Google ส่ง TPU ขึ้นวงโคจร ดาวเทียมดาต้าเซ็นเตอร์ต้นแบบตอบกลับโลกครั้งแรกด้วยกลอนไฮกุจาก Gemma 4

ดาวเทียมต้นแบบของ Project Suncatcher ที่บรรทุกชิป TPU 4 ตัวขึ้นไปกับ Falcon 9 ส่งคำตอบ AI ครั้งแรกจากวงโคจรกลับมาแล้ว และสิ่งแรกที่มันทำคือแต่งไฮกุเรื่องโลกสีฟ้าใต้ตัวเอง ก้าวต่อไปคือทดสอบความร้อนกับรังสี ก่อนส่งดาวเทียมคู่ที่เชื่อมกันขึ้นไปในปี 2027

งานทดสอบชิป AI ในอวกาศครั้งแรกของ Google ไม่ได้เริ่มด้วยการคำนวณตัวเลขยากๆ แต่เริ่มด้วยบทกวี ทีม Project Suncatcher ส่งคำสั่งขึ้นไปให้โมเดล Gemma 4 ที่รันอยู่บนชิป TPU ในดาวเทียมต้นแบบ ขอให้แต่งไฮกุในมุมของ TPU ที่กำลังโคจรรอบโลก แล้วคำตอบที่ส่งกลับลงมาตอนดาวเทียมผ่านเหนือสฟาลบาร์ นอร์เวย์ ก็คือ

Blue marble below / Data streams in silent grace / Starlight feeds my core

แปลแบบรักษาจังหวะได้ประมาณว่า ลูกแก้วสีฟ้าอยู่เบื้องล่าง สายข้อมูลไหลอย่างเงียบงาม แสงดาวคืออาหารของแกนกลางฉัน Google เรียกเหตุการณ์นี้ว่าหมุดหมาย “Hello World” หรือคำตอบ AI ครั้งแรกจาก TPU ระดับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ทำงานอยู่บนวงโคจร

หน้าจอคำสั่งจากภาคพื้นดินและไฮกุที่ Gemma 4 บนดาวเทียมตอบกลับมา

จากวันปล่อยจรวดถึงกลอนบทแรก

ดาวเทียมต้นแบบลำนี้ขึ้นสู่อวกาศเมื่อ 1 ตุลาคม 2026 ไปกับจรวด SpaceX Falcon 9 ในเที่ยวบินแชร์ที่นั่งร่วมกับยานอีกกว่า 100 ลำ หลังจากนั้นทีมใช้เวลาราวสามสัปดาห์ไล่เช็คระบบตามเช็คลิสต์ ตั้งแต่เปิดเครื่องโฮสต์ เปิดถาด TPU ไปจนถึงรันงาน machine learning ชุดแรก ก่อนจะถึงคิวไฮกุในสัปดาห์นี้

นอกจากไฮกุแล้ว ทีมยังลองให้แต่งกลอนลิเมอริกธีมอวกาศ และลองสั่งให้รายงานสถานะระบบของตัวเองกลับมาด้วย ซึ่งสำคัญกว่ากลอนตรงที่พิสูจน์ว่าดาวเทียมรับคำสั่งจากโลก ประมวลผลบนชิปของตัวเอง แล้วส่งผลลัพธ์กลับมาได้ครบวงจร

ภาพจากกล้องบนจรวดขณะปล่อยดาวเทียมหลายลำออกสู่วงโคจร

ชิป 4 ตัว แต่ไฟพอเปิดได้ทีละตัว

ข้อจำกัดของต้นแบบนี้น่าสนใจมาก ดาวเทียมบรรทุก TPU ไป 4 ตัว แต่ผลิตไฟได้ราว 1 กิโลวัตต์ ทำให้เปิดใช้งานได้ทีละตัวเท่านั้น และเปิดได้ครั้งละประมาณ 20 นาทีก่อนพลังงานจะเริ่มไม่พอ ซึ่งทำให้การนัดเวลาสื่อสารกับสถานีภาคพื้นดินซับซ้อนขึ้นอีกชั้น ตัวเลขนี้บอกชัดว่าตอนนี้ยังห่างไกลจากคำว่าดาต้าเซ็นเตอร์มาก แต่เป้าของรอบนี้คือพิสูจน์ว่าชิปเปิดติด รันโมเดล และตอบกลับได้จริง

ด่านถัดไปคือความร้อนกับรังสี Google บอกว่าจะทดสอบว่า TPU ทำงานได้แค่ไหนภายใต้ความเครียดทางความร้อนและรังสีในวงโคจร อนุภาคพลังงานสูงในอวกาศทำให้บิตในหน่วยความจำพลิกค่าได้ ซึ่งอาจทำให้ผลคำนวณเพี้ยนแบบไม่มีสัญญาณเตือน Google เคยยิงลำอนุภาคใส่ชิปทดสอบบนโลกมาแล้ว และพบว่างาน inference น่าจะทนรังสีได้ดีกว่างานเทรนโมเดล การทดสอบจริงบนวงโคจรจะเป็นตัวตัดสิน

ทำไมบริษัท AI ถึงอยากย้ายดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นฟ้า

Project Suncatcher คือโปรเจกต์ moonshot ของ Google ที่ศึกษาการใช้พลังงานในอวกาศขับเคลื่อนงาน AI ตามชื่อโปรเจกต์ที่แปลว่าผู้จับแสงอาทิตย์ แนวคิดคือเอาพลังงานแสงอาทิตย์บนวงโคจรมาเลี้ยงชิป AI โดยตรง ในวันที่บริษัท AI ทั่วโลกกำลังแย่งกันหาไฟฟ้ามาป้อนดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขยายไม่หยุด

จุดที่ Google ต่างจากคู่แข่งคือการออกแบบให้ดาวเทียมหลายลำบินชิดกันแล้วแบ่งงานกันเหมือนเป็นคลัสเตอร์เดียว ขณะที่บริษัทอย่าง Starcloud และ Cowboy Space เน้นรัน inference บนดาวเทียมแต่ละลำก่อน ส่วนสตาร์ทอัพ Satlyt ก็เพิ่งขยับอีกก้าวในการแปลงดาวเทียมเป็นดาต้าเซ็นเตอร์อวกาศเช่นกัน สนามนี้จึงเริ่มมีผู้เล่นจริงจังหลายเจ้าแล้ว

หมุดหมายถัดไปของ Google คือดาวเทียมคู่ที่เชื่อมกันในปี 2027 ซึ่งจะผลิตไฟได้มากขึ้นและทดสอบลิงก์สื่อสารด้วยแสงระหว่างดาวเทียม ถ้าผ่านด่านนั้นได้ ภาพดาวเทียม AI หลายลำช่วยกันประมวลผลบนวงโคจรก็จะชัดขึ้นอีกมาก

คลิปจาก Google วินาทีที่ไฮกุส่งกลับถึงโลก

Google ปล่อยคลิปเบื้องหลังที่ถ่ายวันที่ทีมรอคำตอบจากดาวเทียม ตั้งแต่ฟุตเทจปล่อยดาวเทียมจาก SpaceX จนถึงตอนที่ไฮกุพิมพ์ขึ้นบนจอและทั้งห้องลุกขึ้นปรบมือ

แหล่งอ้างอิง