หลายคนน่าจะเคยเจอปัญหาไปคอนเสิร์ตแล้วได้แถวไกล ถ่ายรูปศิลปินไม่ชัด ซูมแล้วภาพแตก ดูไม่รู้เรื่อง OPPO เหมือนจะได้ยินเสียงบ่นนั้น เลยส่ง OPPO Find X9 Pro มาพร้อมสโลแกน “ซูมดีทุกคอนเสิร์ต” นี่ไม่ใช่แค่การอัปเกรดทั่วไป แต่เป็นการยกเครื่องใหม่หมด โดยเฉพาะเรื่องกล้องที่ยังคงจับมือกับ Hasselblad อย่างเหนียวแน่น โดยมาพร้อมชิปตัวแรง และ ColorOS 16 ที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก ที่สำคัญคือรุ่นนี้ไม่ได้ดีแค่ซูมคอนเสิร์ต แต่เอาไปซูมอะไรก็ดูดี
เครื่องที่นำมารีวิวครั้งนี้ เป็น software เวอร์ชั่นก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งไม่ใช่ software ตัวสมบูรณ์ ดังนั้นเวอร์ชั่นที่วางขายจริงอาจมีบางส่วนที่แตกต่าง และมีคุณภาพดีกว่านี้ครับ
กล้องที่พัฒนาร่วมกับ Hasselblad
นี่คือจุดขายหลักที่ OPPO ทุ่มเทให้มากที่สุด และมันก็ไม่ทำให้ผิดหวัง โดย OPPO Find X9 Pro ยังคงร่วมมือกับ Hasselblad เช่นเคย และเลือกใช้ setup กล้องได้อย่างน่าสนใจ ประกอบด้วย
- กล้องหลัก 50MP, 23 mm, 1/1.28″, f/1.5, OIS, LYT-828
- กล้องเทเล 200MP, Periscope 70 mm, 1/1.56”, f/2.1, OIS, ISOCELL HP5
- กล้องมุมกว้าง 50MP, 15 mm, 1/2.75″, f/2.0, AF, ISOCELL JN5
- กล้องวัดค่าสี 21 mm, 9-channel, Multispectral, f/2.4
ความน่าสนใจคือนี่เป็นครั้งแรกของ OPPO ที่นำ 200MP Hasselblad Telephoto มาใช้งาน ซึ่งให้ความละเอียดสูงเหมาะกับการนำมา crop เพื่อทดแทนการซูมในแต่ละระยะ ทำให้ระยะเทเลทำได้ที่ 3x, 6x ซึ่งเทียบเท่า 70 mm และ 140 mm นอกจากนี้ยังมีการทดสอบแล้วว่าด้วยความละเอียด 200MP กับเลนส์เทเล ทำให้ซูมได้ 13.2x หรือ 308 mm แบบไม่สูญเสียรายละเอียด นอกจากนี้ตัวเลนส์ยังเก็บแสงได้ดีกว่าเดิมอีกด้วย


ในกรณีที่ต้องการซูมสุดแบบไม่ใช้อุปกรณ์เสริมก็ทำได้ที่ 120x Super Zoom ที่ใช้ AI เข้ามาช่วยประมวลผลภาพ ซึ่งโหมดนี้สามารถนำไปใช้ร่วมกับ Stage Mode สำหรับการถ่ายคอนเสิร์ตหรือถ่ายผู้คนบนเวทีได้ด้วย ซึ่ง Stage Mode จะช่วยปรับ contrast และสีสันต่างๆ ให้เหมาะสมกับการแสดงบนเวที แก้ปัญหาแสงที่จ้าเกินไป จนทำให้หน้าศิลปินดูวอก
OPPO กับการถ่ายภาพบุคคลเป็นของคู่กันมาตลอด และรุ่นนี้ก็ยังมี Hasselblad Portrait ที่ถ่ายได้สวยทั้งคนทั้งวิว ให้สกินโทนที่เป็นธรรมชาติ สีสันตรงสวยและปรับแต่งให้เป็นโทน Hasselblad และเรายังเลือกระดับความบิ้วตี้ได้ด้วย โดย Preset จะมีมาให้ 2 แบบคือแบบธรรมชาติ และแบบคลาสิก รวมถึงแบบไม่ตกแต่งเพิ่มเติม



นอกจากคุณสมบัติที่ว่ามาแล้ว ในการใช้งานจริงยังพบว่า Distortion น้อยมากแม้ว่าจะใช้เลนส์มุมกว้างก็ตาม แทบไม่มีอาการเสาโค้ง บ้านโค้ง ที่ขอบมุมของภาพเลย และต้องบอกว่า OPPO Find X9 Pro เป็นรุ่นที่ให้สีสันตรงคล้ายตาเห็น แต่มีการปรับแต่งให้สวยขึ้นตามสิ่งของที่เราถ่าย เหมาะกับผู้ใช้งานส่วนใหญ่ที่ต้องการ Point and Shoot ถือถ่ายแล้วจบหลังกล้องเลย ไม่ต้องไปตกแต่งเพิ่ม ถ่ายอะไรก็ออกมาดูดี ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ บุคคล อาหาร กลางแจ้ง กลางคืน ในห้อง









ด้านงานวีดีโอก็ไปได้สูงสุดที่ 4K 120fps และรองรับการถ่าย LOG และ Dolby Vision ด้วย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการนำไปเกรดสีเพิ่มเติม ซึ่งในการใช้งานจริงสำหรับคนส่วนใหญ่ แค่ FHD 1080p ก็เพียงพอแล้วครับ
เบื้องหลังความสวยงามทั้งหมดของกล้อง OPPO Find X9 Pro คือ LUMO Imaging Engine ที่ OPPO ค้นคว้าพัฒนาร่วมกับ MediaTek และ Sony เพื่อให้คุณภาพออกมาดีที่สุด โดยที่ประหยัดพลังงานและเครื่องไม่ร้อน
ประสิทธิภาพทรงพลัง ใช้งานได้จริงตลอดวัน
ถ้ากล้องดีแต่ถ้าแบตหมดเร็วก็ไม่เหมาะกับการใช้งานจริง ซึ่ง OPPO แก้ปัญหานี้ได้ขาดลอย โดยให้แบตเตอรี่มา 7500 mAh เยอะที่สุดในซีรีส์ ถ้าใช้งานทั่วไปจะทำได้เฉลี่ยได้เกือบ 2 วันเลย และตัวแบตเตอรี่ยังเป็นซิลิคอนคาร์บอนรุ่นที่ 3 ที่การันตีความทนทาน ใช้งานไป 5 ปียังเก็บประจุได้ถึง 80%

ด้านประสิทธิภาพก็หายห่วงด้วย ขุมพลังชิปเซ็ตเรือธง Dimensity 9500 และ Trinity Engine ของ OPPO สรุปง่ายๆ คือ มันแรงและฉลาด จัดการทรัพยากรได้ดีเยี่ยม เล่นเกมลื่น ทำงานหนักๆ ได้โดยที่ยังประหยัดพลังงาน

นอกจากนี้ยังออกแบบให้มีความทนทาน ผ่านมาตรฐาน IP68 และ IP69 กันน้ำกันฝุ่นขั้นสุด ทำให้มั่นใจได้ว่าพร้อมลุยไปกับคุณทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเจอฝนหรือฝุ่น
ฉลาดขึ้นและลื่นไหลกว่าเดิมด้วย ColorOS 16 และ AI
สิ่งแรกที่คุณจะได้พบหลังจากเปิดเครื่องมาใช้งานครั้งแรก นั่นคือความสวยงามของ ColorOS 16 ทั้งในส่วนของ element ต่างๆ และ animation ที่สวยงามมากขึ้น และยังมีจุดที่น่าสนใจหลายส่วน

อย่างแรกคือ AI Mind Space ที่ทำหน้าที่คล้ายผู้ช่วยส่วนตัวในการจดจำสิ่งต่างๆ เหมือนกับไดอารี่อัจฉริยะ โดยเราแค่กดปุ่ม Snap Key ก็ทำการ Capture หน้าจอพร้อมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ไปจดบันทึกไว้ให้ เช่น เราทำการแคปหน้าจอทริปเที่ยวจีน ตัว AI Mind Space ก็จะแจกแจงต่อให้ว่าทริปนี้เดินทางด้วยวิธีใด เวลาไหน สถานที่อะไรบ้าง และ OPPO ได้ร่วมมือกับ Google อย่างแนบแน่น ทำให้เราสามารถใช้ Gemini ร่วมกับ AI Mind Space สำหรับสั่งงานหรือค้นหาข้อมูลได้ด้วย

ด้านการตกแต่งรูป มีสิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเข้ามาคือ AI Portrait Glow ที่ช่วยแก้ปัญหาหน้ามืด ซึ่งปกติถ้าเราจะแต่งรูปลักษณะนี้จะมีความวุ่นวายสูงมาก เพราะต้องทำการ Select เฉพาะใบหน้าและเพิ่มแสงเข้าไป แล้วต้องแต่งให้สีสันแสงไม่โดด แต่ด้วย AI ตัวใหม่จะทำให้เรื่องนี้ง่ายขึ้นแค่คลิกเดียวเท่านั้น หน้าก็จะดูสว่างขึ้นโดยไม่ทำให้ฉากหลังสว่างเกินไป


และที่ผมชอบมากคือ O+ Connect เวอร์ชั่นใหม่ จากเดิมที่เราสามารถเชื่อมต่อ macOS สำหรับส่งไฟล์ รวมถึงทำการ Remote Desktop และ FTP ได้แล้ว รอบนี้รองรับ Windows ด้วย
- เอาหน้าจอของ OPPO Find X9 Pro ไปแสดงผลบนเครื่อง Mac ได้
- เอา Notification พวกแจ้งเตือนบนเครื่อง OPPO ให้ไปเตือนบน Mac แทนได้
- สามารถ copy & paste ข้ามระหว่าง OPPO และ macOS ได้แล้ว

นอกจากนี้จากเดิมที่สามารถส่งไฟล์ไปยัง iPhone, iPad ได้ คราวนี้เพิ่มฟีเจอร์ให้สามารถรับสายการโทรและการแจ้งเตือนที่อยู่บน iPhone ให้มาอยู่บน OPPO Find X9 Pro ได้ พูดง่ายๆ ว่าถ้าต้องถือ 2 เครื่อง เราสามารถโทรหรือรับแจ้งเตือนจาก OPPO ได้เลย

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เรียบง่ายแต่ได้ใช้จริงคือ Motion cues หรือฟีเจอร์ลดอาการเมารถ เมื่อเปิดใช้งานจะมีจุดๆ ลอยๆ บนหน้าจอ แล้วขยับตามการเคลื่อนไหวของรถ ซึ่งผมลองใช้งานแล้วช่วยได้มากเลยครับ
ดีไซน์สมมาตร พรีเมียมในทุกสัมผัส
ตัวเครื่องออกแบบมาได้สมดุลและสวยหรูมาก จุดเด่นคือขอบจอ ( Bezel ) ที่บางเฉียบเพียง 1.15 มม. และเท่ากันทั้งสี่ด้าน ทำให้หน้าจอขนาด 6.78 นิ้วดูใหญ่เต็มตา พูดง่ายๆ ว่าหน้าจอแทบจะเต็มทั้งแผ่นด้านหน้าแล้ว และความสว่างยังทำได้สูงสุดที่ 3,600 nits สำหรับใช้งานสู้แสงกลางแจ้ง และต่ำสุดที่ 1 nit สำหรับการเปิดใช้งานตอนนอน เพื่อให้แสงไม่สว่างจ้าทำร้ายดวงตา โดยแสงจะค่อยๆ สว่างขึ้นทีละนิดจาก 1 nit จนถึงระดับที่เหมาะสมแก่การใช้งาน และยังมีระบบหรี่แสง PWM 2,160Hz กับสแกนลายนิ้วมืออัลตราโซนิก 3 มิติ ที่สแกนได้แม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น

การแสดงผลหน้าจอในด้านความสวยงาม ผ่านการรับรองจาก Dolby Vision รองรับ HDR10+ และ HDR Vivid โดยมีตัวเครื่องที่เล็กลงเพราะขอบบางลง ในขณะที่ตัวเครื่องมีความหนาเพียงแค่ 8.25 มม. และหนัก 224 กรัมเท่านั้น ฝาหลังเป็นกระจกชิ้นเดียว ( Unibody Glass ) ให้สัมผัสที่พรีเมียมและจับถือได้มั่นคง และมีให้เลือก 2 สีคือ สีขาว Silk White และ สีเทา Titanium Charcoal นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับปุ่มพิเศษ 2 ปุ่มคือ ปุ่ม Snap Key ที่ปรับแต่งได้ และ Quick Button ที่ช่วยให้การถ่ายรูปเป็นเรื่องง่ายขึ้น

โมดูลกล้องถูกย้ายกลับไปไว้มุมบนซ้าย หลังจากที่ใช้แบบวงกลมตรงกลางบน OPPO Find X8 Pro เนื่องจาก Setup กล้องรูปแบบใหม่ช่วยให้ประหยัดพื้นที่ ส่งผลให้มีพื้นที่ภายในสำหรับการเพิ่มประมาณแบตเตอรี่ รวมถึงช่วยสมดุลน้ำหนักของตัวเครื่องที่ดีขึ้น และยังถือได้สะดวกทั้งแนวตั้งและแนวนอนด้วย
บทสรุป
แม้ว่า OPPO Find X9 Pro จะโปรโมทว่า “ซูมดีทุกคอนเสิร์ต” แต่สำหรับคนที่ไม่ใช่สายคอนเสิร์ตก็จะชอบรุ่นนี้เหมือนกัน อย่างเช่นสายท่องเที่ยวที่เอาไปถ่ายบรรยากาศ หรือซูมถ่ายสัตว์ หรือแม้แต่สาย Food เพราะการถ่ายรีวิวอาหารให้สวย ควรใช้ระยะประมาณ 3x ซึ่งชุดเลนส์ 3x ของรุ่นนี้คือตัวเทพ 200MP Hasselblad Telephoto

ในโลกของการถ่ายรูป เราต้องเลือกว่าต้องการภาพที่สมจริงหรือภาพที่สวยแต่ไม่จริง แต่ OPPO Find X9 Pro ทำ 2 สิ่งนี้ได้อย่างลงตัว โดยให้สีสันที่สมจริง แต่บางอย่างที่ควรจะสวยก็จะช่วยปรับแต่งให้ เช่น อาหารควรจะมีสีที่ฉูดฉาดกว่าตาเห็น เพื่อความน่ากิน หรือใบหน้าบุคคลที่บ้านเรานิยมผิวเนียนแบบไม่ต้องแต่งเพิ่ม
และ ColorOS 16 เป็นเหมือนก้าวกระโดดครั้งสำคัญของ OPPO ที่มาครบทั้งในแง่ความสวยงามและฟีเจอร์ต่างๆ และดีในระดับที่ผมเตรียมกดซื้อทันทีที่วางขาย








