ปวดเข่า เดินขึ้นลงบันไดลำบาก ลุกนั่งไม่สะดวก หรือปวดจนรบกวนชีวิตประจำวัน อาจเป็นสัญญาณของข้อเข่าเสื่อม แต่เมื่อรักษาด้วยวิธีทั่วไปแล้วยังไม่ดีขึ้น การผ่าตัดไม่ได้แปลว่าผู้ป่วยทุกคนต้องเปลี่ยนข้อเข่าทั้งหมด ปัจจุบันมีทั้งการเปลี่ยนข้อเข่าเฉพาะส่วน (UKA) และการเปลี่ยนข้อเข่าทั้งหมด (TKA) โดยแพทย์จะพิจารณาตามสภาพข้อเข่าของแต่ละคน
รศ. พล.อ.ท. นพ.จำรูญเกียรติ ลีลเศรษฐพร แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ อธิบายว่า เมื่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น ปรับพฤติกรรม ออกกำลังกาย กายภาพบำบัด ควบคุมน้ำหนัก หรือใช้ยาตามคำแนะนำ เริ่มคุมอาการไม่ได้ และความปวดกระทบการใช้ชีวิต การผ่าตัดข้อเข่าเทียมอาจเป็นทางเลือกหนึ่ง โดยมีสองรูปแบบหลักคือ UKA และ TKA

เสื่อมเฉพาะจุด อาจพิจารณา UKA
UKA คือการเปลี่ยนเฉพาะผิวข้อบริเวณที่เสื่อม โดยพยายามเก็บกระดูก เอ็น และโครงสร้างส่วนที่ยังแข็งแรงไว้ให้มาก ผู้ที่อาจเหมาะคือผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมรุนแรงเฉพาะส่วน ขณะที่ผิวข้อส่วนอื่นยังดี เอ็นสำคัญยังมั่นคง และแนวข้อเข่ายังแก้ไขได้ ข้อดีคือรบกวนเนื้อเยื่อน้อยกว่า และในผู้ป่วยที่เหมาะสมมักฟื้นตัวได้เร็ว ความรู้สึกในการเคลื่อนไหวอาจใกล้เคียงธรรมชาติมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมด้านเดียวไม่ได้หมายความว่าทำ UKA ได้ทุกคน จำเป็นต้องตรวจร่างกาย ประเมินภาพเอ็กซเรย์ และโครงสร้างข้อเข่าโดยแพทย์ก่อน

เสื่อมหลายส่วน อาจต้องพิจารณา TKA
หากข้อเข่าเสื่อมรุนแรงหลายส่วน มีความเสียหายหลายบริเวณ หรือมีแนวขาโก่งหรือขาแอ่นจากข้อเข่าเสื่อม แพทย์อาจพิจารณา TKA เพื่อเปลี่ยนผิวข้อหลักที่เสียหายด้วยข้อเทียม ช่วยลดอาการปวด ฟื้นการเคลื่อนไหว และช่วยแก้แนวข้อเข่าที่ผิดรูปในผู้ป่วยที่เหมาะสม
อาการที่อาจนำไปสู่การประเมินเพิ่มเติม ได้แก่ ปวดจนเดินหรือขึ้นลงบันไดลำบาก ลุกจากเก้าอี้หรือทำกิจวัตรได้ยาก ปวดขณะพักหรือตอนกลางคืน ข้อฝืด บวม เคลื่อนไหวจำกัด หรือรักษาแบบไม่ผ่าตัดแล้วยังไม่ดีขึ้น สรุปคือ UKA ไม่ได้ดีกว่า TKA ในผู้ป่วยทุกคน และ TKA ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมทุกคนต้องเปลี่ยนทั้งข้อ หัวใจคือเลือกวิธีที่เหมาะกับข้อเข่าของแต่ละราย

อย่าตัดสินจากเอ็กซเรย์เพียงอย่างเดียว
นพ.จำรูญเกียรติระบุว่า การพิจารณาผ่าตัดไม่ควรดูจากภาพเอ็กซเรย์หรือระยะของข้อเข่าเสื่อมเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาร่วมกับอาการและผลกระทบต่อการใช้ชีวิต แพทย์จะประเมินทั้งอาการ การตรวจร่างกาย ภาพเอ็กซเรย์ แนวข้อเข่า ความมั่นคงของเอ็น และสุขภาพโดยรวม ก่อนตัดสินว่าจำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่ และหากต้องผ่า วิธีใดเหมาะสม
หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ไม่ได้ผ่าแทนแพทย์
ปัจจุบันทั้ง UKA และ TKA สามารถใช้เทคโนโลยี Robotic-Assisted Knee Surgery ร่วมได้ เทคโนโลยีนี้ไม่ได้ผ่าตัดแทนแพทย์ แต่ช่วยวางแผนและควบคุมบางขั้นตอน เช่น วางตำแหน่งและแนวของข้อเทียม ควบคุมการตัดกระดูกตามแผน และประเมินความสมดุลของข้อระหว่างผ่าตัด ให้เหมาะกับกายวิภาคของผู้ป่วยแต่ละราย ผลลัพธ์ยังขึ้นกับสภาพข้อเข่า ความเชี่ยวชาญของแพทย์ สุขภาพผู้ป่วย และการฟื้นฟูหลังผ่าตัด
อายุ 70-90 ปี ยังผ่าตัดได้หรือไม่
อายุเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ข้อจำกัด ผู้สูงอายุสามารถได้รับการพิจารณาผ่าตัดได้ หากสุขภาพโดยรวมเหมาะสม และแพทย์ประเมินแล้วว่าประโยชน์คุ้มเมื่อเทียบกับความเสี่ยง ก่อนผ่าตัดจึงต้องดูโรคประจำตัว สุขภาพหัวใจและปอด ความสามารถในการเดินและทำกิจวัตร ความรุนแรงของอาการปวด ความผิดรูปของข้อเข่า และความพร้อมในการฟื้นฟู
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ “ควรผ่าหรือไม่” หรือ “ผ่าครึ่งข้อหรือเต็มข้อ” แต่เริ่มจากการตรวจให้ชัดว่าเสื่อมบริเวณใด เสื่อมเฉพาะส่วนหรือหลายส่วน เอ็นและโครงสร้างรอบข้อยังแข็งแรงแค่ไหน และอาการกระทบชีวิตมากน้อยเพียงใด เพราะเป้าหมายคือเลือกแนวทางที่เหมาะกับข้อเข่าและการใช้ชีวิตของแต่ละคนมากที่สุด









