor ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ System Partition แต่ในมือถือของ Huawei, Essential, และ Google นั้นมีการแบ่ง vendor partition  ไว้ต่างหากอยู่แล้ว

    แม้การเพิ่ม Vendor Partition ทีหลังจะเป็นไปได้ แต่การทำอย่างนั้นมีความเสี่ยงที่ทำให้ข้อมูลเสียหายอย่างถาวรอยู่ ซึ่งทางผู้ผลิตมักจะไม่เสี่ยงกับเรื่องนี้ โอกาสที่สมาร์ทโฟนเหล่านี้จะหันมารอรับ Project Treble จึงเป็นไปได้น้อยมาก

    Source : XDA