กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงบทบาทในการกดดัน Apple และ Google ให้ถอดแอปพลิเคชันที่ใช้ติดตามการเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ICE) ออกจากสโตร์ ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่เรื่องการแบนแอปฯ ทั่วไป แต่มันคือประเด็นใหญ่ที่เกี่ยวพันถึงการเซ็นเซอร์ การใช้อำนาจรัฐ และบทบาทของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีในฐานะผู้คุมประตูแห่งข้อมูลข่าวสาร
เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อ Jamie Raskin สมาชิกสภาคองเกรส ได้ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด ขอให้เปิดเผยการสื่อสารทั้งหมดระหว่าง DOJ กับ Apple และ Google เกี่ยวกับการตัดสินใจลบแอปฯ หลายตัวที่เปิดให้ประชาชนช่วยกันรายงานและแชร์ตำแหน่งที่พบเห็นเจ้าหน้าที่ ICE การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากแอปฯ ดังกล่าวหายไปจาก App Store และ Play Store เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดย Raskin ชี้ว่านี่คือความพยายามที่จะ ปิดปาก ผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล และปกปิดการกระทำที่รุนแรงของเจ้าหน้าที่ ICE โดยอ้างถึงเหตุการณ์ที่ประชาชนถูกยิงเสียชีวิต 2 ราย ซึ่งคำให้การของทางการขัดแย้งกับพยานและหลักฐานจากกล้องอย่างสิ้นเชิง
นี่คือภาพสะท้อนของสมรภูมิยุคใหม่ที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัล App Store และ Play Store ไม่ได้เป็นแค่ตลาดขายแอปฯ แต่เป็น ecosystem หรือระบบนิเวศปิดขนาดมหึมาที่ควบคุมการเข้าถึงข้อมูลของผู้คนนับพันล้านคน การที่หน่วยงานรัฐอย่าง DOJ สามารถใช้อำนาจกดดันให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ถอดเครื่องมือที่ประชาชนใช้เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐออกไปได้นั้น ถือเป็นบรรทัดฐานที่น่ากังวลอย่างยิ่ง แอปฯ เหล่านี้ทำงานบนหลักการของ crowdsourcing ที่ให้ผู้คนช่วยกันเป็นหูเป็นตา ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ ‘วารสารศาสตร์ภาคประชาชน’ (Citizen Journalism) ในยุคดิจิทัล การแบนแอปฯ จึงไม่ต่างอะไรกับการปิดช่องทางการตรวจสอบจากสาธารณะ ทำให้เรื่องราวถูกผูกขาดโดยรัฐเพียงฝ่ายเดียว ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของพื้นที่สาธารณะดิจิทัล ที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้อย่างง่ายดาย และตั้งคำถามว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นเพียงตัวกลางที่เป็นอิสระ หรือเป็นส่วนต่อขยายของอำนาจรัฐกันแน่
การสอบสวน DOJ ในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันคือการขีดเส้นแบ่งระหว่างความมั่นคงของรัฐ กับเสรีภาพในการแสดงออกและการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนในยุคดิจิทัล ผลลัพธ์ที่ออกมาอาจจะเปลี่ยนภูมิทัศน์ความรับผิดชอบของบริษัทเทคโนโลยีไปตลอดกาล และแสดงให้เห็นว่าอำนาจรัฐสามารถแทรกซึมเข้ามาในเครื่องมือที่เราใช้ในชีวิตประจำวันได้ลึกขนาดไหน
ที่มา: Engadget








