ข่าวร้ายสำหรับคอซีรีส์และหนัง เพราะ Netflix ประกาศขึ้นราคาค่าบริการอีกครั้งแบบยกแผงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสัญญาณว่าในอีกไม่ช้าไม่นาน ประเทศอื่นๆ รวมถึงไทยก็อาจจะต้องเตรียมควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มตามไปด้วย การปรับราคาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่าเรากำลังจะต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่ออะไร
จากการอัปเดตข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ล่าสุด แพ็กเกจพื้นฐานแบบมีโฆษณาจะขยับจากเดือนละ 8 ดอลลาร์เป็น 9 ดอลลาร์ ส่วนแพ็กเกจ Standard แบบไม่มีโฆษณาจะพุ่งจาก 18 ดอลลาร์ไปอยู่ที่ 20 ดอลลาร์ต่อเดือน ขณะที่แพ็กเกจสูงสุดอย่าง Premium ที่ให้ความคมชัดระดับ 4K พร้อมระบบเสียง Spatial Audio และรับชมได้พร้อมกัน 4 อุปกรณ์ ก็จะปรับขึ้นจาก 25 ดอลลาร์เป็น 27 ดอลลาร์ ไม่เพียงเท่านั้น การเพิ่มสมาชิกเสริม (Extra Member) ก็มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น โดยจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 8 ดอลลาร์สำหรับแพ็กเกจมีโฆษณา และ 10 ดอลลาร์สำหรับแพ็กเกจไร้โฆษณา
โฆษกของ Netflix ให้เหตุผลคลาสสิกว่าการขึ้นราคาครั้งนี้เพื่อนำไป ‘ปรับปรุงคุณภาพบริการและคอนเทนต์’ ซึ่งเมื่อมองลึกลงไปจะเห็นว่านี่คือการระดมทุนครั้งใหญ่เพื่อสู้ศึก Streaming War ที่ดุเดือดยิ่งขึ้น เงินที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แค่เอาไปสร้างหนังหรือซีรีส์ฟอร์มยักษ์เท่านั้น แต่ยังถูกใช้เพื่อขยายอาณาจักรไปสู่คอนเทนต์รูปแบบใหม่อย่างการถ่ายทอดสดกีฬา การแข่งขันเรียลลิตี้โชว์ หรือแม้กระทั่งวิดีโอพอดแคสต์ ความทะเยอทะยานของ Netflix นั้นใหญ่กว่าที่เราคิด เห็นได้จากความพยายามเข้าซื้อกิจการใหญ่อย่าง Warner Bros ถึงแม้ดีลจะล่มและสุดท้าย Warner Bros Discovery จะเลือกข้อเสนอของ Paramount Skydance ไป แต่ Netflix ก็ไม่ได้กลับบ้านมือเปล่า เพราะได้รับเงินจาก Paramount เป็นมูลค่าถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์เพื่อยุติการเข้าซื้อกิจการสตูดิโอในครั้งนั้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทุกการเคลื่อนไหวของ Netflix เต็มไปด้วยการเดิมพันมูลค่ามหาศาล และผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุนเหล่านี้ก็คือสมาชิกอย่างเราๆ นั่นเอง
ท้ายที่สุดแล้ว การขึ้นราคาของ Netflix ก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคที่ต้นทุนการผลิตคอนเทนต์และการแข่งขันสูงลิ่ว ผู้บริโภคอย่างเราคงต้องชั่งใจว่าคอนเทนต์ที่หลากหลายขึ้น ทั้งรายการสดและออริจินัลคอนเทนต์ต่างๆ นั้น คุ้มค่ากับเงินในกระเป๋าที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเกือบทุกปีหรือไม่
ที่มา: Engadget








