รีวิว Galaxy Watch Ultra2 รู้ก่อนป่วย ช่วยเติมสุขภาพ

ความครบเครื่องทั้งความฉลาดแบบ WearOS แค่ยกมือใกล้ปากก็คุยกับ Gemini ได้ทันที และยังครบเครื่องเรื่องการเฝ้าระวังโรคภัย พร้อมกับความถึกสำหรับกิจกรรมบุกตะลุย

เมื่อโหมทำงานมาหลายปี กินนอนไม่เป็นเวลา ล่าสุดคุณหมอเตือนมาว่าความดันเริ่มสูงแล้วนะ ควรดูแลตัวเองได้แล้ว ผมเลยมองหาอุปกรณ์ Tracking ที่ฉลาดแบบช่วยงานประจำวันได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องเก่งเรื่องการเฝ้าระวังป้องกันโรค พร้อมกับช่วยแนะนำการออกกำลังกาย เพื่อให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น นี่คือสาเหตุที่ผมเปลี่ยนมาใช้ Galaxy Watch Ultra2 ครับ

สแกนร่าง สกัดโรค คำนี้ไม่เกินจริง

ซัมซุงเลือกคำนิยามของ Galaxy Watch9 series และ Ultra2 ได้ไม่เกินจริงเลย เพราะตั้งแต่ผมใช้ Smartwatch มาตั้งแต่ยุคแรกจนถึงตอนนี้ ผมคิดว่า Galaxy Watch Ultra2 ฉลาดและตรวจจับวัดค่าป้องกันโรคได้ครอบคลุมที่สุดแล้ว

การวัดค่าด้านสุขภาพเชิงป้องกันโรคของ Galaxy Watch Ultra2 ครอบคลุมชีวิตประจำวันตั้งแต่ตื่นยันนอน โดยมีค่าพื้นฐานตั้งแต่ อัตราการเต้นของหัวใจ, อัตราการหายใจ, อุณหภูมิผิวหนัง, ปริมาณออกซิเจนในเลือด ( SpO2 ), ความเครียด

และที่น่าสนใจคือ Galaxy Watch Ultra2 สามารถวัดค่าความดันเลือด, องค์ประกอบในร่างกาย เช่น ค่าไขมันและ BMI รวมถึง BMR, ดัชนีสารต้านอนุมูลอิสระ, ดัชนี AGEs, ภาวะการหยุดหายใจขณะหลับ, การนอนกรน และแน่นอนว่าวัดค่า ECG ได้ด้วย นอกจากนี้ยังสามารถจดบันทึกสารอาหารการกินในแต่ละมื้อได้อีกด้วย เพื่อช่วยในการวิเคราะห์และควบคุมด้านสุขภาพ

Body Composition (BIA) วัดเปอร์เซ็นต์ไขมัน มวลกล้ามเนื้อโครงร่าง ปริมาณน้ำในร่างกาย และ BMR ได้จากการแตะนิ้วที่ตัวเซ็นเซอร์ ซึ่งผมยังไม่เคยเห็นฟีเจอร์นี้จาก Smartwatch ค่ายอื่น

Antioxidant Index เป็นอีกฟีเจอร์ที่แบรนด์คู่แข่งไม่มี วิธีวัดคือถอดนาฬิกาแล้วเอานิ้วโป้งกดทับเซนเซอร์ด้านหลังตัวเรือนประมาณ 5 วินาที เซนเซอร์จะตรวจจับปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สะสมในผิวจากการกินผักผลไม้ ออกมาเป็นคะแนนแบ่งสามระดับ

AGEs Index เป็นตัววัดสารที่บ่งชี้น้ำตาลสะสมในเลือดผ่านผิวหนังด้วยหลักการคล้ายกัน เชื่อมโยงกับความเสี่ยงเบาหวานและโรคหัวใจในระยะยาว เป็นอีกจุดที่ยังไม่เห็นจากค่ายอื่น

อีกฟีเจอร์ที่ผมมองว่าน่าสนใจคือ Apnea Hypopnea Index (AHI) สำหรับประเมินความเสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ Samsung ได้รับการรับรองจาก FDA เวอร์ชันล่าสุดเมื่อกรกฎาคม 2569

ส่วนการวัดความเครียดของ Ultra2 ยังอิงจากค่าความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจ (HRV) เป็นหลัก ไม่ใช่เซนเซอร์วัดค่าการนำไฟฟ้าที่ผิว (EDA) แบบที่บางรุ่นเลือกใช้

นอกจากนี้ยังสามารถวัดอุณหภูมิผิวต่อเนื่อง เพื่อใช้ทำนายรอบเดือน และในกรณีที่เอาให้ผู้ใหญ่หรือผู้ที่อยู่ระหว่างเฝ้าระวังการเจ็บป่วย ก็มีระบบตรวจจับการล้มด้วย

การตรวจจับวัดค่าออกกำลังกาย

การออกกำลังกายมีโหมดใช้งานเยอะมาก ทำได้ตั้งแต่ tracking ค่าง่ายๆ แบบพวกการ เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ไปจนถึงวิ่งเทรล และยังมีระบบ auto detect ออกกำลังกาย เช่น ถ้าเราเดินต่อเนื่องสักพักก็จะเข้าโหมดการเดินให้ทันที

Galaxy Watch Ultra2 ได้รับใบรับรองมาตรฐานดำน้ำมืออาชีพ EN13319 ดำน้ำได้ลึกถึง 40 เมตร ตัวเลขนี้ทำให้ Ultra2 ขยับจากนาฬิกาที่กันน้ำได้ทั่วไป ไปเป็นนาฬิกาที่มีใบรับรองสำหรับกิจกรรมดำน้ำมืออาชีพโดยเฉพาะ ถ้าเป็นมือใหม่ ก็มีวีดีโอ trainer สอนออกกำลังกายง่ายๆ ในบ้าน

การออกแบบที่ต่อยอดของเดิม

ในภาพรวมแล้ว Galaxy Watch Ultra2 ดูคล้ายกับ Galaxy Watch Ultra รุ่นแรกมาก แต่ก็มีการยกระดับหลายอย่าง ทั้งเรื่องแบตเตอรี่ที่ขยับเป็น 800mAh เยอะขึ้น 35% พร้อมกับระบบชาร์จเร็ว ชาร์จได้ 40% ภายใน 30 นาที ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ Galaxy Watch ชาร์จได้เร็วระดับนี้ ในการใช้งานจริงแบบปิด AOD และปิดระบบยกแขนแล้วเรียกใช้ Gemini ก็จะใช้งานได้ 2 วันเป๊ะๆ เลย

หน้าจอ Super AMOLED 1.52 นิ้ว ความละเอียด 498×498 เท่าเดิม แต่ความสว่างพุ่งจาก 3,000 nits เป็น 5,000 nits ทำให้เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง เพราะหน้าจอสู้แสงได้ดีมาก พร้อมกับดีไซน์ตัวเรือนอันเป็นเอกลักษณ์แบบ Cushion ที่บางลงกว่ารุ่นแรก

ปุ่มควบคุมมีทั้งหมด 3 ปุ่ม และ Gesture หลากหลาย

  • ปุ่มควบคุมให้มา 3 ปุ่ม แต่ละปุ่มทำหน้าที่ชัดเจน
    • ปุ่มบนสุด
      • กดครั้งเดียว home
      • กดสองครั้ง เรียกแอปล่าสุด
      • กดค้าง เรียกใช้ gemini
    • ปุ่มกลาง
      • ทางลัดเข้าแอป
      • กดค้าง เรียกไซเรน
    • ปุ่มล่าง
      • Back
      • กดค้าง บังคับใช้ samsung wallet
  • ยกแล้วคุยกับ Gemini ได้เลย
  • knock knock สะบัดข้อมือเพื่อเรียกใช้แอป
  • จีบนิ้วเพื่อเลื่อนตัวเลือก

สเปคที่น่าสนใจคือชิป Snapdragon Wear Elite Platform แรม 2GB พื้นที่ 64GB รันบน WearOS 7 ทับด้วย One UI 9 Watch มีจุดที่ผมชอบคือระบบ routine และหน้าปัดสวยๆ ก็มีให้เลือกเยอะมาก แถมยังปรับแต่งได้เยอะ มี element ให้เลือกเยอะ และการแสดงผลภาษาไทยทำได้ดี ไม่มีเพี้ยน

ความสะดวกของ LTE ที่ลงตัว

ในบรรดา WearOS ที่วางขายในไทย มีน้อยรุ่นมากที่รองรับการใช้ e-SIM ในขณะที่ Galaxy Watch Ultra2 รองรับการใช้ e-SIM ในแบบ LTE หรือว่าง่ายๆ ก็คือ 4G นั่นแหละครับ ซึ่งมันเพียงพอกับการอ่าน Line หรือคุยกับ Gemini รวมถึงสามารถรับสายและโทรผ่านเบอร์ได้เลย

ทีนี้หลายคนน่าจะสงสัยว่า วิธีจัดการเบอร์ที่อยู่บน Galaxy Watch Ultra2 เป็นแบบไหนและต้องทำยังไง

จากที่ผมลองเอง อย่างแรกเราต้องมีมือถือ Samsung Galaxy สักรุ่น โดยผมเลือกใช้ Galaxy Z Fold8 Ultra จากนั้นเอาเบอร์ที่ต้องการใส่ไว้บนมือถือ แล้วเข้าแอป Samsung Wearable จากนั้นให้เลือกเบอร์ที่ต้องการย้ายไปใส่ใน Galaxy Watch Ultra2

ถ้าเป็นเบอร์ AIS มันจะเด้งหน้าต่างเข้าเว็บเพื่อให้ทำระบบ One Number โดยใช้เบอร์เดียวกันทั้งบนมือถือและบน Galaxy Watch Ultra2 แต่ถ้าเป็น True เราต้องทำที่ศูนย์ เพราะขั้นตอนนี้มันจะให้เราสแกน QR เพื่อย้ายเบอร์เข้า Galaxy Watch Ultra2

ทีนี้การใช้งานจะต่างกันนิดหน่อย เพราะถ้าเป็น AIS มันจะเป็นเบอร์เดียวกันทั้งหมด ฉะนั้นการโทรหรือรับ SMS มันจะตรงกันหมดทั้งบนมือถือและตัวนาฬิกา แต่ถ้าเป็น True จะต้องใช้คนละเบอร์กัน ดังนั้นข้อมูลการโทรและ SMS บนนาฬิกาจะมีข้อมูลของอีกเบอร์ด้วย และถ้าเราตั้งค่าให้เบอร์บนมือถือเป็นเบอร์หลัก มันก็จะ sync ค่าการโทรและข้อความมาบน Galaxy Watch Ultra2 ด้วย

หลักการทำงานก็คือมันจะพยายามเชื่อมต่อมือถือก่อน แต่ถ้ามือถืออยู่ไกลนอกระยะ Bluetooth มันก็จะพยายามต่อ Wi-Fi หรือต่อ LTE แทน เพื่อให้เราสามารถใช้งาน Galaxy Watch Ultra2 ได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เราสามารถรับการแจ้งเตือนและตอบกลับ Facebook Messenger, Line, Lark และแชทต่างๆ รวมถึงยังสามารถเรียกใช้ Gemini ได้ และมันยังเหมาะกับคนที่ไม่ชอบพกมือถือติดตัว ก็สามารถใช้โทรคุยได้ด้วย

คุ้มไหมกับราคา 25,900 บาท

ถ้าเทียบคู่ชนในฝั่ง Android ในมุมมองผมคิดว่าไม่มีใครทำได้ครบขนาดนี้แล้ว ถ้าจะใกล้เคียงสุดก็คือ Apple Watch Ultra 3 ซึ่งราคาเริ่มต้น 29,900 บาท และถ้ามองในความครบเครื่อง ผมคิดว่าก็ยังไม่มีใครเทียบเท่า Galaxy Watch Ultra2 เพราะมันตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่ Galaxy Watch Ultra2 ทำให้ผมประทับใจอย่างแรกคือ WearOS 7 ที่เข้ากันได้ดีที่สุดกับ Android และยังเป็นเวอร์ชั่นใหม่สุดแล้วที่ขายในไทย ทำให้เราสามารถใช้งาน Google Maps นำทางได้จากข้อมือเลย หรือจะเปิด Google Wallet แล้วแตะจ่ายแทนบัตรเครดิตก็ได้ รวมถึงการเรียกใช้ Gemini ถามตอบได้แค่ยกมือมาใกล้ปาก นอกจากนี้ยังสามารถวัดค่าสุขภาพได้เยอะที่สุดก็ว่าได้ แม้ว่าค่าอาจจะไม่แม่นยำเท่าเครื่องมือแพทย์ แต่ก็สามารถเฝ้าระวังอาการเจ็บป่วยได้ดี

ด้วยความที่มันมีระบบ WearOS ที่สมาร์ทมาก และยังมีเซ็นเซอร์วัดค่าได้เยอะ รวมถึงฟีเจอร์ด้าน Gesture ทำให้แบตเตอรี่ใช้งานจริงได้ 2 วัน แต่ก็ชดเชยด้วยระบบชาร์จเร็ว 40% ในเวลา 30 นาที ซึ่งผมจะถอดมาชาร์จเวลานั่งทำงานหน้าคอม มันก็เพียงพอกับการใช้งานแล้ว

และจุดสำคัญอีกอย่างที่ผมไม่เห็นใครทำแบบนี้ได้นอกจากฝั่ง Apple Watch ก็คือการตั้งค่าในลักษณะของ Routine หรือ Scene อย่างเช่นโหมด Sleep ที่ค่ายอื่นมักจะบังคับเข้าสู่โหมดเงียบ ไม่มีการแจ้งเตือนเมื่อมีคนโทรเข้าหรือแชทหา แต่เนื่องด้วย Samsung มีระบบ Routine อยู่แล้ว ทำให้ผมเลือกตั้งค่าได้เลยะเอียดเลย เช่นโหมด Sleep ผมจะปิดแจ้งเตือนแต่จะเปิดรับการโทรเข้าเผื่อมีเหตุฉุกเฉิน หรือโหมด Game ก็ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดและล็อกแสงหน้าจอ ด้านกิจการกลางแจ้งบุกตะลุยก็ไม่ต้องกังวลมาก เพราะตัวเรือนมีความทนทานรวมถึงกันน้ำได้ดีด้วย

ดังนั้นถ้าต้องการความครบเครื่องและเป็นที่สุดของ Smartwatch ฝั่ง Android ผมคิดว่า Galaxy Watch Ultra2 คุ้มค่ากับราคา 25,900 บาท และในทางปฏิบัติเราอาจหาซื้อได้ถูกกว่านี้เมื่อเจอโปรโมชั่นต่างๆ ทาง shopee และ lazada