ข่าวใหญ่สำหรับผู้ที่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังในร่างกาย เมื่อผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่าหูฟังยอดนิยมอย่าง AirPods และอุปกรณ์เสริมบางชนิดอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ ทำให้เกิดคำถามถึงความปลอดภัยในการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ในชีวิตประจำวัน
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา (AHA) ได้ทำการทดสอบความแรงของสนามแม่เหล็กจากอุปกรณ์ใกล้ตัวอย่างเคสชาร์จ AirPods Pro และปากกาสไตลัส Microsoft Surface Pen พบว่าอุปกรณ์เหล่านี้ปล่อยสนามแม่เหล็กที่แรงเกินกว่าระดับปลอดภัยที่แนะนำสำหรับผู้ที่ฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ (CIEDs) เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) หรือเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า (ICD) หากนำไปวางไว้ในระยะประชิดกับผิวหนังบริเวณที่ฝังอุปกรณ์
เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้คือการใช้แม่เหล็กถาวรชนิด Neodymium ที่มีขนาดเล็กแต่ให้พลังสูงในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ ซึ่งถูกนำมาใช้ในกลไกต่างๆ ตั้งแต่การยึดฝาเคสชาร์จของ AirPods ไปจนถึงระบบชาร์จไร้สายอย่าง MagSafe ของ Apple ปัญหาคือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ฝังในร่างกายอย่างเครื่องกระตุ้นหัวใจนั้น มีฟังก์ชันที่เรียกว่า ‘magnet mode’ ซึ่งออกแบบมาให้แพทย์ใช้แม่เหล็กกำลังสูงภายนอกเพื่อสั่งการหรือตรวจสอบอุปกรณ์ แต่เมื่ออุปกรณ์ในชีวิตประจำวันอย่างหูฟังหรือเคสมีแม่เหล็กที่แรงพอและถูกนำมาไว้ใกล้บริเวณหน้าอก มันอาจไปกระตุ้นโหมดดังกล่าวโดยไม่ตั้งใจ ส่งผลให้อุปกรณ์ทางการแพทย์หยุดการทำงานชั่วคราวหรือเปลี่ยนไปทำงานในโหมดพื้นฐาน ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตสำหรับผู้ป่วยบางราย นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ AirPods แต่เป็นประเด็นที่ครอบคลุมถึงระบบนิเวศของแกดเจ็ตสมัยใหม่ทั้งหมดที่พึ่งพาเทคโนโลยีแม่เหล็กมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การเลิกใช้อุปกรณ์เหล่านี้ แต่เป็นการสร้างความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งาน โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการเก็บหูฟัง เคสชาร์จ หรือสมาร์ทโฟนไว้ในกระเป๋าเสื้อที่อยู่ใกล้กับบริเวณที่ฝังอุปกรณ์ทางการแพทย์ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญคือควรรักษาระยะห่างไว้อย่างน้อย 15 เซนติเมตรเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
ที่มา: engadget.com








