Posted on Leave a comment

Chan & Yupa Tearoom ร้านอาหารบรรยากาศสโลว์ไลฟ์กลางใจเมือง

NuaNia ได้รับเชิญให้ไปชิมอาหารที่ร้าน Chan & Yupa Tearoom หรืออ่านเป็นภาษาไทยว่า ฉันท์ & ยุพา ทีรูม ที่เป็นร้านอาหารหรือร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ในกลางเมือง ที่มีบรรยากาศสบายๆ ชิวๆ แบบสโลว์ไลฟ์ ราวกับว่าเรานั่งอยู่ในสวนอังกฤษสุดสงบร่มรื่นและกำลังนั่งพักผ่อนจิบน้ำชาอยู่เลยล่ะ ซึ่งร้านนี้อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าอโศกและนานามากด้วย โดยอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าเพียงประมาณ 300 เมตรเท่านั้น

ก่อนจะไปดูรีวิวร้านอาหาร ขอบอกวิธีการเดินทางไปร้านฉันท์ & ยุพา ทีรูม (Chan & Yupa Tearoom) ก่อนละกัน ซึ่งการเดินทางนั้นไม่ยากครับ โดยตัวเราเองเดินทางโดยรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีนานา จากนั้นออกที่ทางออก 4 แล้วเดินย้อนมานิดนึงจะเจอซอย สุขุมวิท 10

ถึงซอยแล้วก็จัดการเดินเข้าซอยมาเลย ตอนแรกก็คิดว่าร้านจะอยู่ลึก แต่ที่ไหนได้เดินยังไม่ทันรู้สึกอะไร หันมาอีกที อ้าวถึงร้านแล้วเรอะเนี่ย

หน้าร้านฉันท์ & ยุพา ทีรูม จะมีป้ายเล็กๆ อยู่หน้าร้านพร้อมโลโก้ร้านแบบในรูปเลยจ้าทางเดินเข้าเสมือนเรากลับมาบ้านเรายังไงยังงั้นล่ะ แต่จริงๆ จะเรียกว่าที่นี่เป็นบ้านก็ได้เพราะเป็นร้านอาหารที่เป็นรูปแบบบ้านสไตล์ผู้ดีอังกฤษจริงๆ

สำหรับใครที่ขับรถมาก็ไม่ต้องกังวลครับ เพราะในร้านจะมีที่จอดรถรองรับอยู่ด้วย มองดูแล้วจอดได้ราว 3-4 คัน ทั้งนี้ตัวร้านมีการตกแต่งรอบๆ ด้วยสวนเล็กๆ รอบบ้าน สามารถเดินมาถ่ายรูปหรือนั่งพักผ่อนหย่อนใจกันได้ (ถ้าไม่คิดว่าแดดมันร้อน)

ตัวร้านฉันท์ & ยุพาจริงๆ แล้วก็คือตัวบ้านเดี่ยว 2 ชั้นสีขาว แต่ชั้นล่างทำเป็นร้านนั่งสบายๆ โดยออกแบบร้านให้เป็นกระจกทั่วร้านเพื่อจะได้มองเห็นสวนรอบนอก ก็จะได้สัมผัสบรรยาอากศเสมือนนั่งในสวนเลย ซึ่งเราเองไปนั่งก็รู้สึกสงบเหมือนพักอยู่บ้านจริงๆ

การตกแต่งที่นั่งภายในร้านเป็นสไตล์น่ารักๆ สบายๆ มองแล้วสบายตา สะอาดตาไปหมด ทั้งโต๊ะที่มีผ้าปูสีขาวและที่นั่งเก้าอี้หวายพร้อมหมอนรองนั่งและรองหลัง เพื่อจะได้นั่งได้อย่างผ่อนคลาย ส่วนของตกแต่งอื่นๆ ในร้านก็จะมีดอกไม้ และรูปปั้นต่างๆ เล็กน้อย

ที่หน้าแคชเชียร์ จะมีเบเกอรี่ จัดโชว์เอาไว้ให้เห็นกันเลยว่ามีอะไรให้เลือกบ้าง เสมือนกับร้านกาแฟ และจะมีซองชาต่างๆ ให้เลือกอยู่หลายแบบทีเดียว

อ๊ะๆ ทางร้านมี Wi-Fi ไว้สำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการด้วยล่ะ ฮี่ๆ เอาคอมมานั่งทำงานสบายเลยล่ะงานนี้ และในป้ายที่บอก User/Password Wi-Fi ยังบอกถึงช่องทางติดตามของร้านฉันท์และยุพากันด้วยนะครับ ทั้งทาง Facebook, Twitter และ Instagram

ดูบรรยากาศร้านมาพอสมควรแล้ว ก็มาสู่จานหลักของเรากันดีกว่า โดยเริ่มต้นชิมกันจากเครื่องดื่มสูตรเฉพาะของทางร้านกับ “เครื่องดื่มกาแฟยุพาสไตล์” ที่เสิร์ฟกาแฟแช่แข็งมาในขวดโหล พร้อมนมและน้ำเชื่อมให้ปรุงเอาเองตามชอบ จะจัดแบบเข้มหรืออ่อนก็ตามใจเลย มีไม้พายอันเล็กๆ เอาไว้คนให้กาแฟเข้ากันกับนมและน้ำเชื่อม ส่วนรสชาติผมว่าก็เหมือนกินลาเต้เย็นล่ะครับ แต่รสกาแฟจะจัดกว่า ค่าตัวของกาแฟชุดนี้อยู่ที่ 150 บาท

เครื่องดื่มน้ำไปที่เรียบร้อย ก็มาต่อกันที่อาหารจานหลักกันบ้าง อ๊ะไม่ดิ อันนี้ต้องเรียกว่าอาหารเรียกน้ำย่อยตะหาก ซึ่งชื่อเมนูมันก็คือ แถ่นแทนแท๊น “ซีซาร์สลัด” นั่นเอง ที่ร้านคัดผักมาอย่างดีนะ เห็นผักสวยมากและเนียนมาก กัดเข้าไปทีนี่กรุบกรอบกันเลยทีเดียว ส่วนน้ำสลัดก็ไม่หวานมาก เรียกว่ากลางๆ ไม่จืดเกินไป ค่าตัวจานนี้อยู่ที่ 200 บาท

ยังๆ เรายังเรียกน้ำย่อยกันไม่พอ มาต่อสลัดกันอีกจานกับเมนูที่มีชื่อว่า “สลัดอิบีโก๊ะ” ชื่อก็บ่งบอกถึงความเป็นญี่ปุ่นละ ฉะนั้นสลัดจานนี้จึงเสิร์ฟมาพร้อมกับซูชิ 3 ชิ้น และผักเขียวใบใหญ่ๆ ราดด้วยซอสที่ดูน่าจะเปรี้ยวปาก แต่รสชาติก็ไม่เปรี้ยวอย่างที่คิด ยังคงออกกลางๆ ตามบรรยากาศร้านเช่นเคย จานนี้ค่าตัวอยู่ที่ 270 บาท

เอาล่ะ เข้าสู่จานหลักได้ซักทีหลังจากวอร์มกันด้วยสลัดไป 2 จานติดๆ ซึ่งอันนี้ทุกคนคงรู้จักกันดีว่ามันคือ “พิซซ่าฮาวานเอี้ยน” แต่เป็นพิซซ่าแป้งบางนะ จะเรียกว่าบางเฉยๆ ก็คงไม่ได้ต้องบอกว่า บางมากกกกกก จะบางไปไหน ชีสก็น้อย ฉะนั้นใครที่ชินกับพิซซ่าหนานุ่มชีสเยอะๆ มาเจออันนี้ไปคงช็อคกันไปข้างล่ะ ลองกินดูก็….กรอบ กรอบมาก แต่ไม่เลี่ยนเลยก็คงเพราะว่าไม่ค่อยมีชีสนี่ล่ะ พิซซ่าทั้งถาดราคา 290 บาท

จานต่อมาดูคลีนๆ เนอะ เหมือนเป็นเบอร์เกอร์ที่ทำมาจากผักเลย ขนมปังเขียวเชียว ซึ่งชื่อเมนูก็คือ “ฮักเบอร์เกอร์เขียว” โดยมีความเชื่อว่าหลังจากทานเบอร์เกอร์นี้เสร็จเราจะกลายร่างเป็น The Hulk (หรอ?) จริงๆ แล้วคือเบอร์เกอร์ไส้แซลมอลชุบเกล็ดขนมปังทอด พร้อมมายองเนส (รึเปล่า) ตัวขนมปังเนื้อแน่น แต่ไม่ได้มีรสชาติเหมือนผักตามสีนะ ฮ่าๆ ส่วนแซลมอลก็จืดๆ แต่ได้รสของมายองเนสมาช่วยให้หวานขึ้นหน่อย เสิร์ฟคู่กับเฟร้ชด์ฟรายด์ ชุดนี้ราคา 290 บาท

สำหรับคนชอบเส้นก็มีเมนูให้เช่นกัน ซึ่งได้ไปลองกินสปาเกตตีผัดอะไรไม่รู้อะ ฮ่าๆ เสมือนผัดขี้เมาไส้กรอก แต่ก็ไม่เผ็ดเลย แต่เส้นนุ่มใช้ได้ ส่วนไส้กรอกเนื้อแน่น รสชาติดี

และเมนูสุดท้ายคือทีเด็ด เด็ดสุด สุดติ่ง ซึ่งมันเหมาะกับบรรยากาศของร้านฉันท์ & ยุพา ทีรูม มากๆ ซึ่งก็คือ “ชุดชาสำหรับ 2 ท่าน” เดี๋ยวนะ สำหรับ 2 ท่านจริงๆ นี่หมายถึงชาใช่มั้ย ไม่ใช่ขนมทั้งหมดเพราะว่ามันเยอะมากเลยล่ะถ้าหากจะมากินกันหมด 2 คนจริงๆ เพราะมีขนมตั้ง 3 ชั้น ประกอบไปด้วย เค้กนานาชนิด, สโคน, พายต่างๆ และอาหารเล็กๆ แบบค็อกเทล ซึ่งเสิร์ฟพร้อมชาร้อนๆ เอาไว้จิบผ่อนคลายสบายๆ

โดยตัวชานั้นเค้าจะมีให้เราเลือกล่ะว่าจะเอาชาแบบไหน วันที่เราไปลองชิมก็เลือกชาแบบ Earl Grey Lavender ได้รสชาติที่หอมหวานละมุนของกลิ่นดอกไม้มาเลย จิบไปนั่งไปสบายๆ นี่รู้สึกผ่อนคลายใช้ได้ แต่จะจิบแต่ชาก็ไม่ได้ เราก็ต้องกินขนมในชั้นต่างๆ ไปด้วย ซึ่งขนมของร้านนี้ถือว่าอร่อย รสชาติดี ยกตัวอย่างเช่น มาการอง ที่กัดแล้วแป้งมันต้องแตก รสชาติไส้มันต้องออกมา ร้านนี้ทำได้แบบนั้นเลย เทียบกับราคา 40 บาทต่อชิ้นก็คงไม่แพงนัก หรือจะเป็นสโคนก็ทำแป้งได้นุ่มกำลังดี (แต่หลายคนไม่เคยกินสโคนอาจไม่ชอบก็ได้เพราะมันจะสากๆ นิดนึง) ทาแยมสตรอเบอรี่หน่อย อร่อยเหาะ แต่ชุดนี้ค่าตัวค่อนข้างโหดอยู่ โดยมีราคาที่ 790 บาท

ทิ้งท้ายกันหน่อย: ร้านฉันท์ & ยุพา ทีรูม ( Chan & Yupa Tearoom ) เหมาะสำหรับการไปนั่งพักผ่อนหย่อนคลาย จิบน้ำชายามบ่าย ทานขนม กับบรรยากาศสบายๆ ราวกับพักอยู่บ้าน เพื่อที่เราจะหนีออกมาจากความวุ่นวายของชีวิตคนเมือง โดยที่ตัวร้านเองตั้งอยู่ในตัวเมือง ทำให้การเดินทางมาที่ร้านนั้นไม่ยากนัก เพราะถึงแม้จะไม่มีรถก็สามารถเดินเข้ามาได้ ไม่ไกลเลย แต่ในเรื่องของการมากินอาหารจริงจังนี่จะขอแนะนำให้กับคนที่ไม่ชอบกินรสจัด แต่ชอบรสกลางๆ เบาๆ เสียมากกว่า ถ้าคนชอบรสจัดจะมาจัดหนักอาหารที่ร้านนี้ก็คงไม่ถูกใจกันเท่าไหร่นัก

Posted on Leave a comment

รีวิว i-mobile IQ Z Pro รองรับการดูทีวี มีดีที่กล้องคู่

นึกย้อนไปหามือถือที่ใช้กล้องคู่และเป็นที่รู้จักคงเป็น HTC One M8 ต่อมาก็เป็นกลุ่มแบรนด์จีนที่เริ่มลองรุกตลาดนี้ แต่คาดไม่ถึงว่าแบรนด์ไทยอย่าง i-mobile IQ Z Pro ก็หันมาทำรุ่นกล้องคู่ด้วย

สเป็กของ i-mobile IQ Z Pro

  • ซีพียู Snapdragon 615
  • แรม 3 GB
  • หน่วยความจำภายใน 32 GB
  • หน้าจอ 5.5 นิ้ว Full HD, Amoled
  • กล้องหลัง แบบกล้องคู่ 13 และ 2 ล้านพิกเซล
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลช
  • แบตเตอรี่ 3500 mAh

i-mobile IQ Z Pro เปิดตัวด้วยราคา 11,900 บาท ที่เมื่อเทียบกับรูปร่างหน้าตาแล้วก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม การออกแบบตัวเครื่องถ้ามองผ่านๆ ก็เหมือน iPhone มากๆ วัสดุก็ตามมาตรฐานทั่วไปของมือถือยุคนี้

อีกส่วนที่ชอบก็คือตัวเครื่องมีน้ำหนักค่อนข้างเบา และให้ความรู้สึกในการหยิบจับที่ค่อนข้างดี ส่วนการจัดเรียงปุ่มปรับเสียงและพาวเวอร์ไว้ด้านขวาทั้งหมด เป็นอะไรที่ผมชอบมาก เพราะสามารถวางตัวเครื่องตั้งกับพื้นเพื่อถ่ายรูปได้โดยไม่โดนปุ่ม และความสวยงามอีกอย่างก็คือไฟ LED แจ้งเตือนถูกฝั่งอยู่ใต้ปุ่มพาวเวอร์

ฝาหลังเงาพอที่จะสะท้อนใบหน้าได้แต่ก็ไม่เงาเป็นกระจกเหมือน Xperia Z5 Premium และที่สำคัญคือเป็นรอยนิ้วมือค่อนข้างง่ายครับ และตามสไตล์ของ i-mobile ก็คือทุกอย่างต้องพร้อมใช้ ดังนั้นในกล่องก็จะมีฟิล์ม เคส รวมถึงสายต่อขยายสำหรับดูทีวีด้วย

ความเตรียมพร้อมสำหรับมือใหม่นี่แหละที่ทำให้ software มีพวกแอพที่ไม่จำเป็นติดมาด้วย หรือที่เมืองนอกเค้าเรียกว่า bloatware ซึ่งมันใช้จริงไม่ค่อยได้ ส่วนใหญ่ก็ลบทิ้ง

ด้านของ UI/UX ยังคงเหมือน i-mobile รุ่นอื่นๆ คือผสมผสานระหว่าง rom หลายๆ แบบ โดยใช้หน้าจอ setting คล้ายกับ Meizu และใช้ icon แบบ Android เดิมๆ แต่ที่แปลกหน่อยก็คือ 3 ปุ่มล่างที่อยู่บนหน้าจอ แต่เรียงจาก recent apps, home, back ซึ่งมันสลับด้านกับมาตรฐาน Android ที่ใช้บน Nexus

แต่ที่ทำเอาผมปลื้มก็เพราะเราสามารถสลับการจัดเรียง 3 ปุ่มนี้ให้เป็นแบบมาตรฐานได้ด้วยการเข้าไปที่ Accessibility > Navigation Bar และ  i-mobile IQ Z Pro เป็น Android 5.1.1 ซึ่งเปิดมาวันแรกก็มีแจ้งเตือนให้อัพเดททันที

ในส่วนของ recent apps มีการปรับแต่งเล็กน้อยด้วยการเพิ่มปุ่ม clear all เพื่อความสบายใจของคนที่ชอบนั่งปิดแอพ

เรื่องที่หลายคนเป็นห่วงก็คือ software ว่าจะมีปัญหารึเปล่า ซึ่งจากการทดสอบใช้งานทั่วไป ก็ยังไม่เจอปัญหาร้ายแรงอะไร จะมีก็แค่การกดเมนูย้ำๆ ในหน้า setting แล้วมันแสดงผลผิดเพี้ยน

ส่วนเรื่องของความเร็วและความร้อน ก็ทดสอบด้วยเกมแพะบ้า Goat Simulator MMO ด้วยการเล่นต่อเนื่องราวๆ 20 นาที ก็ไม่พบอาการกระตุกใดๆ ส่วนของบริเวณกล้องก็อุ่นขึ้นมาเล็กน้อย …เล็กน้อยจริงๆ เมื่อเทียบกับมือถือเรือธงปี 2015

มาถึงเรื่องของกล้องที่มีจุดเด่นเรื่องกล้องคู่ ก็ทำยังไม่น่าประทับใจเท่าที่ควร หรืออาจต้องบอกว่าผมตั้งความหวังไว้สูงเกินไป เนื่องจากเคยใช้ HTC One M8 มาก่อน แต่ถ้าเทียบกับมือถือที่ราคาใกล้เคียงกันก็ถือว่าไม่แย่อะไร

ที่บอกว่าผิดหวังก็คือการจัดการกับ noise ในที่แสงน้อยยังทำได้ไม่ดีเท่าไร และตัวกล้องคู่ไม่ได้ทำงานตลอดเวลาเหมือน HTC One M8 แต่ต้องเลือกโหมดกล้องคู่ ซึ่งในโหมดกล้องคู่จะไม่สามารถใช้งานร่วมกับลูกเล่นอื่นๆ ของกล้องได้เลย

ซึ่งข้อดีของกล้องคู่บน i-mobile IQ Z Pro คือสามารถทำ effect หน้าชัด-หลังเบลอได้ง่าย ด้วยการกดถ่ายแช๊ะ! ตามปรกติ ไม่ต้องกะระยะเหมือน Samsung ไม่ต้องเลื่อนมือถือขึ้นลงเหมือน Google Camera เพราะแค่ถ่ายตามปรกติแล้วก็ไปกด edit หลังจากนั้นก็จะสามารถปรับเลือกจุดที่ต้องการโฟกัส และปรับระดับความเบลอได้

ส่วนกล้องโหมดปรกติก็มีสิ่งที่ i-mobile นำเสนอมาอย่างต่อเนื่องคือ IQ Camera ก็คือโหมดซูมแล้วภาพไม่แตก กับ Chroma Flash ที่ยิงแฟลชแล้วสว่างทั้งภาพ ไม่เหมือนมือถือทั่วไปที่ยิงแฟลชแล้วฉากหลังจะมืด …หลักการมันควรจะเป็นเช่นนั้น แต่สำหรับรุ่นนี้ Chroma Flash แทบไม่ต่างจากการยิงแฟลชปรกติเลยครับท่าน

กล้องหน้านี่คงต้องบอกว่าไม่เหมาะสำหรับคนที่ชอบ selfie ด้วยหลายประเด็น …อย่างแรกเลยคือกล้องมันดูดแสงได้น้อยมาก ภาพค่อนข้างมืด แต่ยังดีที่มีแฟลชกล้องหน้าให้ใช้ ต่อมาก็คือมันยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ บางครั้งก็สว่าง บางครั้งก็ได้ผิวสีอมชมพู แต่ที่แน่ๆ คือมันเป็นกล้องหน้าสไตล์ฝรั่ง คือมันชัดและไม่บิ้วตี้ ดังนั้นริ้วรอยมาครบครับ

i-mobile IQ Z Pro เป็นอีกรุ่นที่มีดีพอที่จะซื้อมาใช้ แต่ก็ไม่ถึงกับโดดเด่นเป็นพิเศษ แม้ว่าจะมีกล้องคู่ แต่ก็ไม่ได้ทำงานตลอดเวลา หรือถ้าเปิดโหมดกล้องคู่ตลอดเวลาก็จะใช้งานลูกเล่นบางอันไม่ได้ แต่ผมก็ยังชอบเพราะความเป็นกล้องคู่ที่เอามา re-focus ได้ง่าย และส่วนที่ผมชอบเป็นพิเศษสำหรับรุ่นนี้ก็คงเป็นเรื่องของการออกแบบตัวเครื่อง แม้ว่าจะไปละม้ายคล้ายค่ายอื่น แต่ก็มีงานประกอบที่ดูดี ให้สัมผัสการถือที่รู้สึกสบายมือ

Posted on Leave a comment

รีวิว Meizu M2 มือถือราคาต่ำกว่า 5 พัน แต่มีดีกว่าที่คิด

ตอนได้ยินชื่อ ยี่ห้อ Meizu ใหม่ๆ สงสัยว่า “แล้วมันอ่านออกเสียงว่ายังไงอ่ะ?”

วันนี้ มารีวิว Meizu M2 เลยต้องไปหาข้อมูลสักหน่อย
แล้วไปเห็นว่า ที่เว็บ MEIZU Thailand Official
เขาใช้คำว่า “เหม่ย-ซู” 
ก่อนจะได้สัมผัส Meizu M2 ตัวเป็นๆ ก็ไปเห็นราคาที่ Lazada Meizu Exclusive

โอ้วโห้ว ราคาเบาชะมัด  4,990 บาท ถูกจุง
มาดูสิว่าตัวจริงจะเป็นยังไงกัน
 
สัมผัสแรกที่รู้สึกเลย คือ  น้ำหนัก เบาจุง
ส่งให้เพื่อนที่นั่งข้างๆ ลองถือดู เพื่อนก็พูดเลยว่า “เฮ้ย เบาอ่ะ”
น้ำหนัก จาก สเป็กของ Meizu M2 คือ 131 กรัม
(ข้ามไปอ่าน สเป็ก ได้ที่ด้านล่างบทความนะคะ)

ถัดมาเรื่องดีไซน์ มันเรียบง่าย ดูดีเลยอ่ะ ประกอบเครื่องมาเนียนกริ้บ~
มาด้วย หน้าจอ ขนาด 5 นิ้ว ถือเหมาะมือดีนะดูจากรูปข้างบนได้ ว่า มันกำลังดี
ส่วนฝาหลัง ปาล์มจะเรียก ว่า “มัน-ด้าน” 
เพราะว่า เวลาโดนแสงมันก็จะดูมันๆมีเงานะ
แต่พอจับๆถูๆมันก็รู้สึกด้านๆอยู่เหมือนกัน
เวลาถือตัวเครื่อง ก็มีลื่นนิดๆ แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่ลื่นหลุดมือง่ายเกินไป

ขอเกริ่นก่อนว่า ปาล์มทำคลิปรีวิว  Meizu M2​ ไว้
ข้างในจะมี รายละเอียดว่า ภายในกล่องMeizu M2 มีอะไรมาให้บ้าง , 
สเป็กเบื้องต้น , การใช้งานปุ่ม Home/Back , features และการตั้งค่าเบื้องต้น ที่น่าสนใจ , 
ลองโหมดกล้องที่น่าสนใจ , การเล่นวิดีโอมีจุดเด่นยังไงถ้าทราบรายละเอียดข้างต้นทั้งหมด ลองเข้าไปคลิปข้างล่างเลยค่ะ

บอกตามตรงว่าปาล์มเป็นมือใหม่ กับ Meizu มากๆ ดังนั้นจะไม่รู้เลยว่า
Meizu เขามี OS ครอบบน Andriod OS อีกที ชื่อว่า Flyme OS
(อยากรู้ว่าFlyme OS คืออะไร ไปที่นี่เลยจ้า)
Meizu M2 ระบบปฏิบัติการหลักคือ Android 5.1  Lollipop ที่มากับ Flyme 4.5.3I

หลังจากลองเล่นมาสักพัก สิ่งที่ชอบสุดๆ ก็คือ Video Player
ที่สามารถเปิดดูไป ระหว่างที่ เปิดใช้ App อื่นไปด้วย
โดยการกดไอคอนในกรอบสีส้ม ในรูปข้างล่าง
ปาล์มไม่เคยคิดเลยว่ามือถือราคาแบบนี้จะมี feature นี้ด้วย

หน้าต่างวิดีโอสามารถ เลื่อนซ่อน ได้แบบที่เห็นในรูปข้างล่างด้านขวามือ

ถัดมาเรามาดู เรื่องกล้องกัน
กล้องหลัง 13ล้านพิกเซล f/2.2 , Auto focus, LED Flash
กล้องหน้า: 5ล้านพิกเซล f/2.0
(รายละเอียดการใช้งานกล้อง เข้าไปดูได้ที่คลิปรีวิวนะคะ)

Meizu M2 มีลูกเล่นกล้องมาให้เล่นเยอะเลย
ที่ชอบเป็นพิเศษ คือ Metering separation

ที่คุณสามารถเลือก ได้ว่า
จะโฟกัสตรงจุดไหน (สี่เหลี่ยมสีเขียว) และ จะวัดแสงจากจุดไหน(วงกลมสีขาว)
อย่างภาพข้างล่าง ปาล์มเลือกวัดแสงที่ พื้นสีดำ ทำให้ปรับภาพให้สว่างขึ้น
แต่ตัวจุดโฟกัสภาพ ยังอยู่ที่เดิม
มาพูดถึงโหมด HDR ใช้เวลาไม่นานในการถ่าย
คุณภาพ ของภาพถือว่าโอเค

ตัวอย่างภาพ โหมด HDR

กล้องหน้า เลือกได้ว่าจะ ถ่ายตัวอักษร ไม่กลับด้าน หรือ กลับด้าน
โดย ค่าเริ่มต้นจะเป็นแบบ ตัวอักษรไม่กลับด้าน
(ดูตัวอักษร “LUMIX” ในรูป)

ตัวอย่างภาพถ่ายอื่นๆ

สเปค Meizu M2

  • Android 5.1 Lollipop กับ Flyme 4.5.3I
  • หน้าจอ: IPS LCD 5นิ้ว ความละเอียด 1280 x 720 Pixels
  • CPU: MediaTek MT6735 Quad-core 1.3GHZ 64-bit
  • GPU: Mali T720
  • RAM: 2GB
  • หน่วยความจำภายใน: 16GB รองรับ(เหลือให้ใช้ประมาณ 10 GB) microSD สูงสุด 128GB
  • กล้องหลัง: 13ล้านพิกเซล f/2.2 , Auto focus, LED Flash
  • กล้องหน้า: 5ล้านพิกเซล f/2.0
  • การเชื่อมต่อ: Wi-Fi 802.11 a/b/g/n, Bluetooth 4.0 (รองรับ BLE),
  • รองรับ 2G, 3G, 4G LTE
  • รองรับ 2 Nano-SIM (SIM 2 แชร์ช่องกับ microSD)
  • แบตเตอรี่: 2,500mAh
  • สัดส่วน: 140.1 x 68.9 x 8.7 มิลลิเมตร, น้ำหนัก: 131 กรัม
Posted on Leave a comment

แนะนำ Chassis ของรถ Mini4wd

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกคน เนื่องจากกระแสของรถ Mini4wd หรือรถที่เรียกกันติดปากว่ารถแดช นั้นร้อนแรงเหลือเกินในช่วงนี้ วันนี้ผมจะมาแนะนำเกี่ยวกับเรื่องของ Chassis ผมจะขอเรียกง่ายๆว่า “โครง” นะครับ เนื่องจากหลายคนที่กลับมาเล่น และคนที่พึ่งเริ่มเล่น จะมีอาการงงเกี่ยวกับเรื่องนี้พอสมควร แต่ไม่แปลกครับ มันก็ผ่านมา 10 กว่าปีแล้ว ทั้งโครง ทั้งอะไหล่ใหม่ๆ ก็พัฒนาตามกาลเวลา ผมจะอธิบายลักษณะ รวมไปถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละโครง เพื่อให้ชาว Racer ทั้งหลายเลือกโครงได้ตรงกับความชอบของตนเอง

Tamiya นั้นได้ผลิตรถ Mini4wd มามากมายหลายแบบ แต่โครงที่ใช้ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีทั้งหมด 18 โครงด้วยกัน เริ่มด้วยโครง Type มีทั้งหมด 6 โครงคือ Type 1,2,3,4,5 และ 0 ผมขอเรียกว่า “The legend”

โครงประเภทนี้อยู่ในการ์ตูนเรื่อง “dash yonkuro” ชื่อไทยคือ “แดชจิ๋วจอมซิ่ง” เป็นโครงที่วางมอเตอร์ด้านหลัง โดยโครงตัวนี้นั้นไม่นิยมเอามาเล่นกันแล้ว ส่วนใหญ่จะเก็บสะสมกันมากกว่า เพราะตัวโครงนั้นไม่ค่อยรองรับอะไหล่ในปัจจุบัน และอัตราทดของเกียร์ที่ให้มาคือ 11.2:1 โอโห! เกียร์สูงมาก เท่ากับว่ามอเตอร์ต้องหมุนถึง 11 รอบล้อถึงจะหมุน 1 รอบ ทำให้รถนั้นวิ่งได้เชื่องช้าเหลือเกิน แต่ถ้าทางชันนี่ขอให้บอกมา แชมป์แน่นนอน 🙂

มาต่อกันกับโครงประเภทถัดไป เรียกได้ว่าเป็นโครงพ่อลูกกันก็ว่าได้ นั่นคือ โครง Super 1 และ Super 2 มากับฉายา “เก๋าตั้งแต่รุ่นพ่อ”

มาพูดถึงโครง Super 1 กันก่อน โครงนี้วางมอเตอร์ด้านหลัง มาจากการ์ตูนเรื่อง Let’s & Go ภาค GJC (Great Japan Cup) ชื่อไทย “นักซิ่งสายฟ้า”โครงนี้เคยได้รับความนิยมสูงมากในอดีต ด้วยน้ำหนักที่เบาทำให้ทำความเร็วได้ดี และมีความคล่องตัวสูง แต่โครงนี้ก็มีข้อเสียเช่นกัน

ปัญหายอดฮิตของโครงเก่าๆ คือ ไม่ค่อยรองรับอะไหล่ในปัจจุบัน และข้อเสียที่ค่อนข้างรุนแรงของโครงนี้ คือ เป็นโครงที่บอบบางเหลือเกิน ชนนิดชนหน่อย ต้องมีแตกมีหักให้เห็น แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาในสมัยนั้น เพราะสนามในยุคนั้น จะเป็นสนามที่เน้นความเร็วเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งต่างจากสนามสมัยนี้ ที่มีเนินกระโดดค่อนข้างเยอะ จึงต้องมีความแข็งแรงของตัวรถเข้ามาเกี่ยวข้อง Super 1 จึงได้รับความนิยมน้อยลง แต่… Tamiya เอาใจขาโจ๋ด้วยการปล่อยโครง “Super 2” ออกมา โครงตัวนี้เหมือนเป็นร่างโคลนนิ่งของ Super 1 โดยยังคงเอกลักษณ์ต่างๆ ทั้งรูปร่าง และความสามารถ ให้เหมือนเดิมมากที่สุด และได้แก้ไขจุดอ่อน โดยออกแบบโครงให้มีความแข็งแรงขึ้น วัสดุที่ใช้ทำโครง มีต้องแต่ ABS จนถึง Carbon และเพิ่มจุดยึดต่างๆ เพื่อให้สามารถรองรับอะไหล่ในปัจจุบันได้ โดยรถที่เคยอยู่ในโครง Super 1 บางส่วนถูกนำมา reproduction มาเป็น Super 2 แต่ยังไม่ทั้งหมด อ้อ..เกื่อบลืม บอดี้ของ Super 1 สามารถใส่กับ Super 2 ได้นะจ๊ะ..

ไปกันต่ออย่าได้หยุดพัก ตระกูลต่อมาคือ โครง Super TZ และ Super TZX เรียกข้าว่า”สิงห์ทางตรง”

ทั้งคู่เป็นโครงที่วางมอเตอร์ข้างหลัง จัดเป็นโครงที่แข็งแรง มีความโดดเด่นในทางตรง ด้วยช่วงรถที่ยาวจึงทำให้เพิ่มการยึดได้ดี การโมดิฟายยากพอสมควร แต่ถ้าทำได้ก็เป็นอีกหนึ่งโครงที่ซิ่งเลยแหละ ดูตามรูปแล้วจะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาจะคล้ายกันมาก แต่มีข้อแตกต่างกันอยู่ 2 จุดใหญ่ๆคือ

  1. รูน็อตข้างหน้า TZ จะมี 4 ตัว แต่ TZX จะมี 6 ตัว ซึ่งทำให้การใส่กันชนนั้นง่าย และแข็งแรงขึ้น
  2. ก้ามปูหลัง TZ จะยึดน็อตได้เพียงตัวเดียว แต่ TZX นั้นยึดน็อตได้สองตัว ซึ่งการนำมาแต่งจะง่ายและแข็งแรงกว่า TZ เพราะกันชน FRP จะใช้การยึดน็อตเป็นส่วนใหญ่ นอกนั้นจะเหมือนกัน สามารถนำมาใช้ร่วมกันได้

ขอมอบฉายานี้ให้กับโครงต่อไป “VS ซิ่งทะลุมิติ”

มาดูขาซิ่งอีกโครง โครง VS ถูกเป็นโครงที่ซิ่งที่สุด เพราะมีน้ำหนักเบา แต่ก็เป็นโครงที่ค่อนข้างบางและหักได้ง่าย แต่ด้วยข้อดีที่คุ้มค่า จึงยังทำให้ VS ยังเป็นโครงที่นิยมมากในปัจจุบัน

มาถึงพี่บิ๊กของเรากันบ้าง superx และ super xx “ใหญ่กว่าพี่ไม่มีอีกแล้ว”

ทั้งคู่เป็นโครงมีความโดดเด่นเรื่องความสมดุล เพราะฐานล้อที่กว้าง และ ช่วงรถที่ยาว เรียกได้ว่าทั้งใหญ่ทั้งยาว จะไม่ให้สมดุลได้อย่างไร แต่เห็นอย่างงี้ก็มีข้อเสียนะ ด้วยความที่เป็นรถใหญ่ จึงมีน้ำหนักที่มากซึ่งมีผลต่อความเร็ว ไม่ว่าจะทางโค้งหรือทางตรง ก็จะช้ากว่าชาวบ้านเค้าเสมอ คนเซ็ตต้องปวดหัวกันหน่อยแล้วงานนี้

Aero Chassis หรือที่เรียกกันว่า โครงAR “เซ็ทง่ายแต่ร้ายลึก”

ถ้าพูดถึงการแข่งรุ่น Open box โครงนี้นิยมมากๆเลยทีเดียว และเมื่อเอาแต่งแล้วก็ยังคงวิ่งได้ดี แถมยังใส่ถ่าน และเปลี่ยนมอเตอร์ได้โดยไม่ต้องถอดบอดี้ เพราะที่ว่ามานั่นเปิดใต้ท้องรถก็จัดการได้เลยแต่อย่างที่บอกไว้ ในการวิ่งดีที่เหมือนจะไม่มีปัญหานั้นเป็นแค่เปลือกนอก เพราะโครงนี้มีปัญหาเรื่องเฟืองเกียร์ต่างๆ ซึ่งปัญหานั้นเกิดจากการออกแบบการวางตำแหน่งเฟืองต่างๆไว้ได้ไม่ดีนัก ถ้าผู้เล่นจัดวางเฟืองไม่ดีละก็ หืมมมม… รูดแน่นอน ร้ายลึกมั้ยล่าาา… เจ้าAR

ต่อไปเรามาดู 2 โครงนี้ที่ต้องบอกเลยว่า “เงียบๆ แต่ฟาดเรียบนะครับ”

MS และ MA ทั้งสองเป็นโครงที่วางมอเตอร์ตรงกลาง ลักษณะเด่นของทั้งคู่ ความเงียบ เนื่องจากมอเตอร์กลางจะเป็นมอเตอร์ 2หัว หัวนึงขับเคลื่อนล้อหน้า อีกหัวนึงขับเคลื่อนล้อหลัง จึงไม่ต้องผ่านการทำงานของเพลา ทำให้เสียงนั้นเงียบบบบบ…นุ่มมมม ! และด้วยความเป็นมอเตอร์กลางทำให้น้ำหนักกระจายได้ทั่วรถจึกทำให้เกิด Balance ที่ดี MS เป็นโครงขับกลางรุ่นแรก ข้อดีอย่างที่บอกไปข้างต้น ส่วนข้อเสียของ MS คือการ Maintenance ที่ยากลำบาก เนื่องจากในการแกะมอเตอร์นั้นต้องทำหลายขั้นตอน

ส่วน MA เป็นการผสมผสานระหว่าง MS และ AR ถูกออกแบบมาให้ Easy maintenance พูดง่ายๆก็คือ แก้ข้อเสีย แล้วนำข้อดีมาใช้ จึงกำเนิดเจ้า MA โครงนี้ขึ้นมา

2 โครงสุดท้ายนี้ต้องบอกเลยว่า “ลุงขอวิ่งด้วยนะหนูๆ”

FM และ Super FM เป็นโครงที่วางมอเตอร์ด้านหน้า FM เป็นโครงเก่าพอๆกับโครง Type ซึ่งเหมาะแก่การเก็บสะสม ส่วน Super FM นั้นอายุก็พอๆกับ Super1 ปัจจุบันยังมีคนนำมาเล่นอยู่ ยังพอมีให้เห็นตามรายการแข่งต่างๆ เหตุผลที่มันยังถูกนำมาเล่นนั้น เพราะว่า Tamiya ได้ผลิต Super FM Carbon ออกมา แม้จะไม่รองรับอะไหล่เท่าไหร่นัก ด้วยวัสดุที่ใช้ผลิตโครงนั้นช่างล่อตาล่อใจเหลือเกินผู้เล่นต่างๆจึงพยามดัดแปลงแก้ไขจุดอ่อนกันเพื่อให้คุณลุง Super FM สามารถเฉือดเฉือนกับโครงใหม่ๆ ได้

เป็นไงกันบ้างครับ เหล่า Racer ทั้งหลาย รู้ลักษณะของโครงต่างๆกันไปแล้ว นอกจากที่ว่ามานี้ ยังได้ยินข่าวมาว่า ในปี2016 Tamiya จะมีโครงใหม่มาให้เล่นกันอีกนะจ๊ะ จะเป็นโครงอะไร วางมอเตอร์ตรงไหนเดี๋ยวจะมารีวิวให้ดูกัน หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่าน บ๊าย..บายยย

รูปประกอบ: adriennieto

Posted on Leave a comment

รีวิว Aiko Premium Sushi Buffet บุฟเฟ่ซูชิที่ CDC

เมื่อวันส่งท้ายปีที่ผ่านมาโดนน้องพลอยสาวนักซิ่งลากไปร้าน Aiko Premium Sushi Buffet  ซึ่งเธอบอกว่าเคยไปลองแล้วโอเคและเป็นบุฟเฟ่ซะด้วย วันส่งท้ายปีมีสาวชวนไปหาอะไรกินด้วยแบบนี้ มีหรือที่ผมจะกล้าขัดศรัทธา ว่าแล้วก็เรียกแทกซี่มุ่งหน้าไป CDC ทันที แต่งานนี้เรียกว่ามารีวิวโดยไม่ได้ตั้งใจ เลยไม่ได้พกกล้องประจำตัวมาด้วย ก็เลยต้องใช้ Nexus 6P ถ่ายรูปมาประกอบรีวิวนี้

ร้าน Aiko Premium Sushi Buffet อยู่ที่ Crystal Design Center หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า CDC ตรงเลียบทางด่วนรามอินทรา ตัวร้านค่อนข้างเด่นหาได้ไม่ยากและมีทางเข้า 2 ทาง

ชุดบุฟเฟ่มีให้เลือก 3 ราคากับเวลา 2 ชั่วโมง และแน่นอนว่าผมก็ลองชุด Aiko A กับราคา 990++ ที่สั่งได้ทุกเมนูซึ่งมันก็หลากหลายมากๆ เช่น ชาบู, ทงคัตสึ, เทมปุระ, หมูผัดขิง, ซาบะย่างเกลือ, แซลมอนย่างซีอิ๋ว, สลัดเนื้อวากิว

ถ้าเป็นกลุ่มของซูชิกับซาซิมิก็อย่างเช่น ฮามาจิ, แซลมอน, กุ้งหวาน, ทูน่า, หอยปีกนก, หอยเชลล์, หอยนางรม, เนื้อวากิวย่างไฟ, ตับห่าน, ปลาไหล และอื่นๆ อีกมากมาย

แผ่นรายการเมนูที่มีหน้าตาเหมือนจะให้เขียนตัวเลขบริการตัวเอง แต่เอาเข้าจริงมีไว้ดูชื่อเมนูแล้วบอกพนักงานครับ การสั่งซูชิและซาซิมินับเป็นชิ้น และถ้ากินไม่หมดก็ปรับชิ้นละ 100 บาท

เมนูแรกที่ยกมาเสิร์ฟเป็นเนื้อวากิวย่างไฟ มีความนุ่มและหอม น้ำซอสที่ราดมาก็ไม่ชุ่มจนทำให้กลบจุดเด่นของเนื้อ รวมๆ แล้วเมนูนี้ผ่านครับ

ปลาฮามาจิ แซลม่อนและทูน่าที่สั่งมาลองก็จัดว่าดีกว่าร้าน Oishi, Fuji มากๆ ซึ่งสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้เข้าร้านอาหารญี่ปุ่นบ่อยๆ ก็คงจะฟิน แต่สำหรับคนที่บริโภคปลาเป็นอาหารหลัก และเคยลองมาเยอะๆ ก็ต้องบอกที่ Aiko Premium Sushi Buffet ทำออกมาได้ดีแต่ไม่ถึงกับฟินครับ ส่วนที่ผมชอบกลับเป็นกลุ่มของหอยมากกว่า อย่างหอยเชลล์ หอยนางรมและหอยปีกนก

ถัดมาก็เป็นของชอบน้องพลอยเราอย่างตับห่านหรือฟัวกรานั่นเอง เมนูนี้เมื่อเทียบกับร้านที่เป็นบุฟเฟ่ราคาใกล้เคียงกันที่เคยโดนน้องพลอยลากไปก่อนหน้านี้อย่าง Tenjo ก็ถือว่า Aiko ทำได้ดีกว่ามาก เพราะของ Tenjo ไม่ใช้ความนุ่มของตัวฟัวกราแต่อาศัยว่าสอดไส้แซลม่อนเข้าไปด้วย ต่างจากของ Aiko ที่มาเป็นฟัวกราจริงๆ

โดยรวมแล้วรสชาติก็โอเคแต่ค่อนข้างเลี่ยน กินได้ 3-4 ชิ้นก็เลี่ยนแล้ว ผมเลยต้องหยิบชาเขียวมาแก้เลี่ยน แต่ก็ถือว่าทำได้ดีในความเป็นบุฟเฟ่ เพราะถ้าจะไปเทียบฟัวกราดีๆ ที่ขายเป็นคำอย่างน้อยๆ ก็คำละ 250 บาทแล้วล่ะ ดังนั้นรสชาติ คุณภาพและราคาระดับนี้ผมถือว่าผ่านครับ แต่จะติก็ตรงข้าวนี่แหละ

ซูชิบางร้านสร้างความหงุดหงิดให้เราเพราะเอาตะเกียบคีบขึ้นมาแล้วข้าวแตก แต่ปัญหานี้จะไม่มีที่ Aiko เพราะเค้าอัดข้าวมาแน่นมาก… แน่นจนแข็งเกินไปเลยล่ะ ซึ่งผมก็เข้าใจดีว่าร้านบุฟเฟ่เค้าก็พยายามตัดกำลังด้วยการทำข้าวชิ้นใหญ่ๆ หรือทำให้เราอิ่มข้าว แต่นี่มันแน่นจนกลายเป็นแข็ง ทำให้อรรถรสโดยรวมแย่ลงไปด้วย

ครีบปลาตาเดียว หรือ เอ็นกาวะ เป็นอีกเมนูที่ไม่ค่อยมีตามร้านบุฟเฟ่ ก็ถือว่าทำได้กลางๆ ทั่วไป ไม่เด่นและไม่แย่ก็คือเรียกกลิ่นความหอมออกมายังไม่ดีเท่าไร ส่วนปลาไหลก็โอเค กินเรื่อยๆ ง่ายๆ ลื่นๆ

กลับมาที่ซาซิมิที่สร้างความหงุดหงิดให้ไม่น้อย เพราะเราต้องสั่งเป็นจำนวนชิ้น แต่ปัญหาก็คือแต่ละชิ้นมีขนาดต่างกันค่อนข้างมาก ตอนผมสั่งชุดแรกให้ขนาดมากลางๆ ไม่หนาไม่บาง แต่พอสั่งอีกรอบก็ได้ชิ้นที่ใหญ่และเล็กปนๆ กันไป ทำให้คาดเดาได้ยากว่าเราควรสั่งกี่ชิ้น

เรื่องการแบ่งจานเสิร์ฟก็ไม่ประทับใจเท่าไร เพราะการใส่หอยนางรมมาแบบนี้ทำให้น้ำไหลชุ่มไปทั่วจาน ไชเท้าและปลาก็ชุ่มฉ่ำกันอย่างทั่วถึง เรื่องของวาซาบิก็เป็นอีกส่วนที่สำคัญซึ่งร้านบุฟเฟ่มักไม่ให้ความสนใจ แต่สำหรับที่ Aiko ก็ให้วาซาบิที่มีรสชาติเผ็ด ไม่ได้เป็นแป้งๆ แบบบางที่ครับ

ครั้งนี้ผมไม่ได้เผื่อท้องไว้สำหรับชาบูก็เลยไม่ได้ลองเอง มีแต่น้องพลอยเราสั่งหมูคุโรบุตะมานิดหน่อย ดังนั้นส่วนนี้ไม่ขอออกความเห็นละกัน

ของหวานที่นี่เป็นไอติมนั่นแหละครับ เพียงแต่มาใน 2 รูปแบบคือ แบบแท่งกับแบบแซนวิช …ที่เห็นราคาบุฟเฟ่ 990++ ก็สรุปว่างานนี้ควักกระเป๋าจ่ายไปทั้งหมด 2,330 บาทสำหรับ  2 คน

ในภาพรวมแล้วผมพอใจกับคุณภาพอาหารเมื่อเทียบกับราคาของ Aiko Premium Sushi Buffet นะครับ รวมถึงการบริการของพนักงานที่น่ารักมากๆ ถ้าเทียบกับบุฟเฟ่ที่มีอาหารหลากหลายและราคาใกล้เคียงกันอย่าง Tenjo ก็ต้องบอกว่า Aiko น่าสนใจกว่ามาก แต่ส่วนที่ยังไม่ถูกใจก็คือข้าวที่อัดแน่นเกินไปและการเสิร์ฟแบบไม่แยกจาน รวมถึงฟัวกราที่ต้องสั่งเป็นชุด 5 คำ จะสั่งแยกเป็นคำไม่ได้

…ก็จัดว่าเป็นอีกร้านที่ไม่ได้ฟินเวอร์แต่น่าสนใจครับ ส่วนรูปข้างล่างไม่เกี่ยวแต่แถมให้ เพราะเป็นรูปน้องพลอยที่ทางร้าน Aiko Premium Sushi Buffet มากดไลค์ด้วยล่ะ :p

Posted on Leave a comment

รีวิว Fitness Tracker Nabu X by Razer

สวัสดีครับ กลับมาแล้วกับการรีวิว Gadget เด็ดๆ เหมือนเดิม วันนี้จะมารีวิว Fitness Tracker ที่ไม่ได้มาจากค่ายออกกำลังกาย แต่มาจากค่ายเกม อย่าง Razer ก็ลองมาดูกันว่า Nabu X ตัวนี้จะเจ๋งแค่ไหน

ก่อนที่จะพูดถึงตัว Nabu X ขอเกริ่นก่อนว่า Razer มาจากไหนแล้วเขาทำอะไร

Razar เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์เกมเมอร์ต่างๆ ตั้งแต่ เมาส์ คีย์บอร์ดรวมถึงโน้ตบุ๊คก็ยังมีขาย ซึ่งเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้เปิดตัว Razer Shop ในประเทศไทย ซึ่งทาง Razar ก็ได้มีการแจก หูฟัง Razer Kraken Mobile หรือสายรัดข้อมืออัจฉริยะ Nabu X ซึ่งผมก็ได้ Nabu X มาลองใช้งาน

ในกล่องจะมีเพียงแค่คู่มือ, Nabu X และสายชาร์จ แต่ไม่มี Adapterให้นะครับ ต้องชาร์จผ่านโน้ตบุ๊คหรือคอมแทนหรือถ้าจะเน้นสะดวกก็อาจเสียบร่วมกับ Adapter มือถือก็ได้ครับ

ตัวสายสามารถปรับระดับตามขนาดของข้อมือได้และมีตัวล็อก 2 จุดเพื่อให้การล็อกมีความแน่นหนามากขึ้น ในส่วนของไฟแจ้งสถานะมีทั้งหมด 3 สี แต่เดี๋ยวจะมาพูดถึงอีกทีครับ

Nabu X จะทำการนับก้าวที่เราเดินโดยจะใช้วิธี Sync กับสมาร์ทโฟนผ่าน Bluetooth LE (Bluetooth Low Energy) ซึ่งเป็นเป็น Bluetooth 4.0 ถัดมาก็เป็นเรื่องของแอพลิเคชันที่ใช้ร่วมกับ Nabu X ที่มีชื่อว่า Nabu สามารถดาวน์โหลดผ่านหน้า App Store (iOS) และ Google Play Store (Android)
Nabu จะเป็นการ Sync ข้อมูลต่างๆ ทั้งการนับก้าว นับแคลเลอรรี่ และยังสามารถตั้งเป้าหมายในการวิ่งในแต่ละวันได้อีกด้วย และข้อดีอีกอย่างของ Nabu X คือรองรับการแจ้งเตือนจากแอพต่างๆ และยังสามารถกำหนดการสีของไฟ LED ที่จะแจ้งเตือนได้ทั้งหมด 3 สีคือ แดง,เขียว, น้ำเงิน รวมถึงรูปแบบการสั่นต่างๆ ได้สูงสุด 5 รูปแบบ
อย่างในรูปผมตั้ง Facebook ว่าเป็นสีน้ำเงิน ไฟสามจุด สั่นแบบยาวสลับแบบสั้น เพื่อที่จะได้แยกออกว่าเป็นการแจ้งเตือนของแอพไหนนั่นเอง

ลืมบอกไปว่า Nabu X สามารถกันน้ำได้ลึก 1 เมตร ดังนั้นใส่อาบน้ำได้เลย ส่วนแบตเตอร์รี่อยู่ได้สูงสุด 7 วัน แต่ใช้จริงไม่เกิน 4 วันก็หมดแล้ว

สรุปโดยรวม ข้อดีของสายรัดข้อมืออัจฉริยะ Nabu X คือการตรวจนับก้าวค่อนข้างแม่นยำ การแจ้งเตือน แต่ข้อเสียก็คือต้อง sync แบบวันต่อวัน เพราะตัว Nabu X อีกอย่างคือเรื่องราคาที่ตั้งบนหน้าเว็บ Razer store จะอยู่ที่ 49.99 usd ซึ่งถ้าเทียบสเปกกับ Fitness Tracker ยี่ห้ออื่นๆ ถือว่า Nubu X แพงกว่าเล็กน้อยครับ
Posted on Leave a comment

รีวิว D-Link Power Line AV Wireless N150 ขยายสัญญาณเน็ตบ้านผ่านปลั๊กไฟที่ง่ายสุดๆ

เรารู้กันอยู่แล้วว่าถ้าสัญญาณเน็ต WiFi ที่บ้านมันไม่แรงพอ หรือไม่ครอบคลุมก็ต้องหาตัวขยายสัญญาณมาเพิ่ม และในช่วงปี 2015 ที่ผ่านมาก็ได้มีการลดรูป ลดความสามารถของอุปกรณ์พวกนี้เพื่อให้มีความสามารถเฉพาะทาง มือใหม่จะได้ไม่สับสนและตั้งชื่อเรียกอุปกรณ์พวกนี้ว่า Range Extender ซึ่งแม้มันจะง่ายขึ้นแต่ก็ยังไม่ง่ายที่สุด เพราะมันต้องตั้งค่าเชื่อมต่อ WiFi กับของเดิม แต่สิ่งที่ผมจะแนะนำครั้งนี้คือ D-Link Power Line AV Wireless N150 ซึ่งมันง่ายกว่านั้นครับ

D-Link Power Line AV Wireless N150 เป็นการขยายสัญญาณเน็ตไปได้ทั่วบ้านขอแค่เป็นสายไฟเส้นเดียวกัน ซึ่งก็ต้องบอกว่าบ้านส่วนใหญ่ก็มีสายไฟเพียงเส้นเดียวอยู่แล้วล่ะ และวิธีใช้ก็ง่ายแสนง่ายแค่เสียบด้านนึงเข้ากับสาย LAN ที่ต่อจาก Router ของเดิม และก็เอาอีกอันไปเสียบในจุดที่สัญญาณไปไม่ถึง …แค่นี้แหละ เสร็จแล้ว!

ที่จริงแค่เสียบปลั๊กตามที่บอกก็พร้อมต่อขยายให้ใช้ WiFi หรือ LAN ในจุดอับสัญญาณได้แล้ว แต่ถ้าต้องการตั้งค่ามากกว่านั้นก็ให้หยิบแผ่นการ์ดในกล่องออกมาดูครับ ในนั้นจะมีบอก id, password และ url ในการเข้าไปตั้งค่าเพิ่มเติม ซึ่งการตั้งค่าก็มี wizard ช่วยให้ตั้งค่าได้ง่ายไม่ต่างจากอุปกรณ์เน็ตเวิร์คตัวอื่นๆ เลย

ค่าดั้งเดิมที่ตั้งมาจากโรงงาน D-Link Power Line AV Wireless N150 จะปล่อยสัญญาณ WiFi ในชื่อ dlink-74C4 ซึ่งก็สามารถเข้าไปแก้ไขเปลี่ยนชื่อรวมถึง PassPhase หรือรหัสในการเชื่อมต่อ ส่วนการตั้งค่าอื่นผมคิดว่าไม่จำเป็นสำหรับมือใหม่ แค่เปลี่ยนชื่อสัญญาณ WiFi ก็น่าจะเพียงพอแล้วล่ะครับ

ที่จริงแล้วอุปกรณ์แนว Power Line มีมาสักราวๆ 2 ปีแล้วแต่ผมพึ่งมีโอกาสได้ใช้ และคิดว่ามันสะดวกกว่าที่คิดมากๆ มันง่ายในแบบที่ว่าไม่ต้องมีความรู้พื้นฐานก็สามารถขยายสัญญาณเองได้ เพราะแค่เสียบปลั๊กแล้วกดเชื่อมต่อ WiFi แค่นั้นเอง

และมันขยายได้มากกว่า 1 จุดด้วยครับ ก็แค่ซื้อตัว Power Line ตัวลูกๆ มาเพิ่ม ส่วนราคาชุดนี้ก็ราวๆ พันกว่าบาทครับ ถ้าสนใจลองสอบถามหน้าร้านอีกทีนะครับ

Posted on Leave a comment

รีวิว Filmakr แอพถ่ายวีดีโอแบบ All in One ทำได้ทุกสิ่งตั้งแต่ต้นจนจบอย่างมืออาชีพ

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนผมได้รับการติดต่อจากชาวต่างชาติเพราะรีวิว Beastgrip Pro ของผมไปเข้าตาเค้า เล่นเอาผมงงไปพักใหญ่ คุยไปคุยมาสรุปได้ว่าเค้าคือทีมพัฒนาแอพ Filmakr ซึ่งเป็นเพื่อนๆ กับ Beastgrip Pro และเค้าก็บอกว่าอยากให้ลองใช้แอพนี้ซึ่งผมคิดว่ามันมีดีพอที่จะนำมาบอกต่อครับ

Filmakr เป็นแอพแบบ universal ก็คือซื้อครั้งเดียวใช้ได้ทั้งบน iPhone และ iPad ซึ่งราคาปรกติอยูที่ 9.99 usd หรือราวๆ 360 บาท แต่ช่วงนี้เค้าลดราคาเหลือ 3.99 usd หรือราวๆ 140 บาทครับ

แต่ช้าก่อน Filmakr ในราคาปรกติจะทำหน้าที่ได้เสมือนเครื่องมือของตากล้องเท่านั้น หากต้องการจะเปิดใช้เครื่องมือสำหรับตัดต่ออย่างเช่น Trim clip, ปรับ Pitch เสียง หรือ export วีดีโอหลังจากตัดต่อเรียบร้อยไปยัง camera roll ก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม 4.99 usd ครับ แต่ในรีวิวนี้ผมลองใช้แบบ Premium for business ส่วนรายละเอียดความต่างแต่ละแพคเกจดูได้จากหน้าเว็บของ Filmakr ครับ

แม้ว่าหน้าตาเริ่มแรกจะดูเรียบง่ายมาก แต่พอเข้าไปเปิดใช้ฟีเจอร์และตั้งค่าตามเมนูต่างๆ ก็เริ่มมีปุ่มควบคุมต่างๆ งอกเพิ่มขึ้นมา คือต้องบอกก่อนว่าแอพแนว Manual camera สำหรับการถ่ายภาพนิ่งบน iOS ก็พอมีอยู่บ้าง แต่สำหรับการถ่ายวีดีโอแทบจะไม่มีเลย แม้กระทั่งบน android ก็มีแค่ไม่กี่ตัว

Filmakr ทำได้ตั้งแต่การปรับ EV ชดเชยแสง ที่สามารถเลือกแบบ Auto หรือปรับเพิ่ม-ลดตามที่เคยชินก็ได้ แต่ถ้าไม่ถนัดก็มีแบบ Custom ให้ปรับ ISO กับ Shutter speed ได้ ส่วน White Balance ก็สามารถล็อกได้ด้วย หรือพวก Grid ที่เลือกแบบ level แทนก็ได้ ส่วนที่ผมชอบที่สุดคงเป็นเรื่องของการปรับโฟกัสครับ

ปรกติการจะปรับโฟกัสระหว่างวัตถุ 2 สิ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับมือใหม่ แต่สำหรับแอพนี้สามารถตั้งค่าตำแหน่งของการโฟกัสได้มากสุด 3 ตำแหน่ง และระหว่างทำการถ่ายวีดีโอก็แค่แตะไปยังแต่ละจุด ก็เป็นการเปลี่ยนตำแหน่งโฟกัสได้ทันที ช่วยให้การถ่ายวีดีโอดูมืออาชีพกว่าเดิมเยอะ

และเราก็เลือกปรับโหมดได้ระหว่างแบบ Full screen หรือแบบ Editor ที่สามารถถ่ายหลายๆ คลิปมาต่อกัน แล้วสามารถ Trim ตัวคลิปใส่ Filter หรือย้ายตำแหน่งคลิปก็ได้ทั้งนั้น และที่ชอบก็คือใส่เสียงเพลงประกอบ พร้อมปรับ Fade เสียงได้ด้วย

การใช้งานช่วงแรกก็มึนเล็กๆ เพราะฟีเจอร์มันเยอะพอตัวแต่ก็ไม่ยากเท่าไร ใช้เวลาทำความเข้าใจไม่นานมากครับ และนอกจากสิ่งที่เกริ่นมาแล้วก็ยังมีความสามารถอื่นๆ อีกเยอะเช่น Motion แบบต่างๆ อย่าง Normal, Slow Motion, Fast Motion, Strobe Motion หรืออัตราส่วนอย่าง 16:9, 2.20:1, 2.39:1, 1:1 และพวก Filter อีกเพียบ ยังสามารถตั้งเป็น Preset เก็บไว้ใช้ทีหลังได้ และก็มี Dropbox sync อีก

ถ้าชอบการควบคุมแบบ Trigger ก็มีให้เช่นกัน เมื่อเปิดใช้โหมดนี้จะต้องกดค้างเพื่อบันทึกคลิป เมื่อปล่อยปุ่มชัตเตอร์ก็หยุดบันทึกคล้ายๆ กับโหมดถ่ายคลิปของ Instagram ส่วนการปรับแสงไฟแฟลชก็เด็ดตรงที่ปรับได้มากกว่าแค่เปิด-ปิด เพราะมันปรับระดับความสว่างของแฟลชได้ด้วย

แม้ว่าบน iOS จะมีแอพตัดต่อคลิปเก่งๆ อยู่หลายตัวทั้ง iMovie, Pinnacle หรือ Replay แต่พวกนั้นทำหน้าที่เป็น Editor สำหรับตัดต่ออย่างเดียว ซึ่งไม่ตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการทำอะไรแบบทันท่วงทีอย่าง Filmakr ที่สามารถทำหน้าที่เหมือน live preview และตัดต่อได้ทันทีโดยไม่ต้อง Export โยนกันไปมา เรียกได้ว่าถ้าต้องเลือกซื้อแค่แอปเดียว สำหรับจัดการตั้งแต่ต้นจนจบต้องยกให้แอพนี้ครับ

และเนื่องด้วยรายละเอียดของแอพนี้มีค่อนข้างเยอะไม่สามารถรีวิวได้ทั้งหมด ดังนั้นถ้าต้องการหาข้อมูลเพิ่มแนะนำให้เข้าไปดูที่เว็บ Filmakr ดีกว่าครับ

Posted on Leave a comment

รีวิว "รสดีเด็ด" ร้านก๋วยเตี๋ยวที่มีดีมากกว่าก๋วยเตี๋ยว กับปิ้งย่างที่จะทำให้ลืมไม่ลง

นับเป็นรีวิวเก็บตกอีกชิ้น เนื่องจากผองเพื่อนบล็อกเกอร์ได้ยกพลไปถล่มร้านรสดีเด็ดกันพักใหญ่ แต่ผมก็พึ่งจะว่างมานั่งเรียบเรียงซึ่งถ้าเป็นรีวิวที่ไม่เด็ดพอก็คงแกล้งลืมไปแล้ว แต่สำหรับร้านนี้แกล้งลืมคงไม่ได้ เพราะดีจนอยากบอกต่อจริงๆ ครับ

ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจนักว่ารสดีเด็ดเนี่ยมีกี่สาขา เป็นเฟรนไชน์หรืออะไรยังไง เพราะผมก็เคยไปกินก๋วยเตี๋ยวรสดีเด็ดที่สยามก็รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร จนได้นั่งคุยกับเฮียนพเจ้าของร้านถึงได้ข้อมูลว่า รสดีเด็ดเป็นร้านตั้งแต่รุ่นคุณพ่อแล้วครับ เฮียนพจัดว่าเป็น generation ที่ 2 และก็เหมือนว่าพี่น้องแต่ละคนก็แยกย้ายไปเปิดร้านชื่อเดียวกัน …แต่จากที่เพื่อนๆ สายกินของผมได้สำรวจมา ก็ลงความเห็นว่า รสดีเด็ด by นพ นี่แหละที่สุดแล้ว

หลายคนคงรู้ว่ารสดีเด็ดขึ้นชื่อเรื่องก๋วยเตี๋ยวเนื้อ แต่ไม่กี่เดือนก่อนเฮียนพได้จับมือกับพ่อครัวประสบการณ์สูงอย่าง เชฟ อมร ที่ฝึกวิชาอยู่ที่ญี่ปุ่นนานกว่า 25 ปี และเปิดไลน์อาหารปิ้งย่าง …ที่สำคัญคือมีแบบบุฟเฟ่ด้วยสิ

ราคาบุฟเฟ่เมื่อเทียบกับเมนูอาหารที่มีก็ถือว่าไม่แพงเลย กับเรทราคาดังนี้

  • หมูและซีฟู๊ด 370 บาทต่อคน
  • เนื้อ หมูและซีฟู๊ด 450 บาทต่อคน
  • เด็กสูงไม่เกิน 120 ซม. 250 บาทต่อคน

มีเวลาให้ถลุงกันทั้งหมด 1.30 ชั่วโมง พร้อมกับโปรโมชั่น “มา 4 จ่าย 3” ( โปรนี้เป็นของปี 2015 ลองสอบถามโปรล่าสุดจากทางร้านอีกทีครับ ) และที่ทำให้ร้านนี้น่าสนใจนอกจากอาหารก็คือทำเลของร้าน แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในตัวห้างแต่ก็เดินจาก MRT สามย่านไม่ไกลเท่าไร ( ไม่ไกลสำหรับคนกรุงเทพนั่นล่ะ ) และที่ชอบก็คือทางร้านเลือกใช้ระบบดูดควันที่ค่อนข้างดี ไม่มีกลิ่นควันติดเสื้อผ้าเหมือนร้านอื่น ทำให้ห้องแอร์ก็สดชื่นไม่ได้อบอวลไปด้วยกลิ่นควัน

อาหารที่มีในเมนูบุฟเฟ่ก็ไม่ได้เยอะอลังการเหมือนบางร้าน แต่ทุกเมนูการันตรีความอร่อยครับ …อร่อยแบบเสียผู้เสียคน แบบว่าพาใครไปก็ติดใจ กลายเป็นว่าเลิกไปร้านอื่นเลย

จุดเด่นอีกอย่างก็คือ เฮียนพ และ เชฟ อมร ใส่ใจรายละเอียดมากครับ ตั้งแต่เรื่องการบริการที่มีการแนะนำและอธิบายเกี่ยวกับอาหาร หรือแม้แต่ประวัติและข้อมูลของเนื้อแต่ละแบบว่ามีที่มายังไง บางทีนั่งกินอยู่ก็เห็น เชฟ อมร เดินมาด้อมๆ มองๆ ว่าเราขาดเหลืออะไร บางทีก็แนะนำว่าควรย่างหรือกินแบบไหนที่จะได้รับอรรถรสที่ดีที่สุด …เรียกได้ว่าใส่ใจลูกค้ามากๆ ครับ

แค่เห็นเนื้อที่ยกมาเสิร์ฟก็ทำเอาเหล่าเพื่อนบล็อกเกอร์อดใจไม่ไหว ต้องคว้ามือถือหยิบกล้องออกมาถ่ายไว้ เพราะมันดูดีเกินราคาจริงๆ ครับ

พอถ่ายรูปเสร็จ ก็ตั้งสติหายใจลึกๆ ก่อนที่จะขาดใจตายก่อนจะได้กิน เพราะแค่เห็นเนื้อติดมันก็จินตนาการสำลักความอร่อยไปไกลแล้ว

ยังครับ… ซูมกันอีก ซูมมันเข้าไป เอาให้ขาดใจตายกับลายเส้นไขมันที่แทรกระหว่างเนื้อนุ่มๆ

พอได้วางลงบนเตาแล้วคีบเข้าปากจริงๆ มันฟินจนบรรยายไม่ถูก เนื้อนุ่ม ฉ่ำ ไม่เลี่ยน ไม่กระด้าง ทุกอย่างมันละมุนสมบูรณ์แบบไปซะหมด และที่แปลกใจจนเป็นประเด็นคุยกับเพื่อนก็คือ ปรกติการย่างเนื้อไม่ควรปล่อยจนสุกหรือไหม้ เพราะมันจะแห้งกระด้าง แต่ของที่นี่มันยังคงมีความฉ่ำอยู่ครับ …เอาเป็นว่าผมไม่เคยกินเนื้อย่างร้านไหนอร่อยเท่าร้านนี้มาก่อนในชีวิต แม้แต่เพื่อนบางคนที่เลิกกินเนื้อมา 7 ปียังตบะแตกเลย

ปรกติแล้วเวลาผมไปร้านเนื้อย่าง ผมแทบจะไม่สั่งเครื่องเคียงเลยเพราะมันไม่มีความน่าสนใจ แต่รสดีเด็ดต่างออกไปครับ โดยเฉพาะไข่ตุ๋นที่ไม่เหมือนที่อื่นจริงๆ เนื้อของไข่ตุ๋นมันนุ่มแต่ไม่เละและก็ไม่แยกชั้น มีความคล้ายขนมพุดดิ้ง กินได้ลื่นๆ เลย ส่วนกิมจิก็ปรุงรสให้กลมกล่อม ไม่ได้เปรี้ยวโดดเหมือนที่อื่น หรือแม้แต่มันบดที่ปรุงมาได้อร่อยมากๆ …คือมันอร่อยทุกสิ่ง อยู่ที่จะถูกปากเราไหม

ซุปเนื้อก็จัดว่าเด็ดมาก มีความหอมของน้ำซุป ตัวเนื้อก็นุ่มพอดีและมีส่วนของเอ็นอ่อนๆ เพิ่มมิติในการกิน …และซุปนี้เป็นสูตรจากทางญี่ปุ่น ไม่เหมือนซุปที่ใช้ทำก๋วยเตี๋ยวของทางร้านนะครับ คนละแบบกัน

ตอนแรกที่เพื่อนบอกว่าซุปอร่อย ผมก็ไม่ได้ตื่นเต้นเท่าไร จนเพื่อนสั่งเพิ่มเรื่อยๆ ผมก็เลยลองมั่ง… และก็ได้สั่งเพิ่มไม่ต่างจากเพื่อนเลย

บางเมนูก็จะมีคำแนะนำเป็นพิเศษเช่นเนื้อในชามนี้ควรจิ้มกับน้ำมะนาว …ถ้าพนักงานไม่ได้เสิร์ฟก็รีเควสเลยครับ ถ้วยเปล่ากับมะนาว

ย่างไม่ต้องสุกมากแล้วก็จิ้มกับน้ำมะนาว จะได้ความนุ่มในแบบที่มาจากตัวเนื้อ ไม่ได้มาจากความมัน ตัดกับรสเปรี้ยวนิดๆ ของน้ำมะนาว

ที่อยากแนะนำอีกอย่างก็คือไลน์อาหารซีฟู๊ดเค้าก็ไม่ธรรมดาครับ โดยเฉพาะกุ้งที่ตัวใหญ่มาก… แต่ตอนนั้นมัวแต่กินจนลืมถ่ายรูปไว้ แฮะๆ

ส่วนเมนูนี้ไม่ได้อยู่ในบุฟเฟ่ และที่จริงมันอยู่ในส่วนของร้านก๋วยเตี๋ยวแต่มันอร่อยเลยอยากแนะนำครับ เมนูนี้มีชื่อเล่นว่า “อาบน้ำเนื้อ” เพราะเค้าไม่ได้เอาเนื้อลงไปลวกหรือเทน้ำร้อนใส่ลงไปในชามโดยตรง แต่เค้าใช้วิธีค่อยๆ บรรจงเทน้ำลงไปที่ขอบชาม เพราะไม่ต้องการให้น้ำร้อนสัมผัสกับเนื้อโดยตรง ทำให้เนื้อมีความนุ่มชุ่มฉ่ำมากๆ

ส่วนน้ำจิ้ม ผมก็ทำตามความเคยชินคือปรุงให้เต็มที่ สาดพริกกระเทียมลงไปเพราะคิดว่ารสชาติก็คงเหมือนที่อื่น แต่พอปรุงเสร็จแล้ว เชฟ อมร ก็เอาถ้วยใหม่มาให้แล้วบอกว่า “อยากให้ลองชิมน้ำจิ้มเดิมๆ ของทางร้านก่อน” ผมก็เลยลองชิมแล้วมันค่อนข้างกลมกล่อมครับ ไม่เค็มหรือหวานจนโดด และ เชฟ อมร แนะนำว่าให้จิ้มแบบเดิมๆ ไปสักพัก พอเริ่มเบื่อก็ค่อยปรุง

แล้วที่เด็ดกว่านั้นก็คือราคานี้รวมเครื่องดื่มแล้วด้วย และเป็นน้ำอัดลมจริงๆ ที่เทจากขวดจริงๆ ไม่ใช่ผสมเจือจางแบบบางร้าน

ผมมัวแต่ติดใจเนื้อจนไม่สนใจลองเมนูอื่น แต่เพื่อนบอกว่าพวกหมูหรือปลาก็อร่อยเหมือนกันครับ

ถ้าสังเกตก็จะเห็นว่าเนื้อที่นี่ไม่ได้ยกมาเสิร์ฟแบบพึ่งออกมาจากช่อง freeze เหมือนบางที่ และความหนาของแต่ละชิ้นอยู่ในระดับที่กำลังดี ไม่บางจนขาดและก็ไม่หนาจนทำให้สุกช้าเกินไป

และนี่ก็เป็น Super Steak ที่อยู่นอกเมนู กับราคาชิ้นละ 600 บาท เมื่อแลกกับลายเส้นไขมันแบบนี้แล้วผมพอใจมาก!!!

ที่เห็นเป็นชิ้นสวยงามแบบนั้นแต่เวลาเสิร์ฟจริงก็จะหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ให้ครับ ซึ่งวิธีย่างที่ดีก็คือ “การบล็อกแต่ละด้าน” หมายถึงการย่างแต่ละด้านให้สุกเพื่อเป็นการบล็อกไม่ให้ความชุ่มฉ่ำไหลออกจากตัวเนื้อ ซึ่งเฮียนพอธิบายง่ายๆ ว่าถ้าย่างแล้วมีน้ำหยดถือว่าทำผิดครับ

เมื่อเราบล็อกแต่ละด้านป้องกันการหลบหนีของความอร่อย ไม่ให้เล็ดลอดออกจากตัวเนื้อแล้ว ก็จะกลายเป็นว่าความร้อนจะทำให้เนื้อด้านในสุกและเมื่อเห็นว่ามันกำลังพองตัวก็จัดการคีบมาจิ้มกับน้ำมะนาวได้เลยครับ …คงไม่ต้องบอกนะว่าเนื้อที่มีลายเส้นไขมันขนาดนี้จะฟินแค่ไหน

ถ้าไม่เข้าใจก็ลองฟังจากเสียงเฮียนพเลยละกันครับ… แต่ผมอดใจถ่ายคลิปจนจบไม่ไหว เพราะเฮียนพเล่นคีบเนื้อมาวางไว้ให้บนจานซะนี่

ตบท้ายด้วยของหวานตามฤดูกาล ซึ่งวันนี้คือเฉาก๋วย และมันดีตรงที่ว่าอยู่ในเมนูบุฟเฟ่ด้วยนี่แหละ

คือโดยรวมต้องบอกว่า ร้านรสดีเด็ด by นพ คือร้านปิ้งย่างที่ผมประทับใจที่สุด ไม่ว่าจะด้วยคุณภาพอาหาร การใส่ใจของพ่อครัว หรือแม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่อย่างระบบกำจัดควัน …เพื่อนๆ ถึงกับขนานนามว่านี่คือการอัพเกรดลิ้นให้เป็น 4K ซึ่งเราจะไม่สามารถไปร้านอื่นๆ ได้อีก เพราะที่อื่นก็อร่อย แต่อร่อยในระดับ Full HD จะมาสู้ 4K ก็คงไม่ได้หรอกนะ!

Posted on Leave a comment

ลองชิม "ไก่ทอดในน้ำซุปหอมใหญ่กับหัวไชเท้าฝน" เมนูใหม่ที่ OOTOYA

มานั่งนึกดูคิดว่าผมไม่มีโอกาสเข้าร้าน OOTOYA นานเกินปีแล้วล่ะ แต่บังเอิญว่าเพื่อนบล็อกเกอร์มาชวน เพราะว่าที่ร้านมีเมนูใหม่ให้ลอง ก็เลยได้โอกาสเดินเข้าร้าน OOTOYA อีกครั้ง

ตามข้อมูลที่ได้มาคือ OOTOYA นำเสนอ 4 เมนูใหม่คือ

  1. ปลากะพงแดง ( โอกิเมได ) หมักซอสโชยุโคจิย่างถ่าน
  2. ไก่ย่างถ่านซอสเบซิล
  3. หมูหมักซอสโชยุโคจิย่างถ่าน
  4. ไก่ทอดในน้ำซุปหอมใหญ่กับหัวไชเท้าฝน

ซึ่งส่วนตัวแล้วผมเป็นคนชอบกินปลามากมายครับ ไม่ว่าจะกินดิบๆ แบบซาซิมิ หรือนึ่ง ทอด ต้ม ปิ้ง ย่าง อะไรก็ชอบหมดยกเว้นการเอามาทำในลักษณะคล้ายสเต็ก หรือย่างในลักษณะนี้ และพลิกเมนูดูไปมาก็ลังเลระหว่าง หมูหมักซอสโชยุคโคจิกย่างถ่าน กับ ไก่ทอดในน้ำซุปหอมใหญ่กับหัวไชเท้าฝน ( ชื่อจะยาวไปไหน ) แต่สุดท้ายก็สั่งไก่ทอดในน้ำซุปหอมใหญ่กับไชเท้าฝน เนื่องด้วยมันดูมีความน่าสนใจมากกว่าเมนูอื่น

ราคาโดยประมาณของ 4 เมนูนี้อยู่ระหว่าง 200-400 บาท ซึ่งเมนูที่ผมสั่งไปถือว่าราคาคุ้มที่สุดแล้วล่ะ แต่ที่ทำผมงงเล็กๆ ก็คือเพื่อนบอกว่าเมนูที่ว่ามาเนี่ยมันไม่ใช่ของใหม่ซะทีเดียว แต่มันเคยมีมาก่อนหน้านี้แล้วก็หายไปพักใหญ่… ก็ไม่รู้เหมือนกัน คือผมไม่ได้เข้าร้านนี้นานแล้วน่ะ

รอสักพักเมนูปลาของคุณเพื่อนก็ถูกยกมาเสิร์ฟก่อน …เรื่องรสชาติน่ะผมไม่รู้ แต่รูปร่างหน้าตาและกลิ่นนี่ยั่วยวนมาก แต่ก็ทำได้แค่มองตาปริบๆ รอเมนูที่สั่ง

และแล้วก็ถึงทีของผมบ้างล่ะ …สิ่งแรกที่รับรู้ได้เลยคือปริมาณมันเยอะมาก ส่วนของในเซ็ตก็เป็นพวกไข่ตุ๋นกับซุปครับ

สัมผัสแรกคือชิ้นไก่นุ่มและหอมครับ …ก็ไม่ถึงกับกลิ่นลอยโดดอะไรขนาดนั้น แต่ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย และเมื่อไก่ทอดถูกแช่อยู่ในน้ำซุปก็แน่นอนว่ารสชาติและกลิ่นของน้ำซุป ก็จะแทรกซึมชุ่มฉ่ำอยู่ในแป้งที่ทอด

ตอนแรกผมก็กังวลว่าถ้าแช่ไว้นานๆ จะทำให้ตัวไก่ชุ่มจนทำให้รสจัดเกินไปรึเปล่า แต่ผลก็คือรสชาติยังดีอยู่เพราะมันแช่อยู่ในน้ำซุปที่ไม่ได้เข้มข้นเหมือนกับการแช่ในซอสครับ

ข้าวเป็นอีกส่วนที่ผมให้ความสำคัญเพราะเคยไปบางร้านแล้วข้าวแข็งบ้าง ขาดความหนึบบ้าง คือขาดนั้นขาดนี่แต่ของที่นี่ทำได้ในระดับที่ไม่รู้สึกติดขัดอะไร

กินไก่ไปสักพักเริ่มรู้สึกอยากหาผักบ้าง ตอนแรกก็คิดว่ามีแค่ไชเท้ากับเห็ดเข็มทองที่วางไว้ด้านบน แต่พอใช้ตะเกียบคีบไปเรื่อยๆ ก็เจอผักด้วยล่ะครับ …ก็ดีครับจะได้มีอะไรมาตัดรสบ้าง

ส่วนน้ำซุปนี่ทำเอาผิดคาด คิดว่าเป็นพวกซุปมิโซะก็เลยยกถ้วยซดเลยครับท่าน แต่แล้วก็แทบสะดุ้งเพราะมันไม่ใช่ มันออกแนวซุปธัญพืชมีพวกเผือกอะไรทำนองนั้น

ตบท้ายด้วยของหวานอย่างไอศครีมชาเขียวในน้ำเต้าหู้ ที่มีถั่วแดงบด โมจิและวุ้นชาเขียวที่มากับน้ำเชื่อมคุโรมิสึ ซึ่งผมก็ราดน้ำเชื่อมหมดทั้งถ้วยล่ะครับ หนึบหนับเพลินกันไป

โดยรวมแล้วผมชอบนะ รสชาติกลางๆ ไม่จัดจ้านแต่มีเรื่องกลิ่นเข้ามาช่วยเพิ่มอรรถรส แต่เรื่องซุปนี่ไม่ใช่แนวสักเท่าไร… แต่ก็เกลี้ยงล่ะครับ ฮ่าๆ