Posted on Leave a comment

สรุปข้อแตกต่างระหว่าง Huawei Mate 20 และ Huawei P20 Pro สองรุ่นนี้จะเลือกรุ่นไหนดี

คำถามยอดฮิตที่หลายคนถาม ระหว่าง Huawei Mate 20
เรือธงตัวล่างสุดช่วงปลายปีกับ Huawei P20 Pro
เรือธงตัวท๊อปรุ่นต้นปีที่ราคาใกล้เคียงกัน จะเลือกอะไรดี
เนื่องจากผมมีโอกาสได้ใช้ทั้งสองรุ่นนี้พร้อมกัน 1 อาทิตย์เต็มๆ
จะมาเล่าให้ฟัถึงจุดดีจุดด้อยของแต่ละรุ่นครับ

หน้าจอใหญ่เบิ้ม ควบคุมง่ายด้วย Gesture

หน้าจอของ Mate 20 มีความเหนือกว่าเรื่องความใหญ่ เต็มตากว่า
แถมมีติ่งหน้าจอเล็กกว่า ขอบจอก็บางกว่า
และไม่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาอยู่ด้านหน้าให้กินพื้นที่
มันเลยดูเต็มตาสะใจมาก แต่ด้วยความใหญ่ของหน้าจอ
การใช้งานมือเดียวออกจะยากนิดนึง
ตัวผมเองที่มือค่อนข้างใหญ่ยังไม่สามารถเอื้อมนิ้วโป้งไปแตะขอบจอด้านซ้ายได้
สร้างความลำบากให้การเล่นเกมบางเกมเหมือนกัน
แต่การใช้งานทั่วไปพอมีปุ่มนำทางแบบ Gesture
ก็ทำให้การควบคุมเครื่องสามารถทำได้ง่ายๆ
ง่ายระดับที่ผมชินจนพยายามไปสไลด์ขอบจอกับ P20 Pro อยู่บ่อยๆ

แต่สิ่งที่แพ้ P20 Pro คือชนิดจอที่ P20 Pro เป็นจอ OLED ในขณะที่ Mate 20
เป็น IPS LCD สีสัน ความเที่ยงตรงจึงสู้ไม่ได้
และเวลาปิดติ่งจะไม่เนียนเท่าของ P20 Pro แต่เมื่อออกกลางแดด จอของ Mate 20 สามารถสู้แดดได้ดีกว่า มองจอง่ายกว่าพอสมควร

เสียงดี มีรูหูฟัง

เรื่องเสียงเป็นสิ่งที่ผมไม่ได้เทสต์มากนัก ขึงไม่สามารถบอกอะไรได้เท่าไหร่
แต่ที่น่ๆ คือ Mate 20 มีช่องหูฟังด้วย ทำให้เสียบหูฟังมีสายง่ายกว่า
ต่อไมค์ภายนอกก็ง่าย มีวิทยุ FM ด้วย

ประสิทธิภาพทรงพลังด้วย Kirin 980

Kirin 980 ใน Mate 20 นั้นเหนือกว่า Kirin 970 ใน P20 Pro จริงๆ
เครื่องลื่นมาก ไร้อาการสะดุดไม่ว่าจะใช้งานอะไรก็ตาม
ตรงนี้เป็นสิ่งที่เหนือกว่ามากๆ

Dual GPS แม่นยำทุกโค้ง

Dual GPS ใน Mate 20 แม่นยำและรวดเร็วมาก ใช้เวลาในการจับตำแหน่งน้อยกว่าแบบรู้สึกได้

กล้องเซ็ตอัพใหม่ มาพร้อมกล้อง Ultrawide และ Super Macro

สำหรับถ่ายรูปในระดับลง Social Network ในเวลากลางวัน ผมชอบภาพที่ได้จาก Mate 20
มากกว่า ทั้งกล้องมุมกว้าง Ultra Wide
ที่ไม่มีอาการบิดบี้ยวของภาพที่ทำให้การถ่ายภาพวิวง่ายกว่าเดิม
หลากหลายกว่าเดิม ระยะโฟกัสที่ใกล้กว่าเดิมทำให้ถ่ายสิ่งของเล็กๆ
ได้ง่ายขึ้น แถมมี Super Macro ที่สามารถโฟกัสได้ในระยะแค่ 2 ซม. เท่านั้น
เอาไว้ถ่ายมาโครได้แบบที่หาบนกล้องมือถือตัวอื่นๆ ไม่ได้

อีกส่วนที่ชอบมากๆ คือ Bokeh ที่ทำได้หลากหลายแบบกว่า P20 Pro
ตรงนี้ทำให้การถ่ายรูปสนุกขึ้นเยอะ โดยเฉพาะ Swirling Bokeh
ที่แอดชอบเป็นการส่วนตัวมานาน

ด้านสีสันเองก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ซึ่งแอดชอบสีสันภาพของ Mate 20
มากกว่า P20 Pro แต่ตรงนี้ขอให้เป็นเรื่องของรสนิยมของแต่ละคนละกัน

แต่พอความมืดมาเยือน ต้องยอมรับว่า P20 Pro ทำได้ดีกว่าจริงๆ ภาพมี Noise
น้อยกว่าเยอะ แต่ภาพี่ได้จาก Mate 20 เองก็จัดอยู่ในเกณฑ์ดี ใช้งานได้
แถมใช้ Night Mode ได้ทุกเลนส์ด้วย

สำหรับการถ่ายแสงยากๆ เช่น การถ่ายย้อนแสง หลายคนกลัวว่า Mate 20
จะทำได้ไม่ดี เรื่องนี้ก็ไม่ต้องห่วง สามารถเก็บภาพได้สบายๆ
หรือภาพไหนที่สู้แสงไม่ไหวจริงๆ ก็สามารถแก้ได้ด้วยการใช้ Night Mode

สิ่งที่ P20 Pro ชนะคือการซูมที่สามารถซูมแบบไม่สูญเสียรายละเอียดได้ถึง 5 เท่า ในขณะที่ Mate 20 ซูมได้แค่ 2 เท่าเท่านั้น

วิดีโอที่เสริมพลังด้วย AI

วิดีโอเป็นสิ่งที่ Mate 20 ได้รับการอัปเกรดขึ้นมาอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็นกันสั่นที่นิ่งกว่าเดิม รวมถึงโหมดต่างๆ
ทั้งโหมดดูดสีและโหมดหน้าชัดหลังเบลอ เรียกว่าเหนือกว่าเห็นๆ เลย

ฝาหลังแบบใหม่ ไร้รอยนิ้วมือ

สำหรับ Huawei Mate 20 รุ่นที่ผมได้รับมาทดสอบเป็นรุ่นฝาหลังน้ำเงินลายแถบ จุดเด่นของาหลังแบบนี้คือรอยนิ้วมือไม่ติดเครื่องเลย ทำให้คนที่ชอบใช้เคสฝาหลังใสและเปลี่ยนเคสบ่อยๆ แบบผมไม่จำเป็นต้องระวังไม่ให้มือไปแตะโดนฝาหลังเวลาเปลี่ยนเคส

การกันน้ำที่แตกต่างกันพอสมควร

Huawei Mate 20 สามารถกันได้เพียงละอองน้ำหรือฝนเบาๆ เท่านั้น แต่ Huawei
P20 Pro สามารถกันน้ำได้ระดับ IP67 นำลงน้ำได้ลึก 1 เมตรเป็นเวลา 30 นาที
ซึ่งผมก็ไม่แนะนำให้นำลงน้ำเท่าไหร่
แต่ก็ช่วยให้เราสบายใจเวลาทำน้ำหกใส่มือถืออะไรแบบนี้

สรุป

Huawei Mate 20 มีการอัปเกรดให้เหนือกว่า Huawei P20 Pro ในหลายๆ ด้าน ทั้งการใช้ชิปเซ็ต Kirin 980 ที่ทั้งแรงกว่า เร็วกว่า ประหยัดพลังานมากกว่า กล้องที่ปรับปรุงทั้งด้านภาพนิ่งและวิดีโอ โดยเฉพาะความสามารถในารถ่ายภาพ Ultra wide ที่ไร้ความบิดเบี้ยวของภาพทำให้การสร้างสรรค์ภาพเป็นเรื่องที่สนุกกว่าเดิม

Posted on Leave a comment

รีวิว Huawei Y9 2019 มือถือแบตอึด จอใหญ่เต็มตา กล้องคู่หน้าหลัง ครบเครื่องทั้งดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ถ่ายรูป

สมาร์ทโฟน Huawei เป็นสมาร์ทโฟนที่เน้นคุ้มราคา สำหรับตระกูล Y9 ที่เน้นหน้าจอใหญ่ แบตอึด กล้องคู่หน้าหลังมาตลอด ซึ่ง Huawei Y9 รุ่นล่าสุดปี 2019 ก็ได้สืบทอดเจตนารมณ์นั้นต่อไป

ดีไซน์หน้าจอขอบบางเต็มตา

Huawei Y9 มาพร้อมดีไซน์ในแบบ Huawei ด้วยดีไซน์กระจกด้านหน้า ส่วนด้านหลังเป็นพลาสติกที่ทำเลียนแบบกระจกได้อย่างสวยงาม วางตัวอักษรที่ฝาหลังแบบแนวนอน ด้านหน้าดีไซน์ให้ใช้หน้าจอเต็มพื้นที่ด้านหน้ามากที่สุด ทำให้เวลาเปิดจอจะเป็นมือถือที่ดูเต็มตามาก

ด้านการปกป้องตัวเครื่องก็ไม่ต้องห่วง เพราะ Huawei ได้ติดฟิล์มกันรอยหน้าจอและแถมเคสซิลิโคนใสมาให้ในกล่องแล้ว สามารถปกป้องเครื่องได้ตั้งแต่แกะกล่องเลย

อีกส่วนที่หลายคนน่าจะชอบกันคือสล็อตซิม 2 กับ microSD แยกกัน สามารถใส่ซิม 2 และ microSD พร้อมกันได้

จุดที่น่าสังเกตคือ Huawei Y9 2019 ยังเลือกใช้ช่องชาร์จแบบ micro USB อยู่ ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานที่เก่าแล้ว แต่อาจจะเป็นข้อดีของหลายๆ คนที่ยังไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ที่มีอยู่

ดูหนังสะใจ ดู NetFlix HD ได้

Huawei Y9 2019 มาพร้อมหน้าจอ Huawei FullView Display ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด FHD+ อัตราส่วนพื้นที่หน้าจอต่อพื้นที่ด้านหน้า 82.8% เต็มตามากๆ เป็นสิ่งที่ใครเห็นแล้วจะต้องประทับใจกับมันแน่นอน

ส่วนที่มักจะเป็นจุดอ่อนของมือถือจีนคือเรื่อง DRM ต่างๆ ที่มักจะรองรับไม่ครบครัน แต่ไม่ใช่กับ Huawei Y9 2019 ที่รองรับ Widevine DRM ระดับ L1 เลยทีเดียว ทำให้สามารถดูหนังใน NetFlix และแอปสตรีมมิ่งต่างๆ ด้วยความละเอียดระดับ HD ได้

ฟังเพลงเพราะ ฟีเจอร์ด้านเสียงครบครัน

สำหรับคนชอบฟังเพลงจะต้องรัก Huawei Y9 2019 ที่มาพร้อมลำโพงตัวเดียวที่ด้านล่าง เสียงที่ได้ค่อนข้างดังเลยทีเดียว สามารถเปิดฟังเพลงได้สบายๆ

สามารถเพิ่มความสนุกในการฟังเพลงไปอีกขั้นด้วยฟีเจอร์ Party Mode ที่สามารถเชื่อมต่อ Huawei Y9 2019 ของคุณเข้ากับมือถือ Huawei รุ่นอื่นๆ ที่รองรับแล้วเปิดเพลงพร้อมกันเพื่อให้เพลงดังกว่าเดิม หรือจะเอาไว้สร้างเอฟเฟ็กต์เสียงรอบทิศทางก็ได้

สำหรับคนที่ใช้หูฟังก็ไม่ต้องกังวล เพราะ Huawei Y9 2019 ยังมีช่องหูฟัง 3.5 มม. มาให้ ต่อหูฟังตัวโปรดของคุณได้สบายๆ และมีหูฟังแถมมาให้ในกล่องเรียบร้อย ไม่ต้องไปหาซื้อแยก

สำหรับสายฟังเพลงไร้สายก็ไม่ต้องกังวล เพราะมี Bluetooth Codec มาค่อนข้างครบครันทีเดียว รวมถึง Codec ยอดนิยมอย่าง AptX HD ที่ทำให้ฟังเพลงคุณภาพสูงผ่านหูฟังที่รองรับได้ หรือจะเป็น HWA ของ Huawei เองก็มี

มีจุดสังเกตคือ Huawei Y9 2019 รองรับ Wi-Fi 2.4 GHz เท่านั้น ทำให้สัญญาณ Wi-Fi อาจจะกวนกับสัญญาณ Bluetooth ได้

สายเกมก็ไหว แบต 4000 mAh อึดสะใจ

สำหรบสเปกเครื่อง Huawei Y9 2019 ใช้ชิปเซ็ต Kirin 710 ที่มีเทคโนโลยี GPU Turbo ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของ Huawei เอง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกมให้ดีขึ้น แรม 4 GB ความจุ 64 GB เพิ่มด้วย microSD ได้ และยังทำงานร่วมกับแอป Game Suite ที่ช่วยเร่งประสิทธิภาพเครื่องและปิดการแจ้งเตือนต่างๆ ทำให้ Huawei Y9 2019 สามารถใช้เล่นเกมระดับทั่วไป ปรับกราฟิกกลางๆ ได้สบายๆ เฟรมเรทไม่มีตก แถมแบตเตอรี่ 4000 mAh ให้เล่นเกมได้หลายตาโดยไม่ต้องชาร์จไฟบ่อยๆ เครื่องไม่ร้อน ไม่มีสายระโยงระยาง

นอกจากนั้นยังให้เซ็นเซอร์ Gyroscope ที่หายากในมือถือระดับราคานี้ ทำให้สามารถดูวิดีโอ 360 องศา รวมถึงเกมต่างๆ ที่ต้องใช้การหมุนเตรื่อง เช่น เกมแข่งรถได้ด้วย

ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอด้วยกล้องคู่ทั้งหน้าและหลัง มี AI ในตัว

มือถือ Huawei นั้นขึ้นชื่อเรื่องถ่ายรูปอยู่แล้ว โดยให้กล้องคู่มาทั้งหน้าและหลัง ทำให้ถ่ายโหมดหน้าชัดหลังเบลอหรือ Portrait ได้อย่างสวยงาม เบลอได้อย่างแม่นยำ

กล้องหลังมีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ทำงานร่วมกับกล้องวัดความลึก 2 ล้านพิกเซล มีระบบ AI ตรวจจับสิ่งที่จะถ่ายและปรับการตั้งค่ากล้องและแต่งภาพให้อัตโนมัติ

มีโหมด Pro ให้ปรับการตั้งค่ากล้องหลังเองแบบละเอียด

โหมด Document scan ถ่ายภาพเอกสารแล้วระบบจะจัดให้เหมือนภาพออกมาจากเครื่องสแกนเลย อ่านง่าย

โหมด Light painting ให้คุณลากไฟเป็นเส้นโดยไม่ต้องตั้งค่าให้ยุ่งยาก

แม้จะไม่ใช่รุ่นท็อป แต่ก็มาพร้อม Night mode ที่เป็นจุดเด่นของมือถือ Huawei ทำให้สามารถถ่ายรูปเปิดชัตเตอร์นานๆ ได้โดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องได้

กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ทำงานร่วมกับกล้องวัดความลึก 2 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอได้ มีโหมด Perfect selfie ที่จะทำการจดจำใบหน้าเรา และแต่งหน้าให้เราอัตโนมัติ

หรือจะใส่เอฟเฟกต์ AR ถ่ายถาพสนุกๆ ก็ได้ ได้ทั้งเป็นภาพนิ่งและวิดีโอ เหมาะสำหรับใช้เป็นรูปโปรไฟล์ Socail Network มาก

ระบบความปลอดภัยทั้งสแกนลายนิ้วมือและสแกนหน้า

ด้านระบบความปลอดภัย รองรับการปลดล็อกหน้าจอทั้งสแกนใบหน้าและสแกนลายนิ้วมือจากเซ็นเซอร์ด้านหลังเครื่อง

ใช้ 4G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิม เล่นเน็ตระหว่างโทรได้

 หนึ่งในปัญฆามือถือ 2 ซิมคือการที่ทั้ง 2 ซิมรองรับเครือข่ายได้ไม่เท่ากัน แต่ Huawei Y9 รองรับ 4G พร้อมกันทั้ง 2 ซิมเลย ไม่ต้องกลัวขาดการเชื่อมต่อหรือกลัวเน็ตช้าแต่อย่างใด ที่สำคัญคือสามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตระหว่างโทรได้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในจุดเด่นของมือถือ Huawei เลยทีเดียว

ของดีมีแจกใน Huawei App Gallery

นอกจาก Google Play Store แล้วก็ยังมี Huawei App Gallery
ที่รวบรวมแอพไว้ให้โหลด แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าสำหรับ Huawei App Gallery
ก็คือสิทธิพิเศษสำหรับผู้ใช้ Huawei ที่มีแอพดังหมุนเวียนมาแจกฟรี
หรือแม้แต่การแจกไอเท็มในเกม โดยเข้าไปในแอพและเลือกรับ Gift ได้

ฟีเจอร์เยอะ ลูกเล่นเพียบ

สำหรับ Huawei Y9 2019ขับเคลื่อนด้วย EMUI ที่เป็นรอมของทาง Huawei จึงมีคุณสมบัติและฟีเจอร์เด่นไม่ต่างกับรุ่นเรือธง

ไม่ว่าจะเป็น Gesture ต่างๆ อย่างเช่น ลากนิ้วผ่านเซ็นเซฮร์สแกนลายนิ้วมือเพื่อเลื่อนแถบแจ้งเตือนลงมา หรือลาก 3 นิ้วบนหน้าจอเพื่อจับภาพหน้าจอ คว่ำเครื่องเวลาสายเข้าเพื่อปิดเสียง ยกมือถือมาแนบหูเพื่อรับสาย ป้องกันกดารเผลอกดเครื่องเวลาเครื่องอยู่ในกระเป๋า เป็นต้น

อีกฟีเจอร์ที่หลายคนทำประจำคือการปิดเครื่องก่อนนอน สำหรับ Huawei Y9 2019 สามารถตั้งเวลาปิดและเปิดเครื่องก่อนนอนด้วย และตั้งเวลาเปิดปิดฟิลเตอร์ถนอมสายตาได้ด้วย

ฟีเจอร์ MirrorShare ให้คุณแชร์หน้าจอของคุณผ่านทาง Miracast ได้แบบไร้สาย

App twin, App lock, File safe
สำหรับผู้รักสุขภาพ Huawei Y9 จะนับก้าวการเดินและแสดงบนหน้าจอล็อกสกรีนให้ดูตลอดเวลาด้วย

ผ่านการทดสอบมาตรฐาน

ก่อนจะถึงมือผู้ใช้ Huawei ได้ทดสอบมาตรฐานของทั้งมือถือและอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งทดสอบกดปุ่ม นำไปใช้ในสภาวะอากาศต่างๆ ทอสอบชาร์จ ทดสอบเสียบหูฟัง ไม่ต้องกลัวซื้อไปใช้แล้วจะพังเร็ว

Huawei Y9 2019 ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่ครบถ้วนในราคาประหยัดรุ่นหนึ่งในท้องตลาด ด้วยฟีเจอร์ที่พร้อมทั้งดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ถ่ายรูปในเครื่องเดียว และหน้าจอที่สะกดตาตั้งแต่แรกเห็น
Posted on Leave a comment

รีวิว Bluetooth DAC/AMP จาก FiiO ทั้ง 3 รุ่น เปลี่ยนหูฟังมีสายตัวโปรดให้กลายเป็นหูฟังไร้สายเสียงดี มีไมค์ด้วย

ในปัจจุบันสมาร์ทโฟนหลายยี่ห้อได้ตัดช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ออก ทำให้หลายคนหมดสิทธิ์ใช้หูฟังมีสายสุดโปรดของตัวเอง วันนี้ NuaNia จะมารีวิวอุปกรณ์ที่จะทำให้ทุกท่านได้ใช้หูฟังตัวโปรดอีกครั้ง โดยอุปกรณ์ชิ้นนี้คือ Bluetooth DAC/AMP นั่นเอง

DAC/AMP คืออุปกรณ์สำหรับถอดรหัสสัญญาณดิจิตอลจากมือถือเป็นสัญญาณเสียงและขับออกมาเป็นเสียงให้เราได้ยินผ่านหูฟัง ปกติชิ้นส่วนเหล่านี้จะมีในโทรศัพท์มือถือของเราแล้ว แต่หลายคนที่ต้องการอัปเกรดคุณภาพเสียงให้ดีขึ้นก็จะซื้ออุปกรณ์เข้าตัวนี้ที่คุณภาพดีๆ มาต่อแยก โดยปกติมักจะเชื่อมต่อกับมือถือทางช่อง USB ซึ่งมีข้อเสียคือทำให้เราไม่สามารถชาร์จไฟมือถือระหว่างใช้งานได้ แต่สำหรับของ FiiO ที่เราจะนำมารีวิวทั้ง 3 รุ่นจะเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth แทน ทำให้เราสามารถใช้ช่อง USB ได้ตามปกติ

การใช้งาน Bluetooth DAC/AMP นั้นง่ายดายมาก เพียงเสียบหูฟังที่เราใช้เข้ากับตัวมันและเชื่อมต่อ Bluetooth เข้ากับมือถือ เสียงก็จะออกที่หูฟังเหมือนเราใช้งานหูฟัง Bluetooth เลย โดยทั้ง 3 รุ่นที่เราจะมารีวิวในครั้งนี้คือ FiiO BTR1, FiiO μBTR และ FiiO BTR3

Fiio BTR1

ตัวนี้เป็นรุ่นแรกของตระกูลที่ออกมาก่อนตัวอื่นๆ จุดเด่นคือใช้ชิปเสียงคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้ วัสดุดี มีไมโครโฟนในตัวทำให้ใช้คุยโทรศัพท์ได้ด้วย

บอดี้เป็นโลหะผสมกับพลาสติกบางส่วน รองรับ Bluetooth 4.2 ชิปเสียง AK4376 และชิป Bluetooth รองรับ Bluetooth Codec สูงสุด AptX
ให้เสียงที่ดีกว่าการต่อหูฟังผ่านช่องหูฟัง 3.5 มม. ในมือถือหลายๆ รุ่นเสียอีก

อุปกรณ์ในกล่องนอกจากตัว FiiO BTR1 จะมีสาย microUSB แบบสายสั้นสำหรับชาร์จไฟและสายสำหรับคล้องคอมาให้ด้วย โดยคล้องกับรูคล้องสายที่ด้านหลัง

FiiO BTR1 มาพร้อมไมโครโฟนสำหรับสนทนาในตัว สามารถให้คุยโทรศัพท์ได้เลย ปุ่มควบคุมมีทั้งหมด 3 ปุ่ม คือ

  • ปุ่มเพิ่ม/ลดเสียง สามารถใช้ในการข้ามหรือย้อนกลับเวลาฟังเพลงได้ด้วย
  • ปุ่มเอนกประสงค์ ใช้เป็นปุ่มเปิด/ปิด รับสาย/วางสาย และใช้ในการเปิด/ปิดฟีเจอร์ปรับแต่งเสียง ด้วย

สำหรับฟีเจอร์ปรับแต่งเสียง สามารถเปิดได้โดยการกดปุ่มตรงกลาง 2 ครั้ง จะเป็นการจำลองเสียงรอบทิศทาง ซึ่งเหมาะสำหรับการดูหนังมากกว่าฟังเพลง ใครใช้ฟังเพลงไม่แนะนำให้เปิดฟีเจอร์นี้

แบตเตอรี่อยู่ได้นานประมาณ 6 ชม. ใช้เวลาชาร์จไฟไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เวลาแบตเตอรี่ใกล้หมดจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและมีเสียงเตือนในหูฟัง การชาร์จไฟทำได้ผ่านช่อง microUSB โดยเสียบกับที่ชาร์จมือถือได้เลย

ข้อสังเกตสำหรับรุ่นนี้คือเวลาไม่เปิดเพลงจะมีเสียงหวี่ออกมาตลอดเวลา ซึ่งปัญหานี้ทาง FiiO แจ้งว่าสามารถแก้ได้ด้วยการลดเสียงที่ตัว Bluetooth ลงจนเสียงหวี่หายไป และไปเพิ่มเสียงที่มือถือแทน

FiiO μBTR

ตัวนี้เป็นรุ่นประหยัด มีการลดสเปคหลายอย่างลงจาก BTR1 แต่สเปคบางด้านก็ดีขึ้นเช่นกัน การเปลี่ยนปลงหลักๆ คือเปลี่ยนพอร์ตชาร์จเป็นพอร์ต USB type-C และสามารถกดปุ่มเรียกผู้ช่วยอัจฉริยะในมือถือได้ (Siri/Google Assistant) และมี NFC ที่เพิ่มความสะดวกในการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่มี NFC เช่นกัน เพียงแค่เอาอุปกรณ์มาสัมผัสกันเท่านั้น

FiiO μBTR เปลี่ยนมาใช้การดีไซน์แบบใหม่ที่ดูโมเดิร์นขึ้น ตัวเครื่องเป็นสีขาวทั้งตัว วัสดุเปลี่ยนมาใช้พลาสติกทั้งหมดทำให้น้ำหนักเบาลงจากเดิม ตัวหนีบปกเสื้อถูกปรับปรุงใหม่ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น จากของรุ่น BTR1 ที่ค่อนข้างแข็ง และมักจะทำให้เราไปเผลอกดปุ่มสั่งงาน

ปุ่มควบคุมยังมี 3 ปุ่มเหมือนเดิม
แต่เพิ่มความสามารถของปุ่มอเนกประสงค์ให้สามารถเรียกใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ
(Siri/Google Assistant) ได้ด้วย

ด้านเสียง FiiO uBTR ได้ลดสเปคทางด้านเสียงลง ทำให้เสียงสู้ BTR1 ไม่ได้ และไม่มีฟีเจอร์ปรับแต่งเสียง แต่ได้แก้ปัญหาเสียงหวี่เวลาไม่ได้เปิดเพลงแล้ว และยังมีไมค์สนทนาเหมือนเดิมแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ใกล้เคยง FiiO BTR1


FiiO BTR3

รุ่นท็อปตัวใหม่ล่าสุดที่พัฒนาต่อจาก FiiO BTR1 ให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าเดิม พร้อมฟีเจอร์ที่ครบครันแบบ FiiO μBTR

FiiO BTR3 ใช้วัสดุเป็นโลหะ ด้านหน้าครอบด้วยกระจก 2.5D
สีดำทั้งตัว หน้าตาดูหรูหราและทันสมัยกว่าเดิม
คลิปหนีบปกเสื้อถูกออกแบบใหม่ให้ใช้งานง่ายขี้น มี NFC ช่วยในการเชื่อมต่อ ข้อสังเกตสำหรับรุ่นนี้คือช่องเสียบหูฟังถูกย้ายมาด้านล่างข้างช่องชาร์จ สำหรับคนที่เคยใช้รุ่นอื่นๆ มาก่อนอาจต้องปรับตัวกับจุดนี้นิดนึง

ด้านระบบเสียงได้ถูกปรับปรุงใหม่ให้ดีกว่าเดิม แก้ปัญหาเรื่องเสียงหวี่เวลาไม่ได้เปิดเพลงแล้ว เปลี่ยนมาใช้ชิป Bluetooth Qualcom CR8675 ที่มีจุดเด่นคือรองรับ Bluetooth Codec ที่ครบครันโดยสังเกต Bluetooth Codec ที่เชื่อมต่ออยู่ได้จากสีไฟที่ตัวหนังสือ FiiO ด้านแรงขับถูกปรับปรุงให้มากกว่าเดิม และเพิ่มความจุแบตเตอรี่ทำให้ใช้งานได้นานขึ้น

Bluetooth Codec ที่รองรับ 

  • SBC
  • AAC
  • AptX
  • AptX Low Latency
  • AptX HD
  • LDAC
  • HWA

พอร์ตชาร์จเปลี่ยนจาก micro USB มาเป็น USB Type-C นอกจากนั้นยังสามารถหาสาย USB-C to C มาเชื่อมต่อเพื่อใช้ FiiO BTR3 เป็นแอมป์แบบมีสายได้ด้วย ซึ่งจะให้เสียงที่ดีและเสถียรกว่าใช้งานแบบไร้สาย

ด้านปุ่มควบคุม รุ่นนี้ได้แยกปุ่ม Power ออกมาต่างหาก ทำให้สามารถเข้าโหมด Pair ได้โดยไม่จำเป็นต้องปิดเปิด Bluetooth ใหม่ทุกครั้ง

ราคา

สรุป แต่ละรุ่นเหมาะกับใคร

  • FiiO BTR1 : เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการคุณภาพเสียงในงบที่จำกัด ความสะดวกสบายในการใช้งานอาจจะน้อยกว่ารุ่นอื่น แต่เรื่องเสียงถือว่าทำได้ดีมากๆ เมื่อเทียบกับราคา
  • FiiO μBTR เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานหูฟังมีสายกับมือถือที่ไม่มีช่องเสียบหูฟัง คุณภาพเสียงอาจจะสู้รุ่นอื่นไม่ได้ แต่ฟีเจอร์ต่างๆ ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นไมโครโฟนสนทนา ปุ่มเพิ่ม/ลดเสียง เปลี่ยนเพลง รับ/วางสายได้ มี NFC ช่วยในการเชื่อมต่อ และพอร์ตชาร์จ USB Type-C
  • FiiO BTR3 : เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการที่สุดทั้งด้านเสียงและฟีเจอร์ เป็นการรวม μBTR และ BTR1 เข้าด้วยกัน และปรับปรุงให้ดีขึ้นไปอีกขึั้น

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสั่งซื้อได้ทาง SE-UPDATE

Posted on Leave a comment

รีวิว wacom MobileStudio Pro

Wacom MobileStudio Pro อุปกรณ์วาดรูปที่นักวาดหลายคนอยากจะได้มาใช้กัน โดยตัวผมผมเริ่มรู้จักยี่ห้อนี้ช่วงเริ่มต้นวาดรูป ช่วงปี 58 รุ่นแรกที่ผมใช้คือ Wacom Intuos Creative Pen ซึ่งมีขนาดเล็ก พกพาง่ายมาก แต่พอเวลาผ่านไปผมก็เริ่มหงุดหงิดเพราะขนาดมันเล็กเกินไป เลยเปลี่ยนมาใช้ Wacom Cintiq 13HD มาทำงานแทน ซึ่งมีขนาดใหญ่ สะใจมาก

พอได้ Wacom MoboleStudio Pro 13 มาลองใช้ครับ ซึ่งนั้นอยู่มหาวิทยาลัยพอดีจึงได้นำมาให้เพื่อนๆ ในสาขาได้ลองใช้กันด้วย ต้องบอกก่อนว่าผมเรียนสาขาวิชาคอมพิวเตอร์เกมมัลติมีเดีย มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งต้องมีการวาดในการเรียนการสอนครับ หลังจากเพื่อนๆ ได้ลองแล้วส่วนใหญ่ชอบและอยากจะซื้อมาใช้กัน


อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง

  • ปากกา Pro Pen 2 สามารถรองรับแรงกดได้ถึง 8,192 ระดับ 
  • ที่ใส่ปากกา Pro Pen 2 ทำหน้าที่เป็นตัวดึงไส้ปากกาได้ และมีไส้ปากกาแถมมาด้วย
  • Power Adapter และสายต่อเข้าปลั๊กไฟ แบบ TYPE I และ TYPE G
  • ที่ยึด Pro Pen 2 เข้ากับตัวเครื่อง
  • วงแหวนสำหรับเปลี่ยนของตัว Pro Pen 2 สามารถเอามาใส่กับปากการุ่นเดิมได้ด้วย
  • คู่มือใช้งาน
  • ผ้าเช็ดจอ

สเปก wacom MobileStudio Pro 13

  • Windows 10 Pro
  • จอ LED อัตราส่วน 16:9 ความละเอียด WQHD (2560 x 1440) 96% Adobe RGB (CIE1976)
  • Intel Core i7-6567U 3.30GHz
  • 256GB SSD
  • 8GB DDR3
  • Intel IrisTM Graphics 550
  • Micro SD Slot SDXC card (USH-ii)
  • น้ำหนัก 1420 g 

หน้าจอ

บน Wacom Cintiq 13HD
ล่าง Wacom MobileStudio Pro 13

มาดูรายละเอียดจอกันอีกรอบ LED 16:9 มีความละเอียดถึง WQHD (2560 x 1440) 96% Adobe RGB (CIE1976) สำหรับจอตอนทำงานจริงนั้นถือว่าทำได้ดีเลยครับ ทั้งความละเอียด สีของจอ แต่หน้าจอมีการสะท้อนของแสงทำให้บางครั้งอาจได้สีที่แตกต่างจากความจริง สำหรับค่าแสงที่ผมใช้ทำงานนั้นคือ 100% ด้านขนาดจอถือว่าใกล้เคียงกับเจ้า Wacom Intuos Creative Pen ที่ผมใช้อยู่

ExpressKeys

สำหรับตัว ExpressKeys หรือปุ่ม key ลัดนั้นเอง ถ้าเทียบกับ Wacom Cintiq 13HD ตัว Wacom MobileStudio Pro จะมีความคล่องตัวมากกว่า จากที่ไม่เคยใช้ในรุ่นก่อนๆ เลย สำหรับตัวนี้ใช้จนมีความสุขเลย สะดวกมากจริงๆ

พอร์ตการเชื่อมต่อ

ตัว Wacom MobileStudio Pro ได้ให้ช่องใส่ Micro SD การ์ด แบบ SDXC (UHS-ii) และเปลี่ยนมาใช้ USB-C ทั้งสามพอร์ตเลย แถมเป็น USB-C Thunderbolt 3 ด้วย เลยต้องปรับตัวสักพักเลยครับ  แต่สามารถแก้ไขด้วยการซื้อ USB-C to USB Adapter มาใช้

การใช้งานจริง

โปรแกรมที่ผมใช้ทดสอบคือ CLIP STUDIO ต้องบอกก่อนว่าตอนเห็นสเปกว่าใช้ Intel IrisTM Graphics 550 ผมสบประมาทมันสุดเลยว่ามันจะต้องไม่ลื่นไหลแน่ๆ เลยลองปาด Brush ตั้งขนาดใหญ่ๆ ปรากฎว่าแทบไม่กระตุกเลย ถึงกับกราบลงไปเลย เพราะ Brush เดียวกันขนาดเดียวกันปาดในคอมที่ใช้อยู่กระตุกจนต้องรอนาทีกว่าๆ กันเลย ซึ่งสเปกคอมที่ใช้ปกติ คือ i7-6800K Ram 32 VGA 980Ti ซึ่งถือว่าแรงเอาเรื่องอยู่

หลังจากลองวาดรูปด้วยปากกา Pro Pen 2 ที่สามารถรองรับแรงกดได้ถึง 8192 ระดับ มันนุ่มมากจริงๆ นุ่มดีระดับที่ว่าลืม Wacom Cintiq 13HD ไปเลยทีเดียว ส่วน Parallax หรือความห่างจากปากกามันน้อยมากจนให้ความรู้สึกดีกับการวาดภาพมาก

สำหรับข้างล่างนี้เป็นความเห็นของคนที่ยืมไปลองใช้

บอกคำเดียวว่า ลื่น-มาก !!!!!! ลื่นหัวทิ่ม ลื่นกว่านี้ก็ลานสเก็ตน้ำแข็งแล้ว วาดได้สมูธเฟร่อ แอบคิดว่าลื่นกว่าบนไอแพดด้วยมั้ง อาจจะเพราะสเปกหรืออะไรต่างๆ แต่คือลื่นจริงๆ วาดแล้วมีฟามสุข คือเรารู้สึกได้ถึงความต่างของเม้าส์ปากกากับ MobileStudio ตัวนี้เลย มีความน่าเสียเงินมาก 55555555555555555 ชูไฟเออร์

 ดีนะลื่นไหลเลยละ Agino Shouen

สรุป

สำหรับตัว Wacom MobileStudio Pro โดยรวมแล้วใช้ดีมาก พกพาสะดวก เหมาะสำหรับการทำงานนอกสถานที่มาก ปากกานิ่ม ตอบสนองไว การใช้งานลื่นไหล Wacom MobileStudio Pro ก็ยังคงคุณภาพความหน้าใช้งานไว้เหมือนเดิม สำหรับราคาตัว Mobile Studio Pro 13 (256 GB) ตัวนี้ราคาอยู่ที่ 73,100 และ รุ่นอื่นๆ ก็มี Mobile Studio Pro 13 (128 GB)
65,800 บาท Mobile Studio Pro 13 (512 GB) 91,400 บาท Mobile Studio Pro 16 (256 GB) 83,000 บาท

Posted on Leave a comment

DEAD OR ALIVE Xtreme Venus Vacation “สาวๆ ชุดว่ายน้ำ และวอลเลย์บอลชายหาด”

เมื่อพูดถึง DEAD OR ALIVE หรือที่เรียกย่อๆ ว่า DOA แล้วเราก็จะนึกถึงเกมต่อสู้แบบ Fast Paced ที่มีตัวละครโดดเด่นจนถูกนำไปดัดแปลงเป็นหนังมาแล้ว
โดยตัวเกมหลังจากที่ห่างหายจากฝั่ง PC ไปเกือบสองปี ในที่สุดทางผู้พัฒนาและผู้จัดจำหนายของ Series นี้อย่าง Team Ninja กับ Tecmo ก็ได้ตัดสินใจนำเกมภาคแยกกลับมาให้ชาว PC ได้หายคิดถึงอีกครั้งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ถึงแม้ชื่อภาคจะคล้ายกับภาคที่ลงใน PlayStation 4 และ PlayStation Vita แต่ตัวเกมภาค PC นั้นเป็นแบบ Free To Play ไม่ต้องเสียเงินซื้อเกมเพื่อมาเล่นแต่อย่างใด โดยภาค PC นี้ได้ทำการตัด Mini Game ต่างๆ ออกไปให้เหลือเพียงการจัดการทีมวอลเลย์บอลชายหาดและโหมดถ่ายรูปเท่านั้น และเพิ่มระบบ กาชา สำหรับปลดล็อกตัวละครพร้อมทั้งเครื่องแต่งกายต่างๆ แต่ที่เหมือนกับภาคอื่นๆ แบบไม่เปลี่ยนแปลงก็คือสาวๆ ในชุดว่ายน้ำที่มาพร้อมระบบฟิสิกส์ที่เลื่องลือระบืดไกลว่าสมจริงจนละสายตาไม่ได้ ตัวเกมนั้นจัดอยู่ในเรท CERO D ซึ่งเป็นระบบเรทเกมของญี่ปุ่น โดยเรท CERO D นี้เหมาะสำหรับผผู้เล่นที่มีอายุ 17 ปีขึ้นไป

 
ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดเกมมาเล่นได้จากลิงก์ด้านล่าง โดยจะต้องทำการสมัครสมาชิกเว็บ DMM ก่อน โดยกระบวนการทั้งหมดไม่ต้องใช้ VPN แต่อย่างใด

Source : วิธีการโหลดและติดตั้ง (ภาษาอังกฤษ), เวปหลักของเกม

Posted on Leave a comment

ลองเล่น Amazon Assistant ที่มาพร้อมเฟิร์มแวร์ Huawei P20 Pro เวอร์ชั่นใหม่

Huawei P20 Pro เพิ่งปล่อยอัปเดตเฟิร์มแวร์เวอร์ชันใหม่มาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว อัปเดตนี้นอกจากการแก้บั๊กและอัปเดตแพทช์ความปลอดภัยแล้ว ทาง Huawei ยังได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่มาคือการทำงานร่วมกับ Amazon Assistant เพื่อช่วยเหลือเราในการช้อปปิ้งด้วย มาดูกันครับว่ามันทำอะไรได้บ้าง

Amazon Assistant เป็นผู้ช่วยในการช้อปปิ้งของเว็บไซต์ Amazon (ไม่ใช่อเมซอนที่ขายกาแฟนะ!) ทำงานร่วมกับ HiTouch ของ Huawei เพื่อช่วยหาสินค้าที่เราต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็วขึ้นเพียงแตะค้าง 2 นิิ้วพร้อมกันไปที่สินค้าที่เราอยากได้

เปิดใช้งาน

ขั้นแรกเราคต้องเปิดใช้งานก่อน โดยไปที่ Settings > Smart Assistant > HiTouch แล้วเปิด HiTouch ให้เรียบร้อย

ทดสอบใช้งาน

วิธีการใช้งานนั้นง่ายมาก เพียงเราหารูปสินค้าที่เราอยากได้ จากนั้นกด 2 นิ้วค้างที่หน้าจอ ระบบจะทำการค้นหาโดยใช้เวลาสักพัก(บางครั้งก็นานมาก) และแสดงสินค้าชิ้นนั้นบนเว็บ Amazon ขึ้นมาให้เราช้อปปิ้ง

 

ใช้กับพวกบาร์โค้ดสินค้าก็ได้นะ

แต่รูปสินค้าต้องมีความชัดเจน ถ้าเป็นรูป Official จะดีมาก ถ้าใช้กับรูปถ่ายมักจะหาไม่เจอ เช่นในตัวอย่างผมลองให้หาหูฟังของ Sony แต่ดันได้รีโมตมาแทน

สิ่งที่่าเสียดายที่สุดคือ Amazon ไม่เปิดบริการในไทย ทำให้ระบบนี้ดูไร้ประโยชน์สำหรับเราไปเลย แต่สำหรับคนที่ซื้อสินค้าแล้วมีแหล่งที่รับหิ้วของจากต่างประเทศให้ ก็เป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากครับ อยากได้ชิ้นไหน กดปุ๊บ ลิงก์ Amazon มาปั๊บ พร้อมให้ท่าเสียเงินเพียงสัมผัสเท่านั้น เราก็ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง Amazon จะเปิดบริการไทยบ้าง จะได้ใช้ฟีเจอร์นี้ได้อย่างเต็มรูปแบบ

Posted on Leave a comment

รีวิว Vivo V9 จอ FullView ไซส์ใหญ่ เสริม AI ให้กล้องหน้าหลัง

กลับมาพบกับภาคต่อของสมาร์ทโฟน Vivo V ซีรีส์กันอีกครั้ง ในตอนนี้ V ซีรีส์ก็ได้มาถึงรุ่น V9 กันแล้ว โดยได้เพิ่มออปชั่นใหม่ๆ ตามเทรนด์เข้ามาด้วย อย่างเช่นหน้าจอ FullView ที่มาพร้อมกับรอยบากหรือที่เรียกกันติดปากว่า”ติ่ง” กล้องหลังที่ถูกอัปเกรดขึ้นมาเป็นกล้องคู่ และที่ขาดไม่ได้ในยุคนี้คือมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานต่างๆ ด้วย



Specification

  • ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 626
  • RAM 4 GB
  • Storage 64 GB
  • แบตเตอรี่ 3,260 mAh
  • ระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 4.0 (พื้นฐานจาก Android 8.1)
  • หน้าจอ IPS ขนาด 6.3 นิ้ว อัตราส่วน 19:9 ความละเอียด FHD+ (1080×2280 พิกเซล)
  • รองรับนาโนซิม 2 ซิมแบบ Dual Standby และช่องใส่ microSD การ์ดแยก 1 ช่อง
  • กล้องหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0
  • กล้องหลังคู่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล + 5 ล้านพิกเซล
  • ระบบถ่ายภาพทำงานร่วมกับ AI AI Bokeh, AI HDR, AI Face Beauty, AI Scene Recognition และ AR Stickers
  • ระบบปลดล็อคด้วยใบหน้า AI Face Access
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
Software

ถือว่าเป็นเรื่องที่ชวนประหลาดใจเล็กน้อยสำหรับซอฟต์แวร์ของ V9 เพราะสมาร์ทโฟนของ Vivo รุ่นก่อนๆ มักจะใช้ระบบปฏิบัติการ Andriod ที่เป็นเวอร์ชั่นเก่ากว่าปัจจุบันเล็กน้อย แต่สำหรับ V9 นั้นโผล่มาพร้อมกับ Android เวอร์ชั่น 8.1 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดของ Android ในขณะนี้ และยังมีฟีเจอร์ต่างๆ ที่มีอยู่ในสมาร์ทโฟน Vivo รุ่นก่อนๆ ด้วยเช่นกัน

อีกจุดหนึ่งที่ชอบเป็นการส่วนตัวบน Funtouch OS 4.0 นั่นก็คือการแยกสีโทนร้อนและโทนเย็นสำหรับแอปพลิเคชั่นประเภทต่างๆ ทำให้ไอคอนดูเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น

และในรุ่น V9 ก็ได้ทำการปรับปรุงระบบ Gesture สำหรับการควบคุมเครื่องใหม่ โดยใช้งานง่ายขึ้นกว่าในรุ่น V7 และ V7+ แต่ถ้าใครไม่ชอบก็สามารถเปลี่ยนเป็น Navigation Bar แบบดั้งเดิมได้
สำหรับซอฟต์แวร์อื่นๆ ที่น่าสนใจนั้นก็มี Game Mode ซึ่งจะช่วยจัดการกับสายเรียกเข้าและการแจ้งเตือนไม่ให้โผล่มารบกวนระหว่างเล่นเกม และยังมี Game Keyboard สำหรับพิมพ์โต้ตอบในเกมโดยไม่รบกวนทัศนวิสัยของเกมอีกด้วย
และอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ Motorbike Mode ที่ช่วยตัดสายอัตโนมัติและปิดการแจ้งเตือนขณะขับขี่ โดยมีการตรวจจับความเร็วของรถจักรยานยนต์ร่วมด้วย ซึ่งถ้าตรวจจับว่ากำลังใช้ความเร็วอยู่ก็จะไม่สามารถรับสายได้

นอกจากจะเป็นสมาร์ทโฟนที่จับกลุ่มลูกค้าที่ชอบการเซลฟี่แล้วยังเหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคอเกมกับสิงห์นักบิดอีกด้วย

Display

สำหรับยุคนี้ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่ากระแสสมาร์ทโฟนที่ทำหน้าจอมีรอยบากหรือที่เรียกกันว่าติ่งนั้นกำลังมาแรงมาก และ Vivo เองก็ได้นำหน้าจอแบบนี้มาใช้กับรุ่น V9 ด้วย แต่เหมือนว่าตอนนี้ซอฟต์แวร์ยังไม่ได้ถูกปรับแต่งมาให้เหมาะกับหน้าจอแบบมีติ่งสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นการใช้งานบางแอปพลิเคชั่นก็อาจมีการติดขัดอยู่บ้าง

สำหรับสีสันและความคมชัดก็ถือว่าโอเคเลยในระดับราคาหมื่นต้นๆ


Camera

สำหรับกล้องหน้านั้นก็ยังคงเป็นจุดเด่นของ Vivo เช่นเคย และได้เสริมการทำงานของ AI เข้าไปด้วย โดยในโหมดบิวตี้จะสามารถเลือกได้ว่าจะปรับระดับความหน้าเนียนเอาเองหรือจะให้ AI ปรับให้โดยประมวลผลจากเพศ ผิวหน้า และสภาพแสง

เปรียบเทียบระหว่างปิดกับเปิด AI Bokeh
อีกโหมดที่ชอบมากก็คือ AR Sticker ซึ่งถือว่าตรวจจับใบหน้าได้ดีและเคลื่อนไหวตามใบหน้าได้ไวมาก โดยมีให้เลือกหลายแบบและสามารถโหลดเพิ่มเติมได้ (สำหรับโหมดนี้มีทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง)

ในส่วนของกล้องหลังรอบนี้มาพร้อมกับกล้องคู่ สามารถถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้แล้ว

สามารถนำมาปรับความเบลอได้ทีหลังในแอป Albums ได้

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง

Overall

จัดว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจในราคาหมื่นต้นๆ ได้ระบบปฏิบัติการที่ทันสมัย กล้องดีสมราคาทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้เน้นในเรื่องเสียงเหมือนกับรุ่นก่อนๆ


Posted on Leave a comment

16-35mm F2.8 G Master เลนส์ระดับ Master

หากพูดถึงเลนส์จากค่าย Sony  เรามักจะคุ้นหูกับเลนส์ G ตระกูลเลนส์ที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม ต่อมาทาง Sony ก็ได้เข็นเลนส์ตระกูล G Master
ออกมา ซึ่งเป็นเลนส์เกรดพรีเมี่ยมยิ่งกว่าเลนส์ G เดิม
โดยออกแบบมาสำหรับกล้อง Mirrorless แบบ Full Frame
มีประสิทธิภาพของเซ็นเซอร์สูงมาก ซึ่งเราก็ได้รับตัวเจ้า Sony FE 16-35mm F2.8 G Master หนึ่งในเลนส์ตระกูล
G Master มาลองใช้ ด้วยระยะ 16-35mm
เป็นระยะที่เอาไปถ่ายได้หลายแนวไม่ว่าจะเป็น Portrait, Landscape, Street
แต่สำหรับรีวิวนี้จะเน้นไปทาง Landscape มากกว่า

หลังจากที่ทางโซนี่ได้ส่งเลนส์ตัวนี้มาให้เราทดสอบและรีวิว
แค่เห็นกล่องของมันเราก็รู้สึกตื่นเต้นเสียแล้ว เนื่องจากมันคือเลนส์ G
Master ที่เป็นเลนส์ชั้นดี
และขึ้นชื่อเรื่องให้ความคมชัดและการเก็บรายละเอียดของภาพ ยิ่งกว่านั้น
พอได้นำเลนส์ตัวนี้ไปถ่ายรูปจริงแล้วต้องตกใจเพราะมันสามารถให้ความคมชัดระดับที่ทำให้คิดได้เลยว่านี่เราใช้งานเลนส์ฟิกซ์อยู่รึเปล่า

จุดเด่น

  • เป็นเลนส์ FE-mount สำหรับกล้อง Full Frame
  • ชิ้นเลนส์ Sony XA (Extreme Aspherical)
  • Nano AR Coating
  • ขนาดรู้รับแสงกว้าง F 2.8 ตลอดช่วง
  • ไดอะแฟรม 11 กลีบ
  • ตัวเลนส์สามารถกันน้ำและฝุ่นละอองได้
  • มอเตอร์โฟกัส DDSSM (Direct Drive SSM)

ภายนอก

 ด้านหน้าเลนส์เคลือบฟลูออรีนที่ช่วยป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกประเภทของเหลวเกาะติด
วัสดุตัวเลนส์ใช้โลหะทั้งตัว หน้าเลนส์ถูกออกแบบมาให้ใส่ฟิลเตอร์ได้ด้วย

 ด้านข้างมีสัญลักษณ์ G Master ,ปุ่มล็อคโฟกัสที่สามารถเปลี่ยนการทำงานของปุ่มได้ที่กล้อง และ สวิทซ์ AF/MF

เปรียบเทียบกับเลนส์ตัวอื่นๆ

Sony FE 50mm f/1.8 – Sony FE 16-35mm F2.8 G Master – Sony FE 55mm f/1.8 ZA Carl Zeiss Sonnar

ชิ้นเลนส์

[1] เลนส์ XA (Extreme Aspherical) [2] เลนส์ Aspherical [3] กระจก ED
  1. ชิ้นเลนส์ Sony XA (Extreme Aspherical) สองชุดที่มีความแม่นยำพื้นผิว 0.01 ไมครอน ทำให้ได้โบเก้ที่นุ่มนวล และถือเป็นชิ้นเลนส์ที่ผลิตยาก มีราคาสูง
  2. ชิ้นเลนส์ Aspheric ลดการบิดเบือนของภาพ ทำให้ได้ภาพที่คมชัด
  3. ชิ้นเลนส์กระจก ED (Extra-low Dispersion) ช่วยควบคุมความคลาดเคลื่อนของสี และ การกระจายแสง ที่มาของสาเหตุขอบม่วง
  4. Nano AR Coating ช่วยลดแสงสะท้อนระหว่างชิ้นเลนส์ ช่วยลด Flare และการเกิด Ghost

ถึงเลนส์ตัวนี่จะใช้ชิ้นเลนส์ถึง 16 ชิ้นแต่น้ำหนักก็เบากว่าที่คิดไว้มากทีเดียว
สำหรับขอบม่วง ด้วยพลังของชิ้นเลนส์ ED (Extra-low Dispersion) ทำให้มีขอบม่วงน้อยมากลองสังเกตจากภาพด้านล่างก็ได้นะครับ

Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 1/1250S, ISO 160

 หลังจากนี้จะเป็นการใช้งานเลนส์ครับ

กรุงเทพ

 ที่แรกที่ได้ไปลองใช้เลนส์คือในร้าน Vivo ที่มีพื้นที่แคบ
แต่ก็ได้ความกว้างของเลนส์เข้ามาช่วยทำให้ถ่ายภาพสะดวกมาก
หลังจากถ่ายเรียบร้อยผมก็ไปกินข้าวกันครับ
อย่างที่เห็นในภาพว่าบริเวณไม่ได้กว้างขวางอะไรเลย
แต่ด้วยความกว้างของเลนส์ก็สามารถเก็บได้หมด
หลังจากกินเสร็จก็เลยพามาเดินถ่ายที่ Skywalk แยกปทุมวัน

Sony a7R F/2.8, 16 mm, 1/320S, ISO 80
Sony a7Rii F/2.8, 34 mm, 1/100S, ISO 500
Sony a7Rii F/2.8, 29 mm, 1/100S, ISO 500
Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 1/50S, ISO 500

สำหรับโบเก้สวยๆ หรือ เบลอฉากหลังก็คงจะต้องถ่ายใกล้ๆ วัตถุหน่อย
เนื่องจากเป็นเลนส์ที่ระยะค่อนข้างกว้างและค่า F เองก็ไม่ได้กว้างมากนัก

Sony a7Rii F/2.8, 35 mm, 1/8S, ISO 1000

เขาใหญ่

 ไปต่อกันที่เขาใหญ่ครับ โดยทริปนี้เป็นทริปที่เร่งรีบมาก จัดมาเพื่อรีวิวโดยเฉพาะเลย และผมยังได้เอาเลนส์ FE 70-200 มม. F2.8 G Master OSS มาด้วย ซึ่งจะมีรีวิวออกมาให้ชมกันในอนาคตครับ รูปข้างล่างนี้ถ่ายด้วย FE 70-200 มม. F2.8 G Master OSS นั่นเอง

มาถึงที่พักก็เริ่มตั้งกล้องกันเลย

สำหรับใครที่กลัวน้ำค้างจากการตั้งกล้องถ่ายกลางคืนไม่ต้องห่วงเลยเพราะเลนส์มีการซีลป้องกันฝุ่น ละอองน้ำ และความชื้น ได้ครับ

สำหรับสายล่าดาวและทางช้างเผือก หมดห่วงได้เลยสำหรับเลนส์ตัวนี้เพราะ F กว้างถึง 2.8

Sony a7Rii F/2.8, 22 mm, 10S, ISO 3200
Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 10S, ISO 2000
Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 10S, ISO 2000
Sony a7R F/2.8, 35 mm, 1/8000S, ISO 400
Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 10S, ISO 2000

หัวหิน

ต่อที่หัวหิน ทริปนี้ได้มีโอกาสไปร่วมแจมกับพี่หลาม รายการล้ำหน้าโชว์

Sony a7Rii F/2.8, 27 mm, 1/6400S, ISO 320
Sony a7Rii F/2.8, 34 mm, 1/2000S, ISO 320
Sony a7Rii F/2.8, 22 mm, 1/640S, ISO 1000
Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 1/200S, ISO 500
Sony a7Rii F/2.8, 34 mm, 1/640S, ISO 400

สงขลา

จบด้วยทริปสุดท้ายที่สงขลาครับ รอบนี้มีมอเตอร์ไซค์ สามารถขับวนถ่ายได้รอบเมืองเลย

Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 1/3200S, ISO 160
Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 1/8000S, ISO 50
Sony a7Rii F/2.8, 35 mm, 1/1250S, ISO 160

สำหรับมอเตอร์โฟกัสแบบ DDSSM (Direct Drive SSM) นั้นเป็นมอเตอร์ที่ตอบสนองเร็ว
และแม่นยำมาก ทำให้โอกาสพลาดช็อตคลื่นเด็ดๆ ก็ลดน้อยลงไปอีก
และยังมีความเงียบไม่ทำให้เลนส์สั่นอีกด้วย

Sony a7Rii F/2.8, 22 mm, 1/500S, ISO 125
Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 1/800S, ISO 125
Sony a7Rii F/2.8, 35 mm, 1/2500S, ISO 320
Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 1/400S, ISO 50
Sony a7Rii F/2.8, 19 mm, 1/400S, ISO 250
Sony a7Rii F/2.8, 35 mm, 1/3200S, ISO 250
Sony a7Rii F/2.8, 27 mm, 1/100S, ISO 640
Sony a7Rii F/2.8, 16 mm, 1/1250S, ISO 125
Sony a7Rii F/2.8, 31 mm, 1/100S, ISO 400

สรุป

จากที่ทดลองใช้มาเป็นระยะเวลาเดือนกว่า ผมขอยกให้ Sony FE 16-35mm F2.8 G Master เป็นเลนส์คุณภาพดีสมราคา น้ำหนักไม่มาก สามารถถือถ่ายเล่นได้สบายๆ ยิ่งถ้าใครใช้ Sony a7R ที่น้ำหนักน้อยอยู่แล้วก็จะมีความสุขกับน้ำหนักรวมมากเลยครับ ขนาดเพื่อนผู้หญิงยังบอกเลยว่า “เบากว่าที่คิดไว้” จุดนี้ถือว่า Sony เก่งมากครับ ทำเลนส์ UltraWide F กว้าง ชิ้นเลนส์ 16 ชิ้น แถมเป็น Full Frame ขนาดใหญ่ออกมาให้มีน้ำหนักเพียง 680 กรัมเท่านั้น

สาเหตุที่ผมใส่ใจเรื่องน้ำหนักมากนั้นก็เพราะผมเป็นคนแขนเล็กครับ
และสำหรับการออกทริปแต่ละครั้งก็มีการแบกอุปกรณ์ไปหลากหลาย
ซึ่งหากของทุกชิ้นน้ำหนักมากก็ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยได้ง่ายนั่นเอง
นี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผมเลือกใช้กล้อง Sony เลยล่ะ
ซึ่งถ้ารวมน้ำหนักเลนส์ 16-35 กับ Sony a7R ที่ผมใช้จะอยู่ที่ 1.08 กิโลกรัมเท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็น Sony a7Rii ก็จะอยู่ที่ 1.30 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อย 

สำหรับเลนส์ตัวนี้เอาไปเที่ยวได้สบาย ๆ เลย
จบตัวเดียวยังได้ด้วยขนาดและน้ำหนักที่กำลังดี
มุมมองกว้างพร้อมถ่ายเก็บได้ทั้งคนทั้งวิว ด้วยคุณภาพจากการแปะชื่อ G
Master เป็นประกัน ซึ่งนอกจากจะใช้งานทั่วไปได้ดีแล้ว
ยังสามารถใช้ในการถ่ายรับงานได้สบายๆ เลยล่ะ เพราะโฟกัสได้ไวมาก สำหรับ
Distortion พอใช้ได้ครับมีเห็นชัดบ้างเวลาปรับกว้างสุดและ F กว้างสุด
ส่วนขอบม่วงถือว่ามีน้อยมาก ฉะนั้นใครที่เล็งเลนส์ตัวนี่ ผมแนะนำเลยครับ
ของมันต้องมี

สำหรับรูปแบบเต็มๆ กดไปดูที่นี่ได้เลยครับ https://flic.kr/s/aHsmc3z6zJ

Posted on Leave a comment

ลองเล่นหุ่นยนต์ First Order Stormtrooper จาก Ubtech บังคับด้วยมือถือ

วันนี้เราได้มาลองเล่นของเล่นชิ้นใหม่ที่แฟนๆ Star Wars จะต้องอิจฉา มันคือหุ่นยนต์ First Order Stormtrooper จาก UBtech บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการทำหุ่นยนต์อยู่แล้ว สินค้าของเขามีหลากหลายตั้งแต่หุ่นยนต์สำหรับการศีกษายันผู้ช่วยในบ้าน และเขาได้นำความชำนาญตรงนั้นมาทำเป็นเจ้าหุ่น First Order Stormtrooper ที่สามารถบังคับผ่านมือถือ และยังมีฟีเจอร์อื่นๆ อีกมากมาย มาดูกันเลยดีกว่าว่าเป็นยังไง

Unbox

บอกก่อนเลยว่ากล่องดีมาก น่าสะสมตั้งแต่กล่อง เมื่อถอดกระดาศที่ครอบอยู่ออกจะพบกับกล่องกระดาษแข็งสีดำ ด้านหน้าเป็นตราปฐมภาคีที่มีแม่เหล็กซ่อนอยู่เพื่อปิดกล่องเอาไว้

เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบเจ้า First Order Stormtrooper ยืนตระหง่านอยู่ข้างใน ด้านในเป็นพลาสติกที่เข้ารูปตามหุ่นเพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนเวลาขนย้าย ด้านล่างมีลิ้นชัก เมื่อดึงออกมาจะเป็นกล่องที่เก็บคู่มือต่างๆ และหัวชาร์จไฟ

สำรวจหน้าตา

หุ่น First Order Stormtrooper มีความสูง 11 นิ้ว รูปร่างหน้าตาไมไ่ด้ออกแบบมาให้สมส่วน ส่วนหัวกับเท้าจะมีความใหญ่กว่าปกตินิดหน่อยเพื่อความสวยงาม โดยรวมแล้วดูดีมาก ตัวหุ่นทำจากพลาสติกแต่จับแล้วแข็งแรงดี ไม่ก๊อบแก๊บ ข้อต่อต่างๆทำได้เนียนและสวยงาม เก็บรายละเอียดต่างๆ ได้ดีทีเดียว

ตัวหุ่นมีกล้องอยู่ในกระจกตา และมีไมโครโฟนอยู่ตรงท่อที่ปาก 1 ตัว และด้านหลังตัวหุ่นอีก 2 ตัว ปุ่มเปิดปิดอยู่ที่ด้านหลัง ที่เท้าทั้ง 2 ข้างมีเซ็นเซอร์อินฟาเรดไว้กันหุ่นเดินตกจากที่สูง ดังนั้นไม่ต้องกลัวเวลาเล่นบนโต๊ะว่าหุ่นจะตกหัวทิ่มลงมาเสียหาย\

ออกปฎิบัติการ

หุ่น First Order Stormtrooper ใช้การบังคับด้วยโทรศัพท์มือถือ โดยสามารถใช้ได้ทั้ง Android และ iOS เพียงเข้าไปโหลดแอปมาลงในโทรศัพท์ของคุณก็พร้อมใช้งาน ตัวแอปมีแนะนำการใช้งานอย่างละเอียดทีเดียว

การเชื่อมต่อใช้การเชื่อมต่อผ่าน Wifi โดยใช้ได้ทั้งต่อผ่านเครือข่าย Wifi และ Wifi Direct เรียกว่าจะเอาไปเล่นที่ไหนก็ได้ แถมวิธีต่อก็ไม่ธรรมดา เพราะเจ้า First Order Stormtrooper จะพูดรหัสผ่านให้เรากรอกตาม เรียกว่าเท่สุดๆ ไปเลย

ด้านการบังคับ เราสามารถกดบังคับบนมือถือได้เลย โดยตัวหุ่นจะสตรีมภาพสดจากกล้องมาให้เราดูที่หน้าจอด้วย สามารถบังคับให้เดินหน้า ถอยหลัง เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาได้ และสามารถสั่งให้เจ้า First Order Stormtrooper หันหัวไปตามทิศทางต่างๆ ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถสั่งให้เจ้า First Order Stormtrooper ทำท่าทางและพูดประโยคต่างๆ ที่เซ็ตไว้ล่วงหน้าได้อีกด้วย และในอัปเดตล่าสุดเราสามารถสั่งการเจ้า Stormtrooper ผ่านเียงได้แล้วด้วย

และสำหรับคนขี้เบื่อ ในแอปยังมีมินิเกมให้เล่นกับเจ้า First Order Stormtrooper ได้อีกด้วย ที่สำคัญกว่านั้นคือหุ่นตัวนี้สามารถวิวัฒนาการตัวเองไปได้เรื่อยๆ ตามการอัปเดตเฟิร์มแวร์และแอปบนมือถือ ในอนาคตจะมีฟีเจอร์ใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาให้ใช้กันอีกแน่นอน

หุ่นยนต์ First Order Stormtrooper จัดจำหน่ายโดย Systems 2000 ในราคา 12,900 บาท อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

Posted on Leave a comment

รีวิว Sony NW-WM1A เสียงกระชากใจ

ลุงเป็นคนเล่นหูฟังมาสักพักแล้วแต่ไม่เคยใส่ใจตัวเครื่องเล่นสักเท่าไหร่ คิดว่าใช้แค่โทรศัพท์ก็พอแล้ว และคิดว่าต้องพกของเพิ่มอีกชิ้นต้องลำบากแน่ๆ จนล่าสุดซื้อ Sony XBA-Z5หูฟังเรือธงจากทาง Sony มาใช้และรู้สึกเลยว่ามัน “ไม่สุด” แล้วปัจจุบันก็พกของมากขึ้น เพิ่มอีกสักชิ้นก็ไม่เป็นไรหรอก เลยมองหาเครื่องเล่น มาถูกใจ Sony NW-WM1A เลยจัดการขอ Sony Thai มารีวิว Sony NW-WM1A มีความโดดเด่นที่ แจ็คแบบ Balanced 4.4mm รุ่นเเรกของโลก แถมสายต่อเชื่อมสัญญาณตรงขั้วต่อหูฟังก็ได้รับการออกแบบโดย Kimber Kable

สเปค Sony NW-WM1A

  • หน้าจอสัมผัสขนาด 4 นิ้ว
  • ความละเอียดจอ 854 x 480 (FWVGA)
  • ใช้เวลาชาร์จ  7 ชั่วโมง
  • หน่วยความจำภายใน 128GB
  • น้ำหนัก 267 กรัม
  • การเชื่อมต่อ USB Hi-Speed USB (USB 2.0) WM-PORT แบบ 22 พิน
  • ช่องเสียบอินพุตและเอาต์พุต WM-PORT, microSD, 3.5mm, Balanced 4.4mm
  • การเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth, NFC
  • ระยะการใช้งานเมื่อฟังเพลงต่อเนื่อง
    33 ชั่วโมง สำหรับ MP3 128kbps
    26 ชั่วโมง สำหรับ FLAC 192kHz/24 bit
    11 ชั่วโมง สำหรับ DSD 11.2MHz

Unbox

แกะกล่องออกมาจะเจอกล่องสีดำตามสไตล์ Sony เปิดมาก็จะเจอตัวเครื่อง NW-WM1A

และในกล่องก็มี คู่มือกับเอกสารอื่นๆ ของที่ให้มาก็มี สายเคเบิล USB และ สายคล้องข้อมือ

ของที่จะใช้ทดสอบกับ NW-WM1A คือ XBA-Z5 สาย 3.5mm MUC-M12SM1 และ นางเอกของเรา สาย 4.4mm MUC-M12SB1 จาก Kimber Kable

ตัว Capacitor ที่ใช้ใน DMP เป็นการที่พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ที่เรียกว่า FT CAP เป็น High Polymer Capacitor ทำให้มีกำลังขับได้สูงกว่ารุ่น NW-ZX2 ถึงสี่เท่า

ช่องเอาต์พุตของหูฟังได้มีการออกแบบมาตรฐานขั้วต่อแบบ balanced ขนาด 4.4mm ขึ้นมาใหม่ โดย Kimber Kable เป็นคนออกแบบให้ และเป็นสายเคเบิลทองแดงที่ปลอดออกซิเจน ที่ความต้านทานต่ำ

Balanced คืออะไร? Balanced เป็นระบบที่คือเป็นการสร้างสัญญาณขึ้นมาหักล้างกับสัญญาณรบกวน จนเกิดความสมดุล หรือ Balance ขึ้นนั่นเอง โดยหลักการทำงานคือ สัญญาณรบกวนที่อยู่ในทั้งสองขั้วจะมีความคล้ายคลึงกัน ดังนั้นเมื่อสัญญาณวิ่งมาสู่ปลายทาง สัญญาณรบกวนจะถูกลบทิ้ง วิธีนี้เรียกว่า Common mode rejection และ จะเกิดขึ้นเนื่องจากอุปกรณ์ปลายทางจะเห็นสัญญาณรบกวนอยู่ในลักษณะ Out-of-phase และลบล้างกันไปเองตัวระบบนี้จะทำให้เสียงแต่ละย่านเท่ากัน คือจะไม่มีอันไหนเด่นกว่า รายละเอียดจะมาครบ เเยกเเยะชิ้นเสียงดนตรีได้ดี

มาส่องตัวเครื่องกัน

ตัวเครืื่องเป็นกรอบอลูมิเนียมอัลลอยที่ทาง Sony บอกว่า ใช้เพื่อสร้างเคสที่มีความทนทานสูง สามารถป้องกันสัญญาณไฟฟ้า และสัญญาณรบกวนอื่นๆ ได้เพื่อให้เสียงที่มีคุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอ

ข้างบนเป็นช่องเอาต์พุตขนาด Balanced 4.4mm และ 3.5

ด้านข้างทางขวาเป็นปุ่มเล่น/หยุดชั่วคราว เลือกเพลง และปุ่มปรับระดับเสียง ด้านข้างทางซ้ายเป็นปุ่ม HOLD ที่ผมไม่เคยได้ใช้เลยแต่ให้มาก็ดี

ด้านล่างเป็นช่อง USB, สล็อต microSD และที่ใส่สายคล้องข้อมือ

ด้านหลังเป็นหนังที่ทำให้การสัมผัสของเรากระชับไม่หลุดมือแต่บ้างครั้งก็มีเผลอเกือบหลุดมือไปบ้างด้วยความใหญ่และนำหนักที่หนักนิดหน่อย คงเป็นสาเหตุที่มี ที่ใส่สายคล้องข้อมือแน่ๆ เลย และมาพร้อมกับ NFC

User Interface

สวยมากเข้าใจง่ายลืนไหลดี ตัว NW-WM1A เป็นระบบปฏิบัติการที่ออกแบบโดย Sony เอง

ในส่วน DSEE HX จะใช้อัลกอริธึมในการวิเคราะห์เพลงและแทนที่ข้อมูลที่สูญหาย เพื่อให้มีคุณภาพมีความใกล้เคียงกับระดับความละเอียดสูง โดยมีให้เลือกปรับ 5 โหมด

เพลงที่ใช้ในการทดสอบ

เสียง

  • เสียงร้อง ได้ให้รายละเอียดที่ครบถ้วน มีเสียงร้องที่อิ่มเอม เก็บรายละเอียดได้เยี่ยม
  • เสียงเบส ให้เสียงเบสที่ทรงพลัง มีอิมแพ็ค
  • เสียงแหลม ให้เสียงที่เป็นธรรมชาติ ปลายแหลมยังคงได้รายละเอียดที่ครบถ้วน กำลังดี

สรุป

โดยรวมแล้วรัก NW-WM1A มาก ที่ Sony ต้องไปทำการบ้านหน่อยคือจอ TFT ที่คุณภาพไม่สมราคาเลย และ น้ำหนักของมันที่อาจจะหนักไปสำหรับใครบางคน ส่วนด้านเสียงทำมาได้ดีเลยครับ ถ้าตัดเรื่องจอไป ซื้อ NW-WM1A ไปคุ้มค่าแน่นอนครับ

Sony NW-WM1A ราคา 39,990 บาท สามารถหาซื้อได้ที่ Sony Store