ความสำเร็จของเสียวหมี่ (Xiaomi) ในปี 2568 สะท้อนถึงการทรานส์ฟอร์มองค์กรจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสู่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลกอย่างเต็มตัว ด้วยรายรับรวมที่พุ่งสูงถึง 457.3 พันล้านหยวน เติบโตขึ้น 25.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีหัวใจสำคัญคือการขับเคลื่อนผ่านระบบนิเวศ “Human × Car × Home” ที่ผสานรวมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart EV) เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จนสามารถทำกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted Net Profit) ได้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 39.2 พันล้านหยวน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 43.8% แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนควบคู่ไปกับการรุกตลาดเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างแม่นยำ
ก้าวสำคัญที่น่าจับตามองที่สุดคือกลุ่มธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart EV) และโครงการนวัตกรรมใหม่ ซึ่งทำรายรับทะลุ 1 แสนล้านหยวนได้เป็นครั้งแรก โดยปิดตัวเลขที่ 106.1 พันล้านหยวน เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 223.8% และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างรายรับจากการดำเนินงาน (Operating Income) เป็นบวกได้สำเร็จเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มโครงการ ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจยานยนต์ของเสียวหมี่ไม่ได้อยู่เพียงช่วงการลงทุนอีกต่อไป แต่เข้าสู่ระยะที่สามารถเลี้ยงตัวเองและสร้างผลกำไรได้แล้ว
ในเชิงผลิตภัณฑ์ Xiaomi YU7 ซึ่งเป็นรถ SUV หรูสมรรถนะสูง ได้กลายเป็นรุ่นยอดนิยมที่ครองแชมป์ยอดขายอันดับ 1 ในเซกเมนต์ SUV ขนาดกลางถึงใหญ่ในจีนต่อเนื่องถึง 7 เดือน ขณะที่ Xiaomi SU7 รุ่นใหม่ยังคงรักษาความร้อนแรงด้วยยอดจองล่วงหน้ากว่า 30,000 คันภายใน 3 วันแรก สิ่งที่ผู้ใช้จะได้รับไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้า แต่คือเทคโนโลยี “Software-Defined Vehicle” ที่ตัวรถสามารถอัปเกรดฟีเจอร์และทำงานร่วมกับอุปกรณ์ IoT อื่นๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ โดยในปี 2569 เสียวหมี่ตั้งเป้าส่งมอบรถยนต์รวมให้ได้ถึง 550,000 คัน พร้อมขยายศูนย์บริการให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
AI และ Robotics: พลังขับเคลื่อนเบื้องหลังระบบนิเวศอัจฉริยะ
เสียวหมี่ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงฟีเจอร์เสริม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เรียกว่า “AI Agent” โดยมีการเปิดตัวโมเดลขนาดใหญ่ (Large Models) ที่พัฒนาขึ้นเองถึง 3 รุ่น ได้แก่ Xiaomi MiMo-V2-Pro (โมเดลเรือธง), Xiaomi MiMo-V2-Omni (โมเดลแบบ Omni-modal ที่ประมวลผลได้ทั้งภาพ เสียง และข้อความพร้อมกัน) และ Xiaomi MiMo-V2-TTS สำหรับการสั่งงานด้วยเสียงที่สมจริงยิ่งขึ้น ซึ่งโมเดลเหล่านี้ได้รับการยอมรับในระดับสากลโดยติดอันดับต้นๆ ในดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Analysis Intelligence Index)
ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยียังขยายไปถึงภาคการผลิต ด้วยการนำโมเดลหุ่นยนต์ขนาดใหญ่แบบ Vision-Language-Action (VLA) มาใช้ในหุ่นยนต์รุ่น Xiaomi-Robotics-0 ซึ่งโมเดล VLA นี้คือเทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถ “มองเห็น” “เข้าใจคำสั่งภาษาธรรมชาติ” และ “ตัดสินใจลงมือทำ” ได้โดยอัตโนมัติ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือในโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของเสียวหมี่ หุ่นยนต์สามารถติดตั้งน็อตแบบเจาะตัวเอง (Self-piercing nut) ได้อย่างแม่นยำด้วยอัตราความสำเร็จ 90.2% ภายในเวลาเพียง 76 วินาทีต่อรอบ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการนำ AI มาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) อย่างแท้จริง
Smartphone & IoT: กลยุทธ์ Premiumization ที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน
ในกลุ่มธุรกิจสมาร์ทโฟน เสียวหมี่ยังคงรักษาตำแหน่งท็อป 3 ของโลกไว้ได้อย่างเหนียวแน่นเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยมีส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกอยู่ที่ 13.3% ความสำเร็จนี้มาจากการมุ่งเน้นกลยุทธ์สินค้ากลุ่มพรีเมียม (Premiumization) อย่างรุ่น Xiaomi 17 Ultra ที่พัฒนาร่วมกับ Leica ซึ่งช่วยดันสัดส่วนยอดขายสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ (ราคาเกิน 3,000 หยวนขึ้นไป) ให้สูงถึง 27.1% ของยอดขายรวมในจีน
ด้านระบบนิเวศ IoT เสียวหมี่ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อบนแพลตฟอร์ม AIoT มากถึง 1,079.2 ล้านเครื่อง (ไม่รวมสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์) เติบโต 19.3% โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ (Smart Home Appliances) เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า มียอดจัดส่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งหัวใจของความสำเร็จนี้คือแอป Xiaomi Home ที่มีผู้ใช้งานต่อเดือน (MAU) ถึง 112.7 ล้านราย ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการควบคุมทุกอย่างในบ้านและเชื่อมต่อเข้ากับรถยนต์ได้อย่างสมบูรณ์
การลงทุนเพื่ออนาคต: R&D คือรากฐานที่ยั่งยืน
เพื่อให้คงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี เสียวหมี่ได้ทุ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในปี 2568 ไปถึง 33.1 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 37.8% และมีบุคลากรสาย R&D มากกว่า 25,000 คน นอกจากนี้ยังประกาศแผนการลงทุนในด้าน AI เพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 6 หมื่นล้านหยวนในอีก 3 ปีข้างหน้า การลงทุนมหาศาลนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการสร้าง “Core Technology” ที่เป็นของตัวเอง เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ต้องการให้ทุกคนเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านนวัตกรรมที่ล้ำสมัยในราคาที่จับต้องได้








