คนไทยแห่ซื้อทอง! ยอดลงทุนทองแท่งพุ่งสูงสุดรอบ 6 ปี สวนทางทองรูปพรรณ

คนไทยกำลังกลับมาสะสมทองคำกันอย่างจริงจัง. รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำล่าสุดจาก สภาทองคำโลก (World Gold Council) เผยว่า ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพื่อการลงทุนในประเทศไทย ได้พุ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2562 หรือพูดง่ายๆ ว่า นี่คือการซื้อทองเพื่อการลงทุนที่คึกคักที่สุดในรอบกว่า 6 ปี

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย. ภาพรวมทั่วโลกมีความต้องการทองคำรวม (นับรวมทุกภาคส่วน) สูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน. คำถามคือ ทำไมคนถึงหันมาซื้อทองคำกันมากขนาดนี้?

ปัจจัยหลักๆ มาจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก, การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ, และอีกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ “FOMO” (Fear of Missing Out) หรือความรู้สึกกลัวตกรถของนักลงทุน ในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ พฤติกรรมการซื้อทองของคนไทยมีการแบ่งแยกชัดเจนมาก. ในขณะที่ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญเพื่อการลงทุนเติบโตอย่างก้าวกระโดด ยอดขาย “ทองรูปพรรณ” หรือเครื่องประดับกลับลดลงถึง 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า. สาเหตุหลักมาจากราคาทองที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ (ทำสถิติใหม่กว่า 50 ครั้งในปีนี้) ทำให้คนทั่วไปรู้สึกว่าการซื้อเครื่องประดับในช่วงนี้ “แพงเกินไป”

อย่างไรก็ตาม พลังการซื้อทองคำแท่งเพื่อการลงทุนของคนไทยนั้นแข็งแกร่งมาก จนสามารถชดเชยยอดขายเครื่องประดับที่หดตัวไปได้ ส่งผลให้ภาพรวมความต้องการทองคำภาคผู้บริโภคของไทยในไตรมาส 3 ยังคงเติบโตถึง 19% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ไม่ใช่แค่คนทั่วไปเท่านั้น แม้แต่ผู้เล่นรายใหญ่อย่างธนาคารกลางทั่วโลกก็ยังคงเดินหน้าซื้อทองคำเข้าคลังอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าราคาจะสูงเป็นประวัติการณ์ก็ตาม. เช่นเดียวกับกองทุน ETF ทองคำทั่วโลก ที่มีเงินไหลเข้าต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สามแล้ว

สำหรับแนวโน้มในอนาคต นักวิเคราะห์ยังคงมองว่าราคาทองคำยังเป็นบวก. ปัจจัยหนุนยังคงมาจากการคาดการณ์ว่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนค่าลงอีก, อัตราดอกเบี้ยที่อาจจะลดลง, และความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation). แม้ว่าราคาทองจะเคยพุ่งสูงไปถึงระดับ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในไตรมาสที่สาม แต่สภาพแวดล้อมปัจจุบันก็ยังบ่งชี้ว่าราคายังอาจมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้อีก