ผ่านมาเกือบ 16 ปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่านักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง รัสเซล โครว์ (Russell Crowe) ยังคงมีเรื่องคาใจกับ Robin Hood (2010) ภาพยนตร์ที่เขาโคจรกลับมาร่วมงานกับผู้กำกับคู่บุญอย่าง ริดลีย์ สก็อตต์ (Ridley Scott) อีกครั้งหลังสร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จระดับโลกจาก Gladiator (2000) ซึ่งล่าสุดเขาได้ออกมาเปิดใจถึงความล้มเหลวของหนัง และชี้ว่าการเปรียบเทียบกับผลงานมาสเตอร์พีซเรื่องก่อนหน้าอย่างไม่เป็นธรรม คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนังไปไม่ถึงฝั่งฝัน
โครว์ให้สัมภาษณ์ว่า Robin Hood ต้องเผชิญกับปัญหามากมายนับตั้งแต่การถ่ายทำ โดยเฉพาะความสับสนในทิศทางของเรื่องที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดคือการที่ทุกคนคาดหวังว่ามันจะเป็น Gladiator ภาคสอง ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง เขายังเผยอีกว่าเวอร์ชันที่เราได้ชมกันในโรงภาพยนตร์นั้นยังไม่ใช่เวอร์ชันที่สมบูรณ์ที่สุด และกล่าวว่า “เวอร์ชัน Director’s Cut คือหนังเรื่องที่เราทุกคนคิดว่าเรากำลังสร้างมันขึ้นมาจริงๆ” ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่ยาวกว่าและสมบูรณ์กว่ามาก แต่กลับไม่ถูกผลักดันออกสู่สายตาผู้ชมในวงกว้าง
ต้องยอมรับว่าเงาของ Gladiator นั้นยิ่งใหญ่เกินต้านทานจริงๆ ผลงานเรื่องดังกล่าวไม่เพียงแต่กวาดรายได้ถล่มทลายและคว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครอง แต่ยังปลุกกระแสหนังแนวมหากาพย์ย้อนยุคให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พร้อมส่งให้ชื่อของ รัสเซล โครว์ ในบทบาทแม่ทัพ Maximus กลายเป็นตำนานที่คอหนังจดจำมาจนถึงทุกวันนี้ การกลับมาร่วมงานกับ ริดลีย์ สก็อตต์ ผู้กำกับที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องการปล่อยเวอร์ชัน Director’s Cut ที่มักจะดีกว่าเวอร์ชันฉายโรงเสมอ (อย่างที่เคยพิสูจน์มาแล้วใน Blade Runner และ Kingdom of Heaven) จึงทำให้ความคาดหวังพุ่งสูงเสียดฟ้า แต่ด้วยบทที่ถูกปรับแก้หลายครั้งหลายครา จากเดิมที่เคยวางไว้ให้เป็นเรื่องราวสุดแหวกแนว กลายมาเป็นหนังเล่าจุดกำเนิดของโรบินฮู้ดที่ดูธรรมดาเกินไป ทำให้สุดท้ายแล้วมนต์ขลังแบบเดิมๆ ก็ไม่สามารถกลับมาได้
คำให้สัมภาษณ์ของโครว์ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการปลดล็อกความในใจที่เก็บมานาน และชวนให้คอหนังย้อนกลับไปตั้งคำถามว่า หากเวอร์ชัน Director’s Cut ของ Robin Hood ได้รับโอกาสในการฉายอย่างที่มันควรจะเป็น เรื่องราวของจอมโจรแห่งป่าเชอร์วู้ดผู้นี้จะสามารถก้าวข้ามเงาของนักรบแห่งโคลอสเซียมได้หรือไม่ หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่พิสูจน์ว่าความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์นั้นยากที่จะสร้างขึ้นมาซ้ำสอง
ที่มา: IGN












