ทำไม Android vs iPhone 10 ปีผ่านไป สาวกยังตีกันเหมือนเดิม ?

ตั้งแต่โลกได้รู้จัก Android และ iPhone สาวกของทั้งคู่ก็ตีกันมาเรื่อยๆ โดยประเด็นที่คู่นี้ตีกันบ่อย หากแบ่งออกมาจริงๆ จะมีแค่ 3-4 ข้อแค่นั้นแหละ

  • iPhone สเปคต่ำ สู้ Android ไม่ได้
  • Android มีมาก่อน
  • คนใช้ iPhone โง่ ซื้อแพงกว่าที่ควร
  • คนใช้ Android ไม่เข้าใจของดี

ต้องยอมรับว่า Android ลอก iPhone จริง

เอาเรื่องใครลอกใครก่อนดีกว่า ถ้าวางใจอย่างเป็นกลาง ก็ต้องยอมรับว่า Android พยายามลอก iPhone มาตั้งแต่ยุคแรกจนถึงตอนนี้เลย

แรกเริ่ม Android เองเป็น OS ที่ทำมาชนกับพวก Nokia symbian และ BlackBerry ที่เป็นมือถือปุ่มกด แต่พอเจอ Steve Jobs เปิดตัว iPhone จนถือเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกทำให้ Android ช็อค รีบกลับบ้านไปแก้ระบบใหม่ให้เป็น Touch screen

Htc dream orange fr

และ Android รู้ว่าถ้าสู้ด้วยการพัฒนาเองทั้งหมดจะไม่ทัน iPhone แน่ๆ เลยทำ AOSP หรือการออกเครื่องมือให้ทุกคนบนโลกสามารถเอาไปพัฒนาต่อได้ และถ้าอันไหนดีก็หยิบยืนมาใส่ใน core แล้วยุคนั้นหน้าจอ Smartphone มันมีรากฐานมาจากพวก Palm OS, Windows Mobile ที่ใช้ระบบ “จิกปลายเล็บ” หรือใช้ Stylus ในการจิ้มจอ แต่ iPhone ปฏิวัติโลกด้วยการใช้ “นิ้ว” สัมผัสสั่งงานได้อย่างเป็นธรรมชาติ

Acern10wiki

ทำให้ Android ยุคแรกๆ ยังต้องใช้เล็บจิกหน้าจออยู่เลย ในขณะที่ iPhone ใช้นิ้วสัมผัสได้เต็มปลายนิ้ว ไหนจะเรื่อง OS ที่ด้นสดเอาโค้ดของมือถือปุ่มกดมาทำจอสัมผัส ทำให้ยุคแรกของ Android มันห่วยมาก จนต้องเอามา Mod กัน ฉะนั้นต้องยอมรับว่าจุดตั้งต้นดั้งเดิมเลยคือ Android พยายามจะเป็น iPhone ในราคาที่ถูกกว่า

Screenshot 2568 10 04 at 07.22.35

ด้วยเป้าหมายแบบนี้ ทำให้ UX ของ Android ส่วนมากสู้ iPhone ไม่ได้เลย แต่มันก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันถูก มันมีตัวเลือกที่หลากหลาย แต่ในระดับบนก็ยังสู้ iPhone ไม่ได้ หากอ้างอิงสถิติ

แบรนด์ Android ก็เคยมีประวัติอยากเป็น iPhone

ในแง่ตัวแบรนด์ที่เอา Android มาใช้กับ Hardware ตัวเอง ส่วนมากก็มีประวัติว่าอยากเป็น iPhone เช่น Xiaomi ในยุคแรกที่ทำ MIUI ก็เพราะว่าเค้าชอบ iPhone เลยสร้าง UI ที่ใช้ง่ายเหมือน iPhone เพื่อให้ Android ได้ใช้ของที่สวยและง่ายแบบ iPhone

Samsung ก็เคยมีข่าวฟ้องร้องกับ Apple ในปี 2011 โดย Apple ได้ยื่นฟ้องว่า Samsung ละเมิดสิทธิบัตรการออกแบบ iPhone และ UI ซึ่ง Samsung แพ้คดีนี้และจ่ายค่าเสียหายให้ Apple ในปี 2018 แต่ระหว่างนั้น 7 ปี ทาง Samsung ก็สร้างแบรนด์ หาเงินจากสาวกและตั้งตัวได้แล้ว เป็นการลอกที่คุ้มค่าสุดๆ

OPPO เลือกตั้งชื่อนี้เพราะไม่มีความหมายใดๆ ในภาษาใดบนโลก และอีกเหตุผลหนึ่งที่เคยมีวงในกระซิบบอกคือ มันเป็นการพ้องเสียงกับ Apple เวลาคนจีนออกเสียง OPPO มันคล้าย Apple และในช่วงปี 2014 ทาง OPPO ก็เลือกหยิบเพลง Little Apple ของ Chopstick Brothers มาเป็นเพลงประจำบริษัท ที่ให้พนักงานเต้นปลุกใจ

และที่สนุกกว่านั้นคือ vivo ที่เป็นคู่กัดของ OPPO ก็เลือกหยิบเพลง Chick Chick ของ Wang Rong Rolling มาใช้ตอบโต้ OPPO เพราะต้องการสื่อว่าไก่จะจิกแอปเปิ้ล ( OPPO ) แต่ทว่าศึกนี้เหมือน OPPO จะชนะ เพราะเพลงที่เลือกมาใช้มัน Catchy มากกว่า พนักงานเต้นสุดกว่า ในขณะที่ท่าเต้นที่ vivo เลือก มันดูตลกไปหน่อย

ถ้าไปหาจริงจัง จะพบว่าแทบทุกแบรนด์เลย เคยมีประวัติทำนองนี้ ฉะนั้นต้องยอมรับว่า Android ลอก iPhone จริง หากว่าด้วยกฎหมาย, ข้อมูลภายใน, บทสัมภาษณ์

ข้อมูลและสถิติชี้ iPhone คือตลาดบน

ในทางการตลาด ต้องยอมรับว่า Positioning iPhone อยู่สูงกว่า Android อ้างอิงจากสถิตหาก Android รุ่นไหนที่ราคาเทียบเท่า iPhone จะพบว่า iPhone มักจะขายดีกว่าเสมอ ล่าสุดก็ iPhone 16e ที่ออกมาสกัด Samsung และทำยอดแซง Samsung ได้เป็นครั้งแรกในไตรมาสที่ 1 ซึ่งปรกติแล้ว Samsung จะเป็นเบอร์ 1 ในไตรมาสแรกเสมอ

ซึ่งฝั่ง Android สาวกก็จะบอกว่า iPhone 16e สเปคต่ำ ไม่คุ้ม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ Samsung ไตรมาสนั้นแพ้ iPhone 16e พูดง่ายๆ ว่าภาพรวมระดับโลก คนอยากได้ iPhone แต่เงินไม่พอ ถ้าราคาเท่ากับ Android คนจะเลือก iPhone มากกว่า ดังนั้นถ้าฝั่ง Android จะตั้งราคาเท่า iPhone จึงจำเป็นต้องให้ของเยอะกว่า ไม่งั้นคนไม่ซื้อ …แต่ถึงให้เยอะกว่า ก็ใช่จะซื้อเยอะ ดูอย่างกรณี iPhone 16e ก็ได้ครับ

Screenshot 2568 10 04 at 06.55.27

ข้อมูลเชิงการตลาดนี้มันก็สอดคล้งกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เหยียดกันเอง ในอดีต สมัยที่ Instagram มีเฉพาะบน iPhone ทุกอย่างก็ Happy แต่พอมีข่าวว่าจะเปิดให้ Android ใช้เท่านั้นแหละ กระแสต่อต้านมาเลย เพราะคนบางกลุ่มมองว่าแทนที่ฉันจะได้เห็นรูปสวยๆ ไลฟ์สไตล์ดีๆ แต่ต้องมาเห็นรูปภาพและไลฟ์สไตล์แบบคนจนของ Android …โอ้ย ดราม่ากันระดับโลกอ่ะตอนนั้น

ในขณะเดียวกัน คนที่ใช้แอนดรอยที่มองสเปคและฟีเจอร์เป็นที่ตั้ง ก็จะบอกว่า คนใช้ iPhone โง่ แพงกว่าแต่ทำอะไรได้น้อยกว่า ส่วนฝั่งสาวก iPhone ก็แย้งว่า เค้าไม่ได้ต้องการของที่เยอะแต่ไม่ดี เค้าต้องการของที่น้อยแต่ดีต่างหาก

ยกตัวอย่างง่ายๆ ใน App Store มีแอปให้เลือกเป็นหมื่นเป็นแสนแอป เราไม่ได้ต้องการแอปเยอะ เราต้องการแค่ 1 แอปที่มันดีและตอบโจทย์เราแค่นั้น

ทุกวันนี้ทุกแบรนด์ก็อยากเกาะกระแส iPhone

แต่โลกทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้วไม่ใช่เหรอ? หลายแบรนด์พยายามจะฉีกตัวเองออกจากร่มเงาของ iPhone ให้ได้ อย่าง Samsung ก็ประกาศแนวทางตั้งแต่สมัย Galaxy S6 ว่าจะสร้างทางเดินของตัวเอง สร้างสไตล์ตัวเอง ซึ่งแบรนด์อื่นๆ ก็พยายามจะทำแบบนั้นเช่นกัน

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าฉากหน้าที่เราเห็น กับฉากหลังที่แบรนด์คุยกัน มันไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่าง สมัยก่อนมีข่าวลือว่าจะมี iPad mini รุ่นแรกของโลก รู้ไหมใครปล่อยข่าวนี้? …เจ้าหน้าที่ Samsung เพราะ Apple จ้างผลิตชิ้นส่วน

Huawei mate s mobile world congress 2016 (25130726999)

หรืออย่าง HUAWEI นี่ก็แสบ เพราะมีข่าวว่า Apple จะเปิดตัว iPhone 6s พร้อมจอแบบ Force Touch ทาง HUAWEI เลยชิงตัดหน้าเปิดตัว Huawei Mate S ไม่กี่วันพร้อมฟีเจอร์ Force Touch จนทาง Apple ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น 3D Touch และทีม Apple เองก็ยังเผลอเรียก Force Touch

ฉะนั้นในทางปฏิบัติ Apple จ้างโรงงานอื่นผลิต ข่าวมันก็หลุดไปให้เจ้าอื่นปาดหน้าอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะยุคที่เป็น Tim Cook ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเก็บความลับเท่า Steve Jobs แต่เน้นเรื่องกระบวนการผลิตที่ส่งมอบได้รวดเร็วเป็นหลัก

ดังนั้นที่เราเห็นว่า Android ทำก่อน ในบางเรื่อง ที่จริงมันคือสิ่งที่ Apple จ้างโรงงานผลิต แล้ว Android สักเจ้าไปรู้เข้าก็หยิบมาปาดหน้านั่นแหละ แต่ไม่ได้หมายความว่า Apple จะคิดเองทุกอย่าง เพราะหลายอย่าง Android ก็ทำก่อนจริง แต่ประเด็นคือ เวลาฝั่งที่เชียร์ Android บอกว่าทำก่อนหรือทำได้ดีกว่า iPhone มักจะหยิบยำฟีเจอร์ของหลายรุ่นมารวมกัน ไม่ใช่แบบตัวต่อตัว หมัดต่อหมัด

และที่สำคัญคือ Android Theme ที่จำลองหน้าตา iOS ก็เป็นที่นิยมของคนบางกลุ่มด้วย มันถึงขยันทำออกมากัน ซึ่งนี่ก็เป็นอีกตัวชี้วัดว่าลึกๆ คนอยากใช้ iPhone แต่เราไม่เห็นคนใช้ iPhone ที่ลง Theme Android นะ

และรู้ไหมว่าทำไมแต่ละแบรนด์ชอบลอก หรือชอบแซะ iPhone ชอบมีข่าวเอาตัวเองมา compare กับ iPhone ? …เพราะไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ Android รุ่นนั้นจะเกาะกระแส iPhone ได้ เอาง่ายๆ นะ เวลาทำรีวิว หรือเปิดตัวสินค้า อย่าง Android นี่ต้องใช้ความพยายามในการโปรโมท แต่ถ้าเป็น iPhone คนจะแห่เข้ามาดูเอง ซึ่งนักรีวิวจะรู้เรื่องนี้ดี เพราะลึกๆ แล้วคนสนใจ iPhone และสินค้า Apple มากกว่า Android

iPhone พัฒนาช้าจริง แต่เพราะเอาฐานแฟนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง

แล้วทำไม Apple ดูเหมือนพัฒนาช้า? เอาแบบสาระเลย เค้าดูจากสถิติหลายอย่างแล้วเลือกจะพัฒนาแบบนี้ เพราะมันเหมาะกับ “ลูกค้าตัวเอง” มากที่สุด เค้าไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะทำ The World First หรือทำเป็นคนแรกของโลกตลอดเวลา แต่เป้าหมายคือทำของที่คนส่วนใหญ่ต้องการ

ย้อนไปครั้งที่ Steve Jobs เปิดตัว iPhone ครั้งแรก เค้าก็ไม่ได้คิดสิ่งใหม่ทั้งหมด แต่เค้าหยิบเอาสิ่งที่คนต้องการ 3 อย่างมารวมกันในเครื่องเดียว นั่นคือ iPod สำหรับฟังเพลง รวมเข้ากับฟีเจอร์ด้านการโทรและการเล่นเน็ต และวินาทีที่รู้ว่าทั้งหมดนี้รวมอยู่ใน 1 Device แค่นี้คนก็กรี๊ดลั่นฮอลแล้วครับ …เห็นไหมครับว่าทุกฟีเจอร์มันคือสิ่งที่มีบนโลกอยู่แล้ว แต่ความใหม่คือการเอามาปรับปรุงให้ตอบโจทย์ผู้ใช้มากขึ้น

Screenshot 2568 10 04 at 07.30.51

ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องกล้องที่ Android นำหน้าไปไกลละ แต่ iPhone เลือกจะทำแค่นี้แหละ แต่เน้นใช้งานง่าย UX ดี ซึ่งคนกลุ่มหนึ่งก็จะบอกว่ากล้อง iPhone นี่ตามหลังไกลมาก แต่ปรากฎว่าช่วงหลังหลายแบรนด์ก็เริ่มลดความบ้าคลั่งในการซูมไกลแล้ว และหันมาทำของที่ “ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ใช้จริง” หรือแม้แต่ปากกา S-Pen อันเลื่องชื่อ ที่ช่วงประมาณ Galaxy Note 4 อัดฟีเจอร์อย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายก็ถอดออกเกือบหมด ตัดให้เหลือเฉพาะสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการจริงๆ

Img 20250929 050516 2

ฉะนั้นสิ่งที่ Android ทำคือการสร้างสิ่งที่ Hype ว๊าว ตื่นเต้น เจาะคนกลุ่มเล็กเฉพาะทางเลย เช่น มือถือสายกล้อง, มือถือสายเกม, มือถือสายทำงาน แต่สิ่งที่ Apple ทำมาตลอดแต่ไหนแต่ไรคือคิดแทนผู้ใช้ว่าแบบนี้แหละเหมาะ แบบนี้ไม่สับสน แบบนี้ใช้ง่าย กลางๆ เหมาะกับคนส่วนใหญ่ และค่อยๆ หยอดฟีเจอร์เพิ่มทีละนิดในแต่ละปี ให้สาวกตัวเองเข้าใจทีละน้อย

Iphone 1st gen

เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่าปรัชญาของ Apple มันแหกตำราแต่ได้ผล ตั้งแต่การทำ iPhone รุ่นแรกให้มีปุ่มด้านหน้าแค่ 1 ปุ่ม ต่างจากมือถือส่วนใหญ่ตามตำราที่ต้องมีปุ่มเยอะๆ จะได้แยกชัดเจน แต่ Apple มองว่าต้องทำให้คนที่ใช้ไม่เป็นสามารถใช้งานได้ โดยไม่ต้องอ่านคู่มือ …พอคนเริ่มเข้าใจ ก็เริ่มปรับรูปแบบ เพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ

และที่สำคัญคือ Steve Jobs พูดโน้มน้าวเก่ง เอาซะของที่คนทั่วโลกเคยอยากได้มาหลายปี กลายเป็นส่วนเกินทันทีที่ Steve Jobs เล่าว่าแป้นพิมพ์พวกนี้มันจะอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเราจะต้องการใช้งานหรือไม่ก็ตาม แต่ iPhone จะแสดงผลต่อเมื่อเวลาที่เราต้องการใช้เท่านั้น

Screenshot 2568 10 04 at 07.35.56

แนวคิดของ Apple คือ learning curve ต่ำ ใครก็ใช้ได้ แต่ในฝั่ง Android คือ Flexible ยืดหยุ่นและปรับแต่งได้เยอะ แต่ก็ต้องเรียนรู้เยอะ

นึกง่ายๆ นะ ในยุคก่อตั้ง ฝั่ง iPhone นำทีมโดยคนที่มีสไตล์แบบ Steve Jobs แต่งตัวเรียบ พูดจามีเสน่ห์ เข้าใจเรื่องรสนิยมและ emotional เน้นทำทุกอย่างให้เข้าใจง่าย เปิดตัวสินค้าทีไรสาวกพร้อมใจกดโอนให้ตั้งแต่ยังเปิดตัวไม่เสร็จ ได้รับความนิยมในกลุ่มคนมีสไตล์

2008 google developer day in japan andy rubin (cropped)

ในขณะที่ฝั่ง Android นำทีมโดย Geek และได้รับความนิยมในกลุ่มพวก Programmer ทั้งหลายหัวยุ่งเหยิง ที่วันๆ คุยกับหน้าจอคอม ใส่ขาสั้นกับเสื้อยืด บนโต๊ะมีน้ำอัดลมกับพิซซ่า ไม่ก็กาแฟกับเครื่องดื่มชูกำลัง ที่เน้นฟีเจอร์ให้มันทำงานได้ โดยไม่สนใจว่า UI จะเป็น Text ล้วนๆ พร้อมกับ Command ที่ต้องเรียนรู้เพิ่ม …ที่ผมบรรยายรายละเอียดได้ขนาดนี้ เพราะผมก็เคยเป็น Programmer ในยุคนั้น

แค่นี้มันก็จำแนกได้แล้วว่าแนวทางมันต่างกัน

ผมเริ่มต้นที่ Android แต่จบที่ iPhone

ผมเองคือคนหนึ่งที่เคยมองว่าใช้ Android ฉลาดเลือกมากกว่า iPhone แต่พอผมเปิดใจใช้ iPhone เท่านั้นแหละ ผมเข้าใจเลยว่า ของที่เอาไว้สนุก กับของที่เอาไว้ใช้งาน มันต่างกัน

ในยุคแรกที่รวมทีม BACIDEA/NUANIA ทุกคนใช้ Android ครับ เพราะรู้สึกว่า iPhone นี่มันไม่เวิร์ค ไม่คุ้ม แต่ตอนนี้ทุกคนใช้ iPhone แต่จะเป็นเครื่องหลักหรือเครื่องรองนั้นก็แล้วแต่ช่วงเวลา

สิ่งที่ต้องยอมรับคือสินค้า Apple มัน UX ดีกว่าจริง ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีกว่าจริง ถ้าได้ลองใช้ควบคู่ทั้ง 2 ฝั่งอย่างจริงจัง แบบตัวชนตัว ของชนิดเดียวกันชนกัน จะพบว่า Apple มันเสถียรและไว้ใจได้กว่ามากๆ ถ้าบอกว่า Apple เอ๋อเนี่ย Android เอ๋อกว่า และจุกจิกกว่า

Screenshot 2568 10 04 at 07.40.34

ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณเป็นชาวบ้านที่วันๆ เอาแต่ทำงาน ไม่ได้มีเวลาจะมาเรียนรู้การใช้งานมือถือ ถ้าเป็น iPhone ใช้แต่ละแอปได้ชัวร์ ปัญหาไม่ค่อยมี แต่ถ้า Android อาจเจอปัญหา permission, ปัญหาที่แอปบางตัวมันไป hover แต่ไม่แสดงตัว ทำให้ security ไม่อนุญาต แอปธนาคารเลยใช้ไม่ได้ ….หรือปัญหาอื่นๆ

ในวันที่พวกผมยังเด็ก ยังสนุกกับการเรียนรู้ เรามอง Smartphone คือของเล่นชิ้นหนึ่ง เราอยากตื่นเต้นกับมัน แต่พอเราโตขึ้น เราอยากได้ของที่ใช้งานได้อย่างมั่นใจ และเอาเวลาไปใช้ชีวิต ไปทำงาน ไปเที่ยว ไปอยู่กับครอบครัว ไม่อยากเอาสมองมานั่งเรียนรู้หรือนั่งจำวิธีใช้งาน สิ่งที่ต้องการจริงๆ ส่วนมากก็จบได้ด้วย iPhone

ผมใช้ iPhone มาตั้งแต่ iPhone 6s หลังจากนั้นก็ใช้ iPhone เป็นเครื่องหลักมาตลอด และก็เหมือนหลายๆ คนที่ลากยาว iPhone 11 Pro Max เพราะผมก็ลากมาถึงต้นปี จนเปลี่ยนเป็น iPhone 16e

กระทั่งผมรู้สึกว่างานของผมตอนนี้ ผมต้องการจอใหญ่, มี AI ไว้ช่วยคิด, มีกล้องดีๆ ผมเลยย้ายมาใช้ Android จอพับเป็นเครื่องหลักแทน

ซึ่งผลสำรวจก็ออกมาสอดคล้องกับเรื่องนี้คือ สาวก Apple ส่วนหนึ่งมองว่านวัตกรรมมันตันแล้ว สิ่งเดียวที่สู้กันได้คือ Form Factor แต่ส่วนมากไม่สนใจเรื่อง AI เค้าอยากได้แค่ iPhone Fold แค่นั้นแหละ แต่ Tim Cook เลือกจะทำ iPhone Air มาให้แทน

บทสรุป

ฉะนั้นถ้ามองด้วยเหตุผล และข้อมูลสถิติต่างๆ ถ้าถามว่า Android ดูจนกว่าไหม ลอก iPhone ไหม ก็ต้องยอมรับว่าใช่ แล้ว iPhone พัฒนาช้าจริงไหม กั๊กจริงไหม แม้จะบอกว่าเค้าสำรวจตลาดแล้วว่าคนต้องการซื้อแบบนี้ แต่ถ้าเทียบกับ Android ก็ต้องยอมรับว่าใช่

แต่ทั้งหมดนี้ เอาจริงๆ นะ… จะตีกันทำไม ตีกันแล้วรวยขึ้นไหม? อีก 100 ปีก็จะยังเป็นแบบนี้ ถ้า 2 บริษัทนี้ไม่เจ๊งไปซะก่อน คู่นี้ไม่มีวันเหมือนกัน เพราะปรัชญาและกลยุทธ์ต่างกัน เจาะฐานแฟนที่มีพฤติกรรมและความชอบต่างกัน มันถูกออกแบบมาตั้งแต่แรกให้ต่างกัน ดังนั้นยังไงสาวก Android ก็จะบอกว่า iPhone ไม่คุ้ม ส่วนสาวก iPhone ก็จะบอกว่าของดีกว่า

เรามีสิทธิ์เลือกสิ่งที่เหมาะกับเรา เราเท่านั้นที่รู้ ไม่ว่าจะ Android หรือ iPhone จะซื้ออะไรก็ทำเถอะ เงินเราเอง ไม่ต้องสนใจสาวกหรือเสียงคนอื่น