Posted on Leave a comment

รีวิว OPPLE IF Table Lamp โคมไฟที่ครบถ้วนทั้งดีไซน์และคุณสมบัติ

ถ้าพูดถึงโคมไฟตั้งโต๊ะเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะคิดเหมือนกัน คือโคมไฟที่มีหลอดด้านบนอันเดียว แต่ OPPLE IF Table Lamp แตกต่างออกไป ด้วยการมีหลอดตรงก้าน และต้องบอกว่าไม่ใช่แค่การเพิ่มมาสวยๆ แต่การจัดวางหลอดไฟแบบนี้เกิดจากการค้นคว้าแล้วว่าให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

OPPLE เป็นแบรนด์สัญชาติจีนที่โกอินเตอร์มีสาขาอยู่ในหลายประเทศรวมถึงไทยเราด้วย และ IF Table Lamp ที่เรากำลังพูดถึงตอนนี้ก็ไม่ธรรมดาเลย เพราะมีการออกแบบแผงไฟแบบรังผึ้งซึ่งให้แสงที่กระจายครอบคลุมรวมถึงสบายตากว่า และแผงไฟแบบนี้ก็เป็นสิทธิบัตรของ OPPLE อีกด้วย

แม้จะมีดีมาพร้อมสิทธิบัตรแต่ราคาค่าตัวก็ไม่ต่างกับโคมไฟอื่นๆ เลย โดยมีราคาโปรโมชั่นอยู่ที่ 1,599 บาทที่ Lazada เมื่อมองที่รูปลักษณ์สัมผัสภายนอก ถือว่า OPPLE มีงานประกอบและวัสดุที่ดี เรียบหรูดูแพง แสงไฟในแนวตั้งได้จากหลอดด้านบนผ่านแผงรังผึ้งที่สามารถกางปรับระดับได้ โดยปล่อยให้หลอดไฟที่ก้านทำหน้าที่กระจายแสงในแนวนอนเพื่อสร้างบรรยากาศและแสงสีที่สอดคล้องกัน

นอกจากนี้ยังปรับความสว่างและอุณหภูมิสีได้ด้วย ซึ่งการปรับอุณหภูมิสีนี้ทำเพื่อให้เหมาะกับการใช้งาน เช่นการพักผ่อนก็ใช้ไฟสีเหลืองนวล แต่ถ้าต้องการอ่านเขียนก็ให้โทนสีที่สว่างมากขึ้น

แต่ที่โดดเด่นเป็นพิเศษและตอบโจทย์คนหน้าจอก็คือโหมดคอมพิวเตอร์ ซึ่งโหมดนี้จะปิดหลอดไฟด้านบนและเปิดเฉพาะที่ตัวก้าน เพื่อให้แสงแวดล้อมไล่เลี่ยกับหน้าจอ ซึ่งแสงลักษณะนี้จะลดอาการเมื่อยล้าและปวดตา นับว่าเป็นโหมดที่ดีมากๆ สำหรับคนยุคนี้

ในกรณีที่ไม่ต้องการเปิดไฟด้านข้าง ก็ทำได้ง่ายๆ ด้วยการกดที่ปุ่มเปิด-ปิดค้างไว้ 3 วินาทีก็เรียบร้อย และปุ่มควบคุมต่างๆ ก็ถูกออกแบบให้ใช้งานได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ทำให้ปุ่มดูเรียบเนียนเป็นชิ้นเดียวกับตัวฐานตั้ง ช่วยเพิ่มความสวยงามยิ่งขึ้นไปอีก

แม้จะดูเหมือนโคมไฟธรรมดาทั่วไป แต่ถ้าดูที่รายละเอียดการใช้งานจริงๆ จะพบว่า OPPLE IF Table Lamp มีการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานที่ดีมาก เรียกได้ว่าคุ้มเกินค่าตัว 1,599 บาท ถ้าสนใจก็หาซื้อได้ที่ Lazada เลยครับ

Posted on Leave a comment

Sony ไทยเปิดตัวเลนส์ 24mm F1.4 G Master ที่ชาวหมีรอมานาน

Sony ผู้นำตลาดกล้อง Full Frame Mirrorless เดินหน้าเสริมแกร่งธุรกิจดิจิตอล อิมเมจจิ้ง ด้วยการเปิดตัวเลนส์กล้องระดับพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ล่าสุด FE 24mm F1.4 GM ในชื่อรุ่น SEL24F14GM จากตระกูล G Master สุดยอดนวัตกรรมเลนส์ที่มาในคอนเซ็ปท์กะทัดรัดและน้ำหนักเบาที่สุดในตระกูล พร้อมอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำซึ่งพัฒนาขึ้นใหม่มากมาย เป็นเลนส์ไพรม์ที่มาพร้อมรูรับแสงกว้างสุดที่ F1.4 เพิ่มอิสระในการสร้างสรรค์ภาพที่กว้างไกลและละเอียดคมชัดตอบโจทย์ผู้หลงใหลการถ่ายภาพยามค่ำคืนท่ามกลางหมู่ดาว และแสงสีระยิบระยับได้อย่างสวยงาม รวมถึงระบบมอเตอร์โฟกัสแบบ DDSSM ที่ทำงานได้อย่างเงียบกริบ และแม่นยำกว่าเดิมถึง 3 เท่า ซึ่ง Sony มั่นใจว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เลนส์กล้องออกสู่ตลาดในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจดิจิตอล อิมเมจจิ้งของ Sony เติบโตเพิ่มขึ้น พร้อมตอกย้ำการเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีด้านการถ่ายภาพสุดล้ำอย่างต่อเนื่อง

นางสาวลีลนา เพียรพิริยะ ผู้จัดการแผนกการตลาดผลิตภัณฑ์ดิจิตอลอิมเมจจิ้ง บ. โซนี่ ไทย จ.ก. เปิดเผยว่า “Sony มีความมุ่งมั่นในการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีด้านเลนส์และกล้องดิจิตอลอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อจะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการถ่ายภาพคุณภาพสูงและตอบสนองความต้องการใช้งานให้แก่ช่างภาพระดับมืออาชีพและผู้รักการถ่ายภาพทั่วไป ด้วยการนำเสนอเลนส์กล้องที่แตกต่างสอดคล้องกับ ไลฟ์สไตล์การใช้งานที่หลากหลายของช่างภาพยุคปัจจุบัน ในวันนี้ Sony ยังคงเดินหน้าต่อยอดการพัฒนาเลนส์กล้องมาสู่นวัตกรรมเลนส์คุณภาพสูงระดับพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ล่าสุด FE 24mm F1.4 GM ที่มาพร้อมขนาดกระทัดรัดและน้ำหนักเบา แต่ยังคงอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าไปอีกขั้น ด้วยเลนส์มุมกว้างที่ให้รูรับแสงกว้างสุดถึง F1.4 เพื่อให้ประสิทธิภาพในการถ่ายภาพที่ก้าวล้ำสำหรับช่างภาพที่ต้องการถ่ายภาพหมู่ดาวได้อย่างสวยงามระดับมืออาชีพ โดย Sony มั่นใจว่าการเปิดตัวเลนส์กล้องรุ่นใหม่ในครั้งนี้จะสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในการถ่ายภาพให้กับช่างภาพรุ่นใหม่ รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจดิจิตอล อิมเมจจิ้งของ Sony เติบโตยิ่งขึ้น”

เลนส์ GM รุ่น FE 24mm F1.4 GM (model SEL24F14GM)
นับเป็นสุดยอดเลนส์สำหรับกล้อง Full Frame Mirrorless ระดับเรือธงตัวใหม่ล่าสุดของตระกูล G Master ที่จะมอบประสบการณ์ถ่ายภาพคุณภาพสูงที่เหนือระดับยิ่งขึ้นเพื่อเอาใจช่างภาพที่ต้องการถ่ายภาพยามค่ำคืนโดยเฉพาะหมู่ดาวได้อย่างสวยงามระดับมืออาชีพ ด้วยการออกแบบตัวเลนส์ที่มาในคอนเซ็ปท์กะทัดรัด ทำให้เลนส์รุ่นนี้มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบาที่สุดในตระกูลเพียง 445 กรัม และขนาดฟิลเตอร์ 67 มม.
ช่วยให้ ช่างภาพสามารถพกพาไปเก็บภาพความประทับใจได้อย่างคล่องตัวในทุกที่ พร้อมเทคโนโลยีที่อัดแน่น    ด้วยเลนส์ไพรม์มุมกว้างที่ให้รูรับแสงสว่างถึง F1.4 มาพร้อมกับชิ้นเลนส์ 13 ชิ้น 10 กลุ่ม โดยเป็นชิ้นเลนส์พิเศษ XA (extreme aspherical) จำนวน 2 ชิ้น และชิ้นแก้ว ED (Extra-low Dispersion) จำนวน 3 ชิ้น   ที่เคลือบด้วยเทคโนโลยี Nano AR Coating และ Fluorine จึงช่วยให้ได้ภาพที่มีความละเอียดคมชัด และได้แสงที่นุ่มนวลเป็นธรรมชาติ แม้จะตั้งค่ารูรับแสงกว้างสุด รวมถึงลดการเกิดความคลาดเคลื่อนของสีต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมป้องกันฝุ่น และละอองน้ำอีกด้วย

ระบบมอเตอร์โฟกัสแบบ DDSSM (Direct Drive SSM) ที่ออกแบบมาใหม่ให้มีขนาดและน้ำหนักเบาสำหรับกล้อง E-mount แต่ให้พลังการทำงานสูงกว่าระบบเดิมถึง 3 เท่า  ทำให้โฟกัสอัตโนมัติได้รวดเร็วแม่นยำและเงียบกริบยิ่งขึ้นโดยเฉพาะเมื่อถ่ายวีดีโอสลับกับการถ่ายภาพนิ่ง รวมถึงมีไดอะแฟรมรูรับแสงทั้งหมด 11 ใบ ทำให้ได้โบเก้ที่ดูกลมกลืนสวยงาม นอกจากนี้ บนกระบอกเลนส์ยังมีสวิตซ์ปรับเปลี่ยนระบบโฟกัส AF/MF พร้อมปุ่ม Focus Hold และวงแหวนโฟกัสมี Linear Response MF สำหรับการปรับโฟกัสแบบแมนนวล โดยโฟกัสจะเปลี่ยนไปตามแนวเส้นตรงเพื่อตอบสนองต่อการหมุนวงแหวนโฟกัส ทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวด้วยมือได้อย่างฉับไวเหมาะกับสถานการณ์ในการถ่ายภาพต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา

ปัจจุบัน Sony มีเลนส์ทั้งที่เป็นระบบ Full Frame Mirrorless หรือ Native Full Frame Lens มากถึง 30 รุ่น ครอบคลุมช่วงตั้งแต่ 12mm ไปถึง 400mm มาพร้อมกับเทคโนโลยีล่าสุด พัฒนาโดย Sony  สามารถตอบโจทย์ช่างภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเลนส์ในตระกูล G Master มากถึง 8 ตัวด้วยกัน ซึ่งประกอบด้วยเลนส์ในช่วงต่าง ๆ ดังนี้ FE 24-70mm f/2.8 GM,  FE 85mm f/1.4 GM, FE 70-200mm f/2.8 GM OSS, FE 100mm F2.8 STF GM OSS, FE 16-35mm f/2.8 GM, FE 100-400mm F4.5-5.6 GM OSS, FE 400mm f/2.8 GM OSS, รวมทั้งตัวใหม่ล่าสุด FE 24mm f/1.4 GM จึงสามารถครอบคลุม และรองรับการทำงานของช่างภาพได้ทุกรูปแบบ มาพร้อมคุณสมบัติหลักด้วยการรองรับการถ่ายภาพความละเอียดสูง และโบเก้ที่ละมุนสวยงาม เหมาะกับการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอ ออกแบบมาสำหรับมืออาชีพจริงๆ Sony ได้ถือว่าเป็นผู้นำแห่งเทคโนโลยีด้านการถ่ายภาพแท้จริง สมกับสโลแกน “Tomorrow’s lenses today, from Sony”


สำหรับเลนส์ SEL24F14GM พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ในราคา 49,990 บาท พร้อมโปรโมชั่น ผ่อน 0% นาน 10 เดือน ผู้สนใจสามารถทดลองประสิทธิภาพของเลนส์สุดล้ำได้ที่ โชว์รูมโซนี่ สโตร์ ทุกสาขา ร้านโซนี่ เซ็นเตอร์ และร้านค้าผู้แทนจำหน่ายกล้องชั้นนำ และสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร. 0-2715-6100 หรือเยี่ยมชม www.sony.co.th

Posted on Leave a comment

รีวิว Huawei Y9 2019 มือถือแบตอึด จอใหญ่เต็มตา กล้องคู่หน้าหลัง ครบเครื่องทั้งดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ถ่ายรูป

สมาร์ทโฟน Huawei เป็นสมาร์ทโฟนที่เน้นคุ้มราคา สำหรับตระกูล Y9 ที่เน้นหน้าจอใหญ่ แบตอึด กล้องคู่หน้าหลังมาตลอด ซึ่ง Huawei Y9 รุ่นล่าสุดปี 2019 ก็ได้สืบทอดเจตนารมณ์นั้นต่อไป

ดีไซน์หน้าจอขอบบางเต็มตา

Huawei Y9 มาพร้อมดีไซน์ในแบบ Huawei ด้วยดีไซน์กระจกด้านหน้า ส่วนด้านหลังเป็นพลาสติกที่ทำเลียนแบบกระจกได้อย่างสวยงาม วางตัวอักษรที่ฝาหลังแบบแนวนอน ด้านหน้าดีไซน์ให้ใช้หน้าจอเต็มพื้นที่ด้านหน้ามากที่สุด ทำให้เวลาเปิดจอจะเป็นมือถือที่ดูเต็มตามาก

ด้านการปกป้องตัวเครื่องก็ไม่ต้องห่วง เพราะ Huawei ได้ติดฟิล์มกันรอยหน้าจอและแถมเคสซิลิโคนใสมาให้ในกล่องแล้ว สามารถปกป้องเครื่องได้ตั้งแต่แกะกล่องเลย

อีกส่วนที่หลายคนน่าจะชอบกันคือสล็อตซิม 2 กับ microSD แยกกัน สามารถใส่ซิม 2 และ microSD พร้อมกันได้

จุดที่น่าสังเกตคือ Huawei Y9 2019 ยังเลือกใช้ช่องชาร์จแบบ micro USB อยู่ ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานที่เก่าแล้ว แต่อาจจะเป็นข้อดีของหลายๆ คนที่ยังไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ที่มีอยู่

ดูหนังสะใจ ดู NetFlix HD ได้

Huawei Y9 2019 มาพร้อมหน้าจอ Huawei FullView Display ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด FHD+ อัตราส่วนพื้นที่หน้าจอต่อพื้นที่ด้านหน้า 82.8% เต็มตามากๆ เป็นสิ่งที่ใครเห็นแล้วจะต้องประทับใจกับมันแน่นอน

ส่วนที่มักจะเป็นจุดอ่อนของมือถือจีนคือเรื่อง DRM ต่างๆ ที่มักจะรองรับไม่ครบครัน แต่ไม่ใช่กับ Huawei Y9 2019 ที่รองรับ Widevine DRM ระดับ L1 เลยทีเดียว ทำให้สามารถดูหนังใน NetFlix และแอปสตรีมมิ่งต่างๆ ด้วยความละเอียดระดับ HD ได้

ฟังเพลงเพราะ ฟีเจอร์ด้านเสียงครบครัน

สำหรับคนชอบฟังเพลงจะต้องรัก Huawei Y9 2019 ที่มาพร้อมลำโพงตัวเดียวที่ด้านล่าง เสียงที่ได้ค่อนข้างดังเลยทีเดียว สามารถเปิดฟังเพลงได้สบายๆ

สามารถเพิ่มความสนุกในการฟังเพลงไปอีกขั้นด้วยฟีเจอร์ Party Mode ที่สามารถเชื่อมต่อ Huawei Y9 2019 ของคุณเข้ากับมือถือ Huawei รุ่นอื่นๆ ที่รองรับแล้วเปิดเพลงพร้อมกันเพื่อให้เพลงดังกว่าเดิม หรือจะเอาไว้สร้างเอฟเฟ็กต์เสียงรอบทิศทางก็ได้

สำหรับคนที่ใช้หูฟังก็ไม่ต้องกังวล เพราะ Huawei Y9 2019 ยังมีช่องหูฟัง 3.5 มม. มาให้ ต่อหูฟังตัวโปรดของคุณได้สบายๆ และมีหูฟังแถมมาให้ในกล่องเรียบร้อย ไม่ต้องไปหาซื้อแยก

สำหรับสายฟังเพลงไร้สายก็ไม่ต้องกังวล เพราะมี Bluetooth Codec มาค่อนข้างครบครันทีเดียว รวมถึง Codec ยอดนิยมอย่าง AptX HD ที่ทำให้ฟังเพลงคุณภาพสูงผ่านหูฟังที่รองรับได้ หรือจะเป็น HWA ของ Huawei เองก็มี

มีจุดสังเกตคือ Huawei Y9 2019 รองรับ Wi-Fi 2.4 GHz เท่านั้น ทำให้สัญญาณ Wi-Fi อาจจะกวนกับสัญญาณ Bluetooth ได้

สายเกมก็ไหว แบต 4000 mAh อึดสะใจ

สำหรบสเปกเครื่อง Huawei Y9 2019 ใช้ชิปเซ็ต Kirin 710 ที่มีเทคโนโลยี GPU Turbo ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของ Huawei เอง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกมให้ดีขึ้น แรม 4 GB ความจุ 64 GB เพิ่มด้วย microSD ได้ และยังทำงานร่วมกับแอป Game Suite ที่ช่วยเร่งประสิทธิภาพเครื่องและปิดการแจ้งเตือนต่างๆ ทำให้ Huawei Y9 2019 สามารถใช้เล่นเกมระดับทั่วไป ปรับกราฟิกกลางๆ ได้สบายๆ เฟรมเรทไม่มีตก แถมแบตเตอรี่ 4000 mAh ให้เล่นเกมได้หลายตาโดยไม่ต้องชาร์จไฟบ่อยๆ เครื่องไม่ร้อน ไม่มีสายระโยงระยาง

นอกจากนั้นยังให้เซ็นเซอร์ Gyroscope ที่หายากในมือถือระดับราคานี้ ทำให้สามารถดูวิดีโอ 360 องศา รวมถึงเกมต่างๆ ที่ต้องใช้การหมุนเตรื่อง เช่น เกมแข่งรถได้ด้วย

ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอด้วยกล้องคู่ทั้งหน้าและหลัง มี AI ในตัว

มือถือ Huawei นั้นขึ้นชื่อเรื่องถ่ายรูปอยู่แล้ว โดยให้กล้องคู่มาทั้งหน้าและหลัง ทำให้ถ่ายโหมดหน้าชัดหลังเบลอหรือ Portrait ได้อย่างสวยงาม เบลอได้อย่างแม่นยำ

กล้องหลังมีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ทำงานร่วมกับกล้องวัดความลึก 2 ล้านพิกเซล มีระบบ AI ตรวจจับสิ่งที่จะถ่ายและปรับการตั้งค่ากล้องและแต่งภาพให้อัตโนมัติ

มีโหมด Pro ให้ปรับการตั้งค่ากล้องหลังเองแบบละเอียด

โหมด Document scan ถ่ายภาพเอกสารแล้วระบบจะจัดให้เหมือนภาพออกมาจากเครื่องสแกนเลย อ่านง่าย

โหมด Light painting ให้คุณลากไฟเป็นเส้นโดยไม่ต้องตั้งค่าให้ยุ่งยาก

แม้จะไม่ใช่รุ่นท็อป แต่ก็มาพร้อม Night mode ที่เป็นจุดเด่นของมือถือ Huawei ทำให้สามารถถ่ายรูปเปิดชัตเตอร์นานๆ ได้โดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องได้

กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ทำงานร่วมกับกล้องวัดความลึก 2 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอได้ มีโหมด Perfect selfie ที่จะทำการจดจำใบหน้าเรา และแต่งหน้าให้เราอัตโนมัติ

หรือจะใส่เอฟเฟกต์ AR ถ่ายถาพสนุกๆ ก็ได้ ได้ทั้งเป็นภาพนิ่งและวิดีโอ เหมาะสำหรับใช้เป็นรูปโปรไฟล์ Socail Network มาก

ระบบความปลอดภัยทั้งสแกนลายนิ้วมือและสแกนหน้า

ด้านระบบความปลอดภัย รองรับการปลดล็อกหน้าจอทั้งสแกนใบหน้าและสแกนลายนิ้วมือจากเซ็นเซอร์ด้านหลังเครื่อง

ใช้ 4G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิม เล่นเน็ตระหว่างโทรได้

 หนึ่งในปัญฆามือถือ 2 ซิมคือการที่ทั้ง 2 ซิมรองรับเครือข่ายได้ไม่เท่ากัน แต่ Huawei Y9 รองรับ 4G พร้อมกันทั้ง 2 ซิมเลย ไม่ต้องกลัวขาดการเชื่อมต่อหรือกลัวเน็ตช้าแต่อย่างใด ที่สำคัญคือสามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตระหว่างโทรได้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในจุดเด่นของมือถือ Huawei เลยทีเดียว

ของดีมีแจกใน Huawei App Gallery

นอกจาก Google Play Store แล้วก็ยังมี Huawei App Gallery
ที่รวบรวมแอพไว้ให้โหลด แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าสำหรับ Huawei App Gallery
ก็คือสิทธิพิเศษสำหรับผู้ใช้ Huawei ที่มีแอพดังหมุนเวียนมาแจกฟรี
หรือแม้แต่การแจกไอเท็มในเกม โดยเข้าไปในแอพและเลือกรับ Gift ได้

ฟีเจอร์เยอะ ลูกเล่นเพียบ

สำหรับ Huawei Y9 2019ขับเคลื่อนด้วย EMUI ที่เป็นรอมของทาง Huawei จึงมีคุณสมบัติและฟีเจอร์เด่นไม่ต่างกับรุ่นเรือธง

ไม่ว่าจะเป็น Gesture ต่างๆ อย่างเช่น ลากนิ้วผ่านเซ็นเซฮร์สแกนลายนิ้วมือเพื่อเลื่อนแถบแจ้งเตือนลงมา หรือลาก 3 นิ้วบนหน้าจอเพื่อจับภาพหน้าจอ คว่ำเครื่องเวลาสายเข้าเพื่อปิดเสียง ยกมือถือมาแนบหูเพื่อรับสาย ป้องกันกดารเผลอกดเครื่องเวลาเครื่องอยู่ในกระเป๋า เป็นต้น

อีกฟีเจอร์ที่หลายคนทำประจำคือการปิดเครื่องก่อนนอน สำหรับ Huawei Y9 2019 สามารถตั้งเวลาปิดและเปิดเครื่องก่อนนอนด้วย และตั้งเวลาเปิดปิดฟิลเตอร์ถนอมสายตาได้ด้วย

ฟีเจอร์ MirrorShare ให้คุณแชร์หน้าจอของคุณผ่านทาง Miracast ได้แบบไร้สาย

App twin, App lock, File safe
สำหรับผู้รักสุขภาพ Huawei Y9 จะนับก้าวการเดินและแสดงบนหน้าจอล็อกสกรีนให้ดูตลอดเวลาด้วย

ผ่านการทดสอบมาตรฐาน

ก่อนจะถึงมือผู้ใช้ Huawei ได้ทดสอบมาตรฐานของทั้งมือถือและอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งทดสอบกดปุ่ม นำไปใช้ในสภาวะอากาศต่างๆ ทอสอบชาร์จ ทดสอบเสียบหูฟัง ไม่ต้องกลัวซื้อไปใช้แล้วจะพังเร็ว

Huawei Y9 2019 ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่ครบถ้วนในราคาประหยัดรุ่นหนึ่งในท้องตลาด ด้วยฟีเจอร์ที่พร้อมทั้งดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ถ่ายรูปในเครื่องเดียว และหน้าจอที่สะกดตาตั้งแต่แรกเห็น
Posted on Leave a comment

802.11ax และ 802.11ad มาตรฐาน Wifi ใหม่ มาพร้อมความเร็วระดับ Gigabits

สำหรับมาตรฐาน Wifi 802.11ac ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้น เป็นมาตรฐานที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2013 โดยได้มี AC Wave 2 ออกมาเพิ่มในปีที่แล้ว

สำหรับผู้ที่ตามข่าว IT ในช่วงนี้มักจะได้พบเห็นกับมาตรฐาน Wifi ใหม่อย่าง 802.11ad กันมาบ้างแล้ว อย่างเช่น ASUS ROG Phone ทีเปิดตัวไปในงาน Computex ก็ได้ใช้ Wifi มาตรฐานดังกล่าวในการ Stream ภาพจากหน้าจอเครื่องขึ้นไปบนจอ TV แบบ Realtime โดยแท้ที่จริงแล้ว มาตรฐาน Wifi ใหม่นั้นไม่ได้มีแค่เพียง ad แต่อย่างเดียว แต่มีมาตรฐาน ax อีกด้วย โดยครั้งนี้เราจะมาเจาะกันว่าทั้งสองนั้นแตกต่างกันอย่างไร และจะมาช่วยให้การใช้งานแบบไร้สายนั้นมีความสะดวกสบายขึ้นได้อย่างไร

มาตรฐาน 802.11ad หรือที่เรียกกันว่า WiGig นั้นเป็นมาตรฐาน Wifi ที่ใช้คลื่น 60 GHz แทนการใช้คลื่น 2.4 และ 5 GHz และเนื่องจากความถี่ที่สูงทำให้สามารถส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงกว่าที่ใช้ปัจจุบัน โดยมีความเร็วตามหน้ากระดาษถึง 7 Gbps แต่เนื่องจากความถี่ที่สูงนั้นทำให้อำนาจการทะลุทะลวงของมาตรฐาน ad ต่ำมากเช่นกัน โดยจะสามารถทำงานได้เฉพาะเมื่อสามารถลากเส้นเชื่อมระหว่างตัวส่งและตัวรับได้โดยไม่มีสิ่งกีดขวางเท่านั้น จากข้อจำกัดดังกล่าวทำให้เหมาะแก่การใช้ในห้องขนาดเล็กหรือใช้สำหรับส่งสัญญาณภาพไปที่จอแบบไร้สาย

ส่วนมาตรฐาน 801.11ax นั้นจะเป็นมาตรฐานที่มาแทนที่ 802.11ac โดยตรง ซึ่งจะใช้คลื่น 2.4 และ 5 GHz เหมือนเดิม ต่างกันที่ความสามารถในการทำงานบนพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของสัญญาณสูง และยังออกแบบมาเพื่อการใช้งานพร้อมกันหลายๆ อุปกรณ์โดยไม่ทำให้สูญเสียประสิทธิภาพ

Posted on Leave a comment

Galaxy Note 9 ระเบิด! ฝันร้ายครั้งใหม่ของ Samsung หรือเป็นเพียงแค่ข่าวลวง

หลังจากการวางขายของ Samsung Galaxy Note 9 ได้เพียงไม่นานก็ได้มีข่าวการระเบิดของ Note อีกแล้ว

โดยเรื่องดังกลาวเริ่มมาจากสื่อ New York Post ได้รายงานว่ามีหญิงสาวท่านนึงชื่อว่า Diane Chung ได้ใช้ Galaxy Note 9 ในลิฟท์สาถารณะ โดยตัวเครื่องได้เริ่มร้อนจนเกินที่จะใช้งานได้เธอจึงเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋า แต่แล้วกลับได้ยินเสียงดังและมีควันออกมาจากกระเป๋า เธอจึงวางกลับเป๋าลงบนพื้นและพยายามเอามือถือออกมาทำให้โดนลวก หลังจากนั้นจากการที่ภายในลิฟท์ที่เธอโดยสารมานั้นเริ่มเต็มไปด้วยควัน เธอจึงกดปุ่มสั่งการลิฟท์ซ้ำๆ จนสุดท้ายลิฟท์ก็ลงไปถึงชั้น Lobby โดยเธอได้เตะโทรศัพท์ออกจากลิฟท์และได้มีผู้หวังดีนำโทรศัพท์ลงไปในถังใส่น้ำจึงทำให้ควันหายไป


จากรายงานดังกล่าวทำให้เกิดการกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบ Galaxy Note 7 อีกครั้งนึงทำให้เหตุการณ์ดังกล่าวได้ขึ้นหน้าหนึ่งของสื่อหลายๆ เจ้า แต่จากการที่ทีมงานนัวเนียได้อ่านรายงานนี้แล้วกลับพบถึงความผิดปกติของรายงานดังสองหลายจุดดังนี้


  • เหตุการณ์เกิดในลิฟท์โดยสารสาถารณะแต่กลับไม่มีภาพและวีดิโอประกอบการรายงาน

 โดยทั่วไปแล้วภายในลิฟท์จะต้องมีกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร แต่จากรายงานครั้งนี้กลับไม่มีแม้กระทั้งภาพออกมาให้เห็นกัน

  • ควันหายไปเมื่อนำโทรศัพท์ลงไปในถังใส่น้ำ

 โดยทั่วไปแล้วเป็นหนึ่งในวิธีการดับไฟสำหรับของชิ้นเล็กๆ ที่มีประสิทธิภาพดี แต่ว่าแบตเตอรี่ของโทรศัพท์นั้นผลิตมาจาก Lithium-ion ซึ่งจะติดไฟเมื่อสัมผัสกับความชื้น ซึ่งในที่นี้คือน้ำ ดังนั้นแล้วการกระทำนี้ควรทำให้ควันออกมาเพิ่มมากขึ้น หรือเกิดการระเบิดขึ้น มากกกว่าควันหายไป

แบตเตอรี่ Lithium เกิดการติดไฟเมื่อสัมผัสกับน้ำ

จากจุดสังเกตุสองข้อนี้ทำให้รายงานดังกล่าวยังไม่น่าเชื่อถือจนกว่าจะมีหลักฐานที่แน่ชัดออกมา

สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ถ้ามีความคืบหน้าทางทีมงานนัวเนียจะไม่พลาดที่จะนำมาเล่าให้ทุกท่านอ่านแน่นอน

ภาพ : Samsung
วีดิโอ : The King of Random
Source : New York Post

Posted on Leave a comment

รีวิว Bluetooth DAC/AMP จาก FiiO ทั้ง 3 รุ่น เปลี่ยนหูฟังมีสายตัวโปรดให้กลายเป็นหูฟังไร้สายเสียงดี มีไมค์ด้วย

ในปัจจุบันสมาร์ทโฟนหลายยี่ห้อได้ตัดช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ออก ทำให้หลายคนหมดสิทธิ์ใช้หูฟังมีสายสุดโปรดของตัวเอง วันนี้ NuaNia จะมารีวิวอุปกรณ์ที่จะทำให้ทุกท่านได้ใช้หูฟังตัวโปรดอีกครั้ง โดยอุปกรณ์ชิ้นนี้คือ Bluetooth DAC/AMP นั่นเอง

DAC/AMP คืออุปกรณ์สำหรับถอดรหัสสัญญาณดิจิตอลจากมือถือเป็นสัญญาณเสียงและขับออกมาเป็นเสียงให้เราได้ยินผ่านหูฟัง ปกติชิ้นส่วนเหล่านี้จะมีในโทรศัพท์มือถือของเราแล้ว แต่หลายคนที่ต้องการอัปเกรดคุณภาพเสียงให้ดีขึ้นก็จะซื้ออุปกรณ์เข้าตัวนี้ที่คุณภาพดีๆ มาต่อแยก โดยปกติมักจะเชื่อมต่อกับมือถือทางช่อง USB ซึ่งมีข้อเสียคือทำให้เราไม่สามารถชาร์จไฟมือถือระหว่างใช้งานได้ แต่สำหรับของ FiiO ที่เราจะนำมารีวิวทั้ง 3 รุ่นจะเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth แทน ทำให้เราสามารถใช้ช่อง USB ได้ตามปกติ

การใช้งาน Bluetooth DAC/AMP นั้นง่ายดายมาก เพียงเสียบหูฟังที่เราใช้เข้ากับตัวมันและเชื่อมต่อ Bluetooth เข้ากับมือถือ เสียงก็จะออกที่หูฟังเหมือนเราใช้งานหูฟัง Bluetooth เลย โดยทั้ง 3 รุ่นที่เราจะมารีวิวในครั้งนี้คือ FiiO BTR1, FiiO μBTR และ FiiO BTR3

Fiio BTR1

ตัวนี้เป็นรุ่นแรกของตระกูลที่ออกมาก่อนตัวอื่นๆ จุดเด่นคือใช้ชิปเสียงคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้ วัสดุดี มีไมโครโฟนในตัวทำให้ใช้คุยโทรศัพท์ได้ด้วย

บอดี้เป็นโลหะผสมกับพลาสติกบางส่วน รองรับ Bluetooth 4.2 ชิปเสียง AK4376 และชิป Bluetooth รองรับ Bluetooth Codec สูงสุด AptX
ให้เสียงที่ดีกว่าการต่อหูฟังผ่านช่องหูฟัง 3.5 มม. ในมือถือหลายๆ รุ่นเสียอีก

อุปกรณ์ในกล่องนอกจากตัว FiiO BTR1 จะมีสาย microUSB แบบสายสั้นสำหรับชาร์จไฟและสายสำหรับคล้องคอมาให้ด้วย โดยคล้องกับรูคล้องสายที่ด้านหลัง

FiiO BTR1 มาพร้อมไมโครโฟนสำหรับสนทนาในตัว สามารถให้คุยโทรศัพท์ได้เลย ปุ่มควบคุมมีทั้งหมด 3 ปุ่ม คือ

  • ปุ่มเพิ่ม/ลดเสียง สามารถใช้ในการข้ามหรือย้อนกลับเวลาฟังเพลงได้ด้วย
  • ปุ่มเอนกประสงค์ ใช้เป็นปุ่มเปิด/ปิด รับสาย/วางสาย และใช้ในการเปิด/ปิดฟีเจอร์ปรับแต่งเสียง ด้วย

สำหรับฟีเจอร์ปรับแต่งเสียง สามารถเปิดได้โดยการกดปุ่มตรงกลาง 2 ครั้ง จะเป็นการจำลองเสียงรอบทิศทาง ซึ่งเหมาะสำหรับการดูหนังมากกว่าฟังเพลง ใครใช้ฟังเพลงไม่แนะนำให้เปิดฟีเจอร์นี้

แบตเตอรี่อยู่ได้นานประมาณ 6 ชม. ใช้เวลาชาร์จไฟไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เวลาแบตเตอรี่ใกล้หมดจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและมีเสียงเตือนในหูฟัง การชาร์จไฟทำได้ผ่านช่อง microUSB โดยเสียบกับที่ชาร์จมือถือได้เลย

ข้อสังเกตสำหรับรุ่นนี้คือเวลาไม่เปิดเพลงจะมีเสียงหวี่ออกมาตลอดเวลา ซึ่งปัญหานี้ทาง FiiO แจ้งว่าสามารถแก้ได้ด้วยการลดเสียงที่ตัว Bluetooth ลงจนเสียงหวี่หายไป และไปเพิ่มเสียงที่มือถือแทน

FiiO μBTR

ตัวนี้เป็นรุ่นประหยัด มีการลดสเปคหลายอย่างลงจาก BTR1 แต่สเปคบางด้านก็ดีขึ้นเช่นกัน การเปลี่ยนปลงหลักๆ คือเปลี่ยนพอร์ตชาร์จเป็นพอร์ต USB type-C และสามารถกดปุ่มเรียกผู้ช่วยอัจฉริยะในมือถือได้ (Siri/Google Assistant) และมี NFC ที่เพิ่มความสะดวกในการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่มี NFC เช่นกัน เพียงแค่เอาอุปกรณ์มาสัมผัสกันเท่านั้น

FiiO μBTR เปลี่ยนมาใช้การดีไซน์แบบใหม่ที่ดูโมเดิร์นขึ้น ตัวเครื่องเป็นสีขาวทั้งตัว วัสดุเปลี่ยนมาใช้พลาสติกทั้งหมดทำให้น้ำหนักเบาลงจากเดิม ตัวหนีบปกเสื้อถูกปรับปรุงใหม่ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น จากของรุ่น BTR1 ที่ค่อนข้างแข็ง และมักจะทำให้เราไปเผลอกดปุ่มสั่งงาน

ปุ่มควบคุมยังมี 3 ปุ่มเหมือนเดิม
แต่เพิ่มความสามารถของปุ่มอเนกประสงค์ให้สามารถเรียกใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ
(Siri/Google Assistant) ได้ด้วย

ด้านเสียง FiiO uBTR ได้ลดสเปคทางด้านเสียงลง ทำให้เสียงสู้ BTR1 ไม่ได้ และไม่มีฟีเจอร์ปรับแต่งเสียง แต่ได้แก้ปัญหาเสียงหวี่เวลาไม่ได้เปิดเพลงแล้ว และยังมีไมค์สนทนาเหมือนเดิมแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ใกล้เคยง FiiO BTR1


FiiO BTR3

รุ่นท็อปตัวใหม่ล่าสุดที่พัฒนาต่อจาก FiiO BTR1 ให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าเดิม พร้อมฟีเจอร์ที่ครบครันแบบ FiiO μBTR

FiiO BTR3 ใช้วัสดุเป็นโลหะ ด้านหน้าครอบด้วยกระจก 2.5D
สีดำทั้งตัว หน้าตาดูหรูหราและทันสมัยกว่าเดิม
คลิปหนีบปกเสื้อถูกออกแบบใหม่ให้ใช้งานง่ายขี้น มี NFC ช่วยในการเชื่อมต่อ ข้อสังเกตสำหรับรุ่นนี้คือช่องเสียบหูฟังถูกย้ายมาด้านล่างข้างช่องชาร์จ สำหรับคนที่เคยใช้รุ่นอื่นๆ มาก่อนอาจต้องปรับตัวกับจุดนี้นิดนึง

ด้านระบบเสียงได้ถูกปรับปรุงใหม่ให้ดีกว่าเดิม แก้ปัญหาเรื่องเสียงหวี่เวลาไม่ได้เปิดเพลงแล้ว เปลี่ยนมาใช้ชิป Bluetooth Qualcom CR8675 ที่มีจุดเด่นคือรองรับ Bluetooth Codec ที่ครบครันโดยสังเกต Bluetooth Codec ที่เชื่อมต่ออยู่ได้จากสีไฟที่ตัวหนังสือ FiiO ด้านแรงขับถูกปรับปรุงให้มากกว่าเดิม และเพิ่มความจุแบตเตอรี่ทำให้ใช้งานได้นานขึ้น

Bluetooth Codec ที่รองรับ 

  • SBC
  • AAC
  • AptX
  • AptX Low Latency
  • AptX HD
  • LDAC
  • HWA

พอร์ตชาร์จเปลี่ยนจาก micro USB มาเป็น USB Type-C นอกจากนั้นยังสามารถหาสาย USB-C to C มาเชื่อมต่อเพื่อใช้ FiiO BTR3 เป็นแอมป์แบบมีสายได้ด้วย ซึ่งจะให้เสียงที่ดีและเสถียรกว่าใช้งานแบบไร้สาย

ด้านปุ่มควบคุม รุ่นนี้ได้แยกปุ่ม Power ออกมาต่างหาก ทำให้สามารถเข้าโหมด Pair ได้โดยไม่จำเป็นต้องปิดเปิด Bluetooth ใหม่ทุกครั้ง

ราคา

สรุป แต่ละรุ่นเหมาะกับใคร

  • FiiO BTR1 : เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการคุณภาพเสียงในงบที่จำกัด ความสะดวกสบายในการใช้งานอาจจะน้อยกว่ารุ่นอื่น แต่เรื่องเสียงถือว่าทำได้ดีมากๆ เมื่อเทียบกับราคา
  • FiiO μBTR เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานหูฟังมีสายกับมือถือที่ไม่มีช่องเสียบหูฟัง คุณภาพเสียงอาจจะสู้รุ่นอื่นไม่ได้ แต่ฟีเจอร์ต่างๆ ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นไมโครโฟนสนทนา ปุ่มเพิ่ม/ลดเสียง เปลี่ยนเพลง รับ/วางสายได้ มี NFC ช่วยในการเชื่อมต่อ และพอร์ตชาร์จ USB Type-C
  • FiiO BTR3 : เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการที่สุดทั้งด้านเสียงและฟีเจอร์ เป็นการรวม μBTR และ BTR1 เข้าด้วยกัน และปรับปรุงให้ดีขึ้นไปอีกขึั้น

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสั่งซื้อได้ทาง SE-UPDATE

Posted on Leave a comment

ซาบซึ้งอบอุ่นหัวใจกับรักต่างวัยของคนสองคน กับ “AFTER THE RAIN หลังฝนตก คุณคิดถึงใคร”



“AFTER THE RAIN” (อาฟเตอร์ เดอะ เรน) หรือในชื่อไทย “หลังฝนตก คุณคิดถึงใคร” หนังรักโรแมนติกส่งตรงจากแดนปลาดิบ ที่ดัดแปลงจากมังงะสุดฮิตยอดขายถล่มทลายทั่วเอเชียสู่เวอร์ชั่นภาพยนตร์ และกำลังจะมาเข้าฉายบ้านเราให้แฟน ๆ ชาวไทยได้ฟินกัน 13 กันยายนนี้ กับเรื่องราวความรักต่างวัยระหว่าง อากิระ ทาจิบานะ เด็กสาวมัธยมปลายวัย 17 ปี ที่ตกหลุมรัก มาซามิ คนโด ผู้จัดการร้านอาหารวัยที่อายุมากกว่าเธอถึง 28 ปีเข้าอย่างจัง!!


           “AFTER THE RAIN (อาฟเตอร์ เดอะ เรน) หลังฝนตก คุณคิดถึงใคร” บอกเล่าเรื่องราวของ อากิระ ทาจิบานะ (นานะ โคมัตสึ) เด็กสาวมัธยมปลายวัย 17 ปี อดีตนักกรีฑาดาวรุ่งอนาคตไกลที่ประสบอุบัติเหตุบริเวณข้อเท้าทำให้เธอต้องล้มเลิกความฝันในด้านนี้ วันหนึ่งเธอได้ไปร้านอาหารและพบกับผู้จัดการร้านใจดีวัย 45 ปี อย่าง มาซามิ คนโด (โย โออิสุมิ) ผู้เคยหย่ากับภรรยาและมีลูกแล้ว 1 คน เธอรู้สึกถูกชะตากับเขาจึงทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารแห่งนี้ โดยไม่รู้เลยว่าความรักและความสัมพันธ์กำลังจะก่อตัวขึ้นท่ามกลางสายฝนโปรย


               ภาพยนตร์ได้ผู้กำกับจอบบีบน้ำตา อย่าง ‘อากิระ นากาอิ’ จาก If Cats Disappeared from the World  (อิฟ แคท ดิสแอพเพียร์ ฟรอม เดอะ เวิลด์) มานั่งแท่นถ่ายทอดเรื่องราวความรักสุดโรแมนติกจากหยดน้ำหมึกสู่เวอร์ชั่นภาพยนตร์ โดยได้นักแสดงสาวฮอตที่สุดในวงการหนังญี่ปุ่นนาทีนี้อย่าง ‘นานะ โคมัตสึ’ จาก Tomorrow I Will Date with Yesterday’s You (ทูมอร์โรว ไอ วิล เดท วิท เยสเธอร์เดย์ ยู) มารับหน้าที่แสดงนำร่วมกับนักแสดงมือเก๋ามากความสามารถวัย 44 ปี อย่าง โย โออิสุมิ ที่เคยฝากผลงานมาแล้วมากมายในหนังหลายต่อหลายเรื่อง  อาทิ Spirited Away (สปิริท อเวย์ส) , Howl’s Moving Castle (ฮาวล์ มูฟวิ่ง คาสเทิ้ล) (2004), และ I AM HERO (ไอ แอม ฮีโร่)


               “เมื่ออายุไม่ใช่อุปสรรคและความรักไม่มีกฏเกณฑ์ของอายุ” เอ็มพิคเจอร์สขอเชิญชวนคอหนังรักเติมความหวานปนซึ้งอบอุ่นหัวใจกับรักต่างวัยของคนสองคนใน “AFTER THE RAIN (อาฟเตอร์ เดอะ เรน) หลังฝนตก คุณคิดถึงใคร” หนึ่งในภาพยนตร์คุณภาพจากโปรเจกต์ “หนังผมไม่เล็กนะครับ” มีกำหนดเข้าฉาย 13 กันยายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

Posted on Leave a comment

Huawei เปิดตัวโซลูชั่น Safe City Compact สร้างความปลอดภัยให้เมืองขนาดกลางและขนาดย่อม



Huawei เตรียมจัดงานประชุม Global Safe City Summit ขึ้นในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 30 – 31 สิงหาคม นี้ ภายใต้แนวคิด “Leading New ICT, The Road To Collaborative Public Safety” พร้อมเปิดตัวโซลูชั่นเมืองปลอดภัย Safe City Compact สำหรับเมืองขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อแก้ไขปัญหาด้านภัยคุกคามและปกป้องประชาชนให้ปลอดภัย และแชร์ประสบการณ์แนวทางที่ดีที่สุด โดยเฉพาะโซลูชั่นเมืองปลอดภัย C-C4ISR ของหัวเว่ยที่ช่วยสร้างความปลอดภัยสาธารณะอย่างกว้างขวางในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก อาทิ เคนยา เยอรมนี มอริเชียส และเซอร์เบีย

โซลูชั่น “Safe City Compact” ยกระดับความปลอดภัยให้เมืองขนาดกลางและขนาดย่อม

จากระดับการก่ออาชญากรรม การก่อการร้ายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้น ปัญหาด้านความปลอดภัยได้กลายมาเป็นประเด็นสำคัญของเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงเมืองขนาดกลางและขนาดย่อม การปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจึงหมายรวมถึงการเสริมสร้างระบบเมืองปลอดภัยให้พร้อมรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาความท้าทายในด้านความปลอดภัยหลาย ๆ อย่างเช่นเดียวกับเมืองใหญ่ในปัจจุบัน เมืองขนาดเล็กและขนาดกลางจึงต้องพยายามเพิ่มความมั่นคงและปลอดภัยให้มากขึ้นด้วยทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด

เพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้ หัวเว่ยจึงได้พัฒนาโซลูชั่น Safe City Compact ขึ้นเพื่อช่วยเมืองต่างๆ ที่มีประชากรตั้งแต่ 100,000 ถึง 500,000 คน ให้สามารถสร้างระบบแวดล้อมที่มีความปลอดภัยได้อย่างรวดเร็ว และก้าวทันภัยคุกคามที่กำลังเพิ่มขึ้น โซลูชั่นอัจฉริยะขนาดกะทัดรัดและผสานการใช้งานที่ลงตัวนี้ใช้สถาปัตยกรรมแบบคลาวด์ มีคุณสมบัติหลัก ๆ ที่เสริมสร้างเมืองปลอดภัยหลายประการด้วยกัน อาทิ การสั่งการแบบรวมศูนย์และภาพมอง (Converged & Visualized Command), วิดีโอคลาวด์อัจฉริยะ (Intelligent Video Cloud) และการสื่อสารแบบมัลติมีเดียในสถานการณ์คับขัน (Multimedia Critical Communication) ด้วยรูปแบบที่เป็นโมดูล โซลูชั่นดังกล่าวจึงสามารถรองรับการประกอบและแยกส่วน ผสานการทำงานเข้ากับซอฟต์แวร์ได้อย่างง่ายดาย เปรียบได้กับ “ Plug & Play” เสมือนเพียงเสียบปลั๊กและใช้งานได้ทันที โซลูชั่นนี้มีการติดตั้งใช้งานทั้งในประเทศชิลี โคลอมเบีย และฟิลิปปินส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Chen Qi (รอย เฉิน)

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเมืองอัจริยะและปลอดภัยให้กับประเทศไทยในยุคดิจิทัล

จากความมุ่งมั่นของหัวเว่ยที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่การใช้งานทุกระดับเพื่อทุกผู้คน ทุกครัวเรือน และทุกองค์กร เพื่อขับเคลื่อนโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ บริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศ เพื่อเร่งให้ประเทศเดินหน้าไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรมดิจิทัล และช่วยให้คนไทยได้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับชีวิตของพวกเขา หัวเว่ยจึงได้ทำงานร่วมมือกับพันธมิตรเหล่านี้อย่างใกล้ชิดเพื่อนำนวัตกรรมเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง และโซลูชั่นไอซีทีครบวงจร เพื่อสร้างเมืองปลอดภัยที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขสงบ

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หัวเว่ยได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือทีมนักฟุตบอลเยาวชนและโค้ช ซึ่งติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ. เชียงราย ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ภูเขาห่างไกล สัญญาณโทรศัพท์มือถือครอบคลุมจำกัด และมีความท้าทายอย่างยิ่งยวดในการติดต่อสื่อสาร หัวเว่ยจึงได้สนับสนุนระบบ eLTE ความเร็วสูง เพื่อใช้เป็นเครือข่ายการติดต่อสื่อสารชั่วคราว ที่มีทั้งความเสถียรและปลอดภัย เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของทุกฝ่าย โซลูชั่นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชั่นเมืองปลอดภัยรุ่น C-C4ISR ของหัวเว่ยที่ใช้งานง่าย สามารถติดตั้งได้เร็ว เหมาะกับภารกิจกู้ภัยที่ระบบการติดต่อสื่อสารมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของการปฏิบัติภารกิจ

“เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศไทย 4.0 เราพร้อมจะเป็นพันธมิตรที่ดีในการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีที และเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมแนวตั้ง ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาบุคลากรด้านไอซีที” มร. เมิ่ง เฉียง หัวหน้ากลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ของหัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) กล่าว “หัวเว่ยเห็นถึงความสำคัญด้านความปลอดภัยของทุกคนในเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชั่นและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับทุกชีวิตเสมือนเป็นอีกหนึ่งสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมมาตรการด้านการรักษาความปลอดภัยได้อีกทางหนึ่งด้วย”



การใช้งานระบบความปลอดภัยสาธารณะทั่วโลก

โซลูชั่น Safe City Compact รุ่นใหม่ของหัวเว่ยพัฒนาขึ้นหลังจากโซลูชั่นเมืองปลอดภัย C-C4ISR สำหรับสร้างความปลอดภัยสาธารณะร่วมกันที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2560 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โซลูชั่นนี้ซึ่งสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้ เช่น ศูนย์สั่งการแบบรวมศูนย์ วิดีโอคลาวด์และการสื่อสารแบบมัลติมีเดียในสถานการณ์คับขัน ได้รับการติดตั้งใช้งานเรียบร้อยแล้วใน 230 เมืองในกว่า 90 ประเทศทั่วทุกภูมิภาค รองรับผู้ใช้บริการเกือบ 1 พันล้านคน โดยมีเมืองต่างๆ ที่ติดตั้งใช้งานโซลูชั่นนี้ อาทิ

  • ในปากีสถาน รัฐบาลแห่งแคว้นปัญจาบได้ตั้งคณะเจ้าหน้าที่ด้านเมืองปลอดภัยประจำแคว้นปัญจาบ (Punjab Safe Cities Authority: PSCA) ขึ้นมาเมื่อปี 2558  โดยโครงการแรกของ PSCA คือ การร่วมกับหัวเว่ยวางระบบ Smart & Safe City ให้กับเมืองลาฮอร์ คณะ PSCA ยังได้จัดตั้งศูนย์ Safe City Integrated Command & Communication Centre (IC3) บนพื้นที่ 76,000 ตารางฟุต (7,060 ตร.ม.) โดยใช้เทคโนโลยีไอซีทีที่ล้ำสมัย อาทิ คลาวด์และบิ๊กดาต้า โดยศูนย์เมืองปลอดภัยของที่นี่มีสถาปัตยกรรมด้านเมืองปลอดภัยที่ครบวงจรและใหญ่ที่สุดในโลก

  • ในเยอรมนี หัวเว่ยร่วมกับ DVV สร้างระบบคลาวด์สำหรับภาครัฐ สำหรับนำไปใช้ในบริการสาธารณะด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษา การดูแลสุขภาพ การคมนาคมขนส่ง และระบบประกันสังคม

  • ในปี 2560 หัวเว่ยได้ลงนามร่วมกับกระทรวงกิจการภายในของประเทศเซอร์เบียในสัญญาว่าด้วยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านเมืองปลอดภัย โดยโครงการเฟสแรกเป็นการยกระดับศูนย์ควบคุมและศูนย์ข้อมูล (Command Center and Data Center) ในกรุงเบลเกรด และการใช้งานระบบบริหารจัดการเนื้อหาวิดีโอ นับตั้งแต่ดำเนินการมาเป็นเวลา 5 เดือน โครงการนี้ได้ช่วยให้กรมตำรวจป้องปรามการก่ออาชญากรรมร้ายแรงหลายคดี และยังช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยในช่วงที่มีการจัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาใหญ่ ๆ ด้วย

  • ในประเทศมอริเชียส หัวเว่ยช่วยรัฐบาลมอริเชียสสร้างระบบออล-คลาวด์เซฟซิตี้ โครงการ “One Cloud, One Pool” จะช่วยให้ตำรวจท้องที่ลดเวลาตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินในเวลาไม่ถึง 15 นาที และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเหตุฉุกเฉินได้ราวร้อยละ 60

Hong-Eng KOH (เกา ฮง-เอ็ง)

มร. เกา ฮง-เอ็ง หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ด้านความปลอดภัยสาธารณะระดับโลกของหัวเว่ยกล่าวว่า “หัวเว่ยทำงานร่วมกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลกทางด้านความปลอดภัยสาธารณะ เราผนวกเทคโนโลยีด้านไอซีทีใหม่ ๆ เช่น คลาวด์คอมพิวติ้ง, บิ๊กดาต้า, บรอดแบนด์ทรังค์, IoT และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อพัฒนาโซลูชั่นอัจฉริยะในระบบภาพ ให้สามารถใช้งานร่วมกันได้และเปิดกว้าง ทำให้เมืองมีความปลอดภัยและน่าอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น”

งาน Huawei Global Safe City Summit 2018 จะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 500 คน ทั้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยสาธารณะ ผู้ให้บริการโซลูชั่นและนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันหารือเกี่ยวกับวิธีการใช้แนวคิดเรื่องความปลอดภัยสาธารณะร่วมกันและโซลูชั่น ICT ขั้นสูงเพื่อสร้างเมืองที่ปลอดภัยและมีความชาญฉลาดทั่วโลก

C-C4ISR: Collaborative-Command, Control, Communication, Cloud, Intelligence, Surveillance and Reconnaissance (การสั่งการร่วมกัน, การควบคุม, การสื่อสาร, คลาวด์, ความชาญฉลาด, การเฝ้าระวัง และการจดจำ)

Posted on Leave a comment

ACG Network ดิจิตอลคอนเทนท์แพลตฟอร์มใหม่ผนวกเทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นครั้งแรก โดยโปรดิวเซอร์ชื่อดังจากอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นและเกมจากญี่ปุ่น

ACG Foundation Limited ได้ประกาศเปิดตัว ACG Network (เอ-ซี-จี เน็ตเวิร์ค) แพลตฟอร์ม คราวด์ฟันดิง (การระดมทุนจากมวลชน) ซึ่งจะเริ่มดำเนินการช่วงต้นไตรมาสที่สองปี 2019 เปิดมิติใหม่ของอุตสาหกรรม Anime , Comic และ Game โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่าง คุณ ชินิชิโระ มาเอดะ อดีตโปรดิวเซอร์และหัวหน้าฝ่าย Production ของ NIPPON TV (NTV) , มาสุโอะ อุเอะดะ ปูชนียบุคคลระดับตำนานของอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นในญี่ปุ่น และ คัตสุอากิ คาโต้ ฐานะตำแหน่งบรรณาธิการบริหาร KADOKAWA SWANGO


ACG Network จะปฏิวัติอุตสาหกรรม Digital Content ในภูมิภาคเอเชีย และญี่ปุ่น โดยเป็นครั้งแรกในโลกที่นำระบบ บล็อกเชนมาผสานกับการมุ่งเน้นพัฒนา แอนิเมชั่น , คอมมิค และเกม

ในอดีตการที่ศิลปินจะสร้างสรรค์ผลงานนั้นอาจจะประสบปัญหาในการบรรลุถึงผลงานที่ประสงค์ได้เนื่องจากการแทรกแซงจาก Sponsor หรือผู้สนับสนุนด้านการเงิน แต่ในตอนนี้เหล่าศิลปินสามารถทำให้ไอเดียต่างๆ กลายเป็นความจริงได้ด้วยระบบนี้

เหล่าแฟนๆ ที่มาสนับสนุนยังสามารถเพิ่มเติมไอเดียต่างๆ ได้ เช่น ถ้าแฟนๆ เรียกร้องจากหนังสือการ์ตูน หรือจากนวนิยายที่ตนชื่นชอบให้มีแอนิเมชั่น หรือเกมขึ้นมา ระบบนี้ก็สามารถช่วยทำให้แฟนๆ และผู้ผลิตผลงานทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น

ACG Foundation Limited (สาขาใหญ่ ณ ประเทศสิงคโปร์) ได้รวบรวม Animation Comic และ Game เข้าไว้ด้วยกันโดยเทคโนโลยีบล็อกเชน พัฒนา Beta Version ของระบบ ACGN Wallet ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศของ ACGN Network นอกเหนือจากนั้น ACG Network ยังจัดตั้งบริษัท ACG Network Japan Co.,LTD ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น (โดยคุณ ชินิชิโระ มาเอดะ อดีต Producer จาก NIPPON TV ดำรงตำแหน่ง CEO) และได้จัดตั้งแผนงานในวันที่ 3 มิถุนายน 2018 ที่ผ่านมา

ACG Network มีแผนกำหนดเริ่มดำเนินการเปิดตัวในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2019
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดตามข่าวสารได้ที่  http://Ignacio/ 
หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโดยตรงได้ที่ service@acgn.io

Posted on Leave a comment

สายการบิน Lufthansa Group ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่มีต่อประเทศไทย เวียดนาม และภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในปี 2561


Lufthansa Group สานต่อการก้าวเข้าสู่ความทันสมัย เดินหน้าลงทุนโครงการเพื่อก้าวเข้าสู่ระบบดิจิทัลในประเทศไทย
และสายการบินออสเตรียนเปิดตัวชั้นโดยสารประหยัดพรีเมียมสำหรับเส้นทางบินสู่กรุงเทพฯ




กลุ่มบริษัทลุฟท์ฮันซ่าสานต่อการก้าวเข้าสู่ความทันสมัยพร้อมเดินหน้าลงทุนโครงการเพื่อก้าวเข้าสู่ระบบดิจิทัลในประเทศไทย


การอัพเดทต่างๆ ในช่วงฤดูหนาวระหว่างปี 2561 ถึงปี 2562 ของภูมิภาคนี้ Lufthansa สานต่อการให้บริการบินบนเครื่องบิน Airbus, ส่วนสายการบิน Eurowings เพิ่มความถี่เที่ยวบินขึ้นร้อยละ 25 สำหรับสายการบิน Edelweiss เปิดตัวเส้นทางบินใหม่จาก ซูริค สู่ โฮจิมินห์


Lufthansa Group ได้เผยถึงผลประกอบการที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อเดือนก่อนที่งานประชุมประจำปีของกลุ่มบริษัท (Annual General Meeting. Group) ในปี 2560 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 12.4 เป็นเงิน 35.6 พันล้านยูโร ส่วนผู้ถือหุ้นก็มีเงินปันผลเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 และจากความสำเร็จในครั้งนี้ ทำให้ในปี 2561 Lufthansa Group มุ่งมั่นที่ขยายการเติบโตขึ้นในประเทศไทยและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยการนำเสนอบริการและเส้นทางบินใหม่ล่าสุด พร้อมการบริการที่เข้าสู่ระบบดิจิทัล


หลังจากที่ได้ทำการเปิดตัวแบรนด์ Lufthansa โฉมใหม่อีกครั้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Lufthansa Group ยังคงดำเนินธุรกิจเพื่อสานต่อการเดินหน้าเข้าสู่ความทันสมัยด้วยกลยุทธ์หลัก 3 ส่วน


ส่วนแรก คือเครือข่ายสายการบินพรีเมียมของ Lufthansa Group ส่วนที่สองคือธุรกิจของกลุ่ม Eurowings และส่วนที่สามคือการให้บริการด้านการบินต่างๆ โดยทางกลุ่มบริษัทฯ จะสานต่อด้านการลงทุนในทั้งในการพัฒนาคุณภาพและการเข้าสู่ยุคดิจิทัลโดยมุ่งเน้นไปการประหยัดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพ




“สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็นสายการบินสัญชาติยุโรปที่อยู่ในระดับ 5 ดาวเพียงรายเดียว ก็คือการปฏิวัติตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะส่งมอบประสบการณ์ในการเดินทางที่พรีเมียมแก่ลูกค้าของเรา เราเข้าใจเป็นอย่างยิ่งว่าการนำเอาความต้องการของแต่ละบุคคลมารวมกับการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้เดินทางในปัจจุบันจากแนวคิดดังกล่าวผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะประกาศว่าเรามีโครงการที่น่าจับตามองร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งจะพร้อมให้สัมผัสได้ในไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า” นายสเตฟาน โมลนาร์ ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง สายการบินในLufthansa Group กล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น สายการบิน Austrian ได้ทำการอัพเกรดเครื่องบินพิสัยไกลทั้ง 11 ลำด้วยชั้นโดยสารแบบประหยัดพรีเมียมในช่วงต้นปีนี้โดยชั้นโดยสารแบบใหม่นี้พร้อมให้บริการบนเส้นทางบินระหว่าง กรุงเทพฯ สู่ เวียนนา พร้อมเก้าอี้โดยสารที่มอบความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น สามารถโหลดกระเป๋าได้ 2 ใบโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม และบริการอาหารชั้นเลิศระหว่างเที่ยวบิน โดยกรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สายการบิน Austrian ให้บริการบิน



นอกจากนี้ Lufthansa ยังนำเสนอ ดรีม คอลเลคชั่น (Dream Collection) ที่ออกแบบใหม่สำหรับเส้นทางบินขาเข้าและออกจากกรุงเทพฯ ที่นอกจากจะให้บริการปลอกหมอนแบบใหม่และผ้าห่มขนาดใหญ่ที่พร้อมให้ความอบอุ่น ดรีม คอลเลคชั่น ยังมีผ้าปูรองที่นอนที่มอบความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารชั้นธุรกิจบนเที่ยวบินระยะไกลอีกด้วย ทั้งยังมีเสื้อใส่นอนจากแบรนด์ Van Laack ที่พร้อมมอบให้ระหว่างเที่ยวบินระยะไกลเพื่อความสบายมากยิ่งขึ้นในระหว่างการเดินทาง


พร้อมกันนี้ Lufthansa Group จะมีการอัพเดทต่างๆ ในช่วงฤดูหนาวของปี 2561/2562 ของภูมิภาคนี้เช่นเดียวกัน โดยในช่วงฤดูร้อนนี้ Eurowingsได้ทำการเปิดตัวเที่ยวบินระยะไกลบนเส้นทางบินจากมิวนิค สู่ กรุงเทพฯ เป็นจำนวน 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ สำหรับตารางบินในช่วงฤดูหนาว Eurowings จะรวมการให้บริการเที่ยวบินระยะไกลโดยมุ่งเน้นที่เส้นทางบินจากดุซเซลดอร์ฟแทนเที่ยวบินขาออกนอกประเทศจากเมืองต่างๆ ในประเทศเยอรมันนี ด้วยการเปลี่ยนแปลงการให้บริการดังกล่าว Eurowings จะให้บริการเส้นทางบินจาก ดุซเซลดอร์ฟ มายังกรุงเทพฯ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยเป็นการเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินร้อยละ 25 เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน


ตารางบินในช่วงฤดูหนาวของปีนี้ Lufthansa ยังคงมอบบริการการบินบนเส้นทางสู่กรุงเทพฯ ด้วยเครื่องบินรุ่นหลักที่ใช้ปฏิบัติการบินอย่าง Airbus a380-800 ซี่งมีทั้งหมด 4 ชั้นโดยสาร คือชั้นเฟิร์สคลาส ชั้นธุรกิจ ชั้นประหยัดพรีเมี่ยม และชั้นประหยัด ที่รองรับผู้โดยสารได้ทั้งหมด 509 คน ระหว่างกรุงเทพฯ และเยอรมันนี นอกจากนี้ Edelweiss สายการบินชั้นนำสัญชาติสวิสเพื่อการพักผ่อนและเป็นสายการบินในเครือของสวิสอินเตอร์เนชั่นแนลแอร์ไลน์ ยังให้บริการเที่ยวบินใหม่ระหว่าง ซูริค สู่ โฮจิมินห์ ที่พร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นบริการเพิ่มเติมจากการให้บริการเดินระหว่างซูริค สู่ ภูเก็ต



สายการบินใน Lufthansa Group (ประกอบด้วยสายการบิน Lufthansa สายการบิน Swiss สายการบิน Austrian และสายการบิน Eurowings) ปัจจุบันให้บริการเที่ยวบิน 29 เที่ยวบินต่อสัปดาห์จากประเทศไทยสู่ยุโรป และในช่วงฤดูหนาวจะให้บริการเที่ยวบินจากประเทศเวียดนามและประเทศไทยสู่ยุโรป จำนวน 31 เที่ยวบินต่อสัปดาห์