ดูเหมือนว่าความร่วมมือระหว่าง Apple และ Google ในสมรภูมิ AI จะลึกซึ้งกว่าที่เคยคาดการณ์กันไว้มาก เมื่อมีรายงานล่าสุดว่า Apple ไม่เพียงแค่จะนำโมเดล Gemini AI มาเสริมทัพให้ Siri เท่านั้น แต่ยังอาจต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของ Google ในการตั้งเซิร์ฟเวอร์เพื่อรองรับการทำงานทั้งหมดอีกด้วย
จากรายงานของ The Information ระบุว่า Apple ได้เจรจากับ Google ถึงความเป็นไปได้ในการ ‘จัดตั้งเซิร์ฟเวอร์’ สำหรับ Siri เวอร์ชันอัปเกรดโดยเฉพาะ ซึ่งเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้จะต้องถูกปรับแต่งให้สอดคล้องกับมาตรฐานความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวดของ Apple อย่างเคร่งครัด นี่ถือเป็นการต่อยอดจากข่าวเมื่อเดือนมกราคมที่ยืนยันแล้วว่า Apple จะใช้โมเดล Gemini ของ Google เป็นพื้นฐาน แต่การพาดพิงถึง ‘เซิร์ฟเวอร์’ ในครั้งนี้ บ่งชี้ว่า Apple อาจยอมพึ่งพาคู่แข่งคนสำคัญมากกว่าที่เคย เพื่อเร่งเครื่องไล่ตามผู้นำในวงการ AI ให้ทัน
นี่ไม่ใช่แค่การเช่าพื้นที่บน Google Cloud ทั่วไป แต่มันคือการสร้าง ‘อาณาจักรส่วนตัว’ ของ Apple ขึ้นมาภายในดาต้าเซ็นเตอร์ของ Google เลยทีเดียว การประมวลผลโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) อย่าง Gemini นั้นต้องการพลังงานมหาศาลและฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เช่น ชิปประมวลผล Tensor Processing Units (TPUs) ที่ Google พัฒนาขึ้นเอง การที่ Apple จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับนี้ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดทั่วโลกอาจต้องใช้เวลาหลายปีและงบประมาณมหาศาล การพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์ของ Google จึงเป็นทางลัดที่สมเหตุสมผลที่สุดในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือ ‘ความเป็นส่วนตัว’ ซึ่งเป็นจุดขายหลักของ Apple มาตลอด การเจรจานี้จึงน่าจะครอบคลุมถึงการแยกเซิร์ฟเวอร์ทางกายภาพหรือทางตรรกะออกจากบริการอื่นของ Google โดยสิ้นเชิง พร้อมกับการเข้ารหัสข้อมูลและมาตรการป้องกันการเข้าถึงที่รัดกุมที่สุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลของผู้ใช้ iPhone จะไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์โดย Google ไม่ว่าในกรณีใดๆ ซึ่งถือเป็นโจทย์ทางวิศวกรรมและความไว้วางใจที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง
ท้ายที่สุดแล้ว หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง มันจะเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าในยุคแห่ง Generative AI ไม่มีใครสามารถยืนหนึ่งได้ด้วยตัวเองอีกต่อไป แม้แต่บริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่าง Apple ก็ยังต้องยอมจับมือกับคู่แข่งเพื่อความอยู่รอดและแข่งขันได้ ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญที่ต้องรอดูว่า Apple จะสามารถรักษาคำมั่นสัญญาเรื่องความเป็นส่วนตัวไว้ได้หรือไม่ ในขณะที่ต้องยืมพลังจากคู่แข่งเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของตัวเอง
ที่มา: The Verge








