รีวิว Samsung Galaxy S26 Ultra มือถือที่ไม่หวือหวาแต่สบายใจ

Samsung Galaxy S26 Ultra คราวนี้ชูจุดขายเรื่อง Privacy Display ที่เป็นจอกันเผือก ในขณะที่ส่วนอื่นๆ ไม่ถูกนำเสนอนัก จนเกิดคำถามว่าตกลงแล้วมันมีดีพอที่ควรจะซื้อไหม?

แชร์รอบวง Google, Apple ได้หมด

Quick Share ของ Galaxy S26 Ultra ได้รับอัพเดทเป็นรุ่นแรกในไทยที่รองรับการส่งข้ามค่ายไปยัง Apple ทำให้ใช้ร่วมงานกับ AirDrop ได้ทันทีโดยไม่ต้องติดตั้งแอปเพิ่ม ทำให้ใช้งานได้สะดวกมากสำหรับคนใช้ iPhone, iPad, Mac

กล้องที่แฟนๆ คาดหวังการอัพเกรด

ในอดีตซัมซุงคือแบรนด์ที่โดดเด่นด้านกล้อง และมักลาก iPhone มาตบอยู่บ่อยๆ แต่ช่วงหลังซัมซุงได้วาง Positioning ตัวเองใหม่ ซึ่งผมวิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นเพราะถ้ากางสถิติมาดูจะพบว่าตลาดมือถือ Premium ที่ราคาเกิน 20,000 บาท iPhone ครองส่วนแบ่งอยู่ราวๆ 80% เลยทีเดียว และที่ผ่านมาซัมซุงก็ลองทุกวิธีแล้วก็ยังไม่เคยเอาชนะ iPhone ในตลาดนี้ได้ ดังนั้นการเปลี่ยนกลยุทธ์มาเดินเกมตามเลยอาจเป็นวิธีที่ถูกก็ได้ พูดง่ายๆ ว่าทำตามผู้สำเร็จนั่นเอง

นั่นทำให้แนวคิดการสร้างสรรค์กล้องของซัมซุงในตอนนี้คล้าย iPhone มาก คือเน้นการงานวีดีโอขั้นเทพ ที่เก่งที่สุดในฝั่ง Android และเน้นการถ่ายในที่แสงเยอะ ซึ่งตรงกับไลฟ์สไตล์ของฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่รักแสงแดด ต่างจากซัมซุงสมัยก่อนที่เน้นเอาใจฝั่งเอเชียด้วยกล้องที่เน้นถ่ายในที่แสงน้อย ผลลัพธ์ที่ได้จึงคล้ายกล้อง iPhone ในหลายส่วนเลย

Galaxy S26 Ultra ให้ภาพที่มีสีสันและรายละเอียดที่ไม่ Process มากนัก ผมอยากให้ลองนึกถึงแบรนด์จีนที่เวลาถ่ายปุ๊บ จะมี Post Process หนักๆ บางครั้งภาพที่ดูเบลอๆ แบบนกกำลังบิน ก็กลายเป็นคมขึ้น แต่ Galaxy S26 Ultra จะให้อารมณ์ที่ดูเหมือนกล้องดั้งเดิมมากกว่า ที่มีความเบลอ ความธรรมชาติ ที่สื่อถึงอารมณ์ดิบๆ เรียลๆ ไม่เหมือนฝั่งแบรนด์จีนที่มักจะมี Post Process แล้วสร้างความอัศจรรย์สวยเหมือนมีคนนั่งแต่ง Photoshop ให้

ปัญหาหลักคือถ้าเราเปิดค่าสลับเลนส์อัตโนมัติไว้ มันจะเลือกเลนส์ได้แย่มากๆ ซึ่งหลายครั้งที่ผมกดถ่ายในระยะ 3x แต่มันเลือกเอาเลนส์มุมกว้างมาถ่าย ทำให้ภาพยับมากๆ และหลายครั้งมันก็เลือกกล้องหลักมาถ่าย 3x ซึ่งภาพสวยจริง แต่ perspective มันไม่ใช่ tele 3x แบบที่ผมต้องการ

20260314
ค่าดั้งเดิมเมื่อใช้กล้อง 3x บางครั้งมันจะเอากล้องมุมกว้างมาใช้ ภาพเลยยับมาก

การปรับบิ้วตี้ผิวเนียนยังทำได้ไม่เนียนมากนัก ถ้าเปิดสุดจะดูปลอมหน่อยๆ ดังนั้นผมแนะนำให้เปิดไว้ระดับกลางๆ หรือไม่ก็ปิดไปเลยครับ

20260303
เปิดโหมดบิวตี้

แม้ว่างานภาพนิ่งจะดูไม่เด่นนัก แต่งานวีดีโอนี่ขั้นเทพเลย สามารถถ่ายวีดีโอความละเอียด 8K ได้ ซึ่งเหมาะกับคนที่เอาไปทำงานในระดับ Advance เลย และยังสามารถบันทึกไฟล์ลง External SSD ได้แบบ Direct ด้วย ซึ่งเท่าที่ผมรู้ก็มีแค่ iPhone เท่านั้นที่ทำได้ เช่นกันกับฟีเจอร์ Dual Record ที่สามารถเลือกบันทึกแยกเป็น 2 ไฟล์ได้ นี่ก็มีแค่ iPhone ทำได้ ดังนั้นอาจบอกได้ว่างานวีดีโอของ Galaxy @26 Ultra ดีที่สุดในฝั่ง Android ครับ

นอกจากนี้ยังมีทีเด็ดคือระบบกันสั่นแบบ Super Steady, with Horizon Lock ที่จะช่วยล็อกองศาเหมือนกล้อง Actioncam ที่ไม่ว่าเราจะหมุนมือตีลังกายังไงก็ตาม วีดีโอที่ได้ก็จะเหมือนถือถ่ายในระนาบปรกติเสมอ เหมาะมากสำหรับสาย Content Creator ที่ถือเพียวๆ ไม่ใส่กิมบอล

ส่วนโหมด Portrait Video ก็จำลองระยะหน้าชัดหลังเบลอให้คล้ายใช้กล้อง DSLR ถ่าย ซึ่งใช้งานกับกล้องหน้าได้ด้วย ทำให้วีดีโอที่ได้ดูมีมิติเหมือนใช้กล้องใหญ่ถ่าย แต่ก็ต้องบอกว่า Algorithm ของโหมดนี้เน้นหน้าชัดอย่างเดียว ฉะนั้นถ้าเราถือวัตถุวางในระยะเดียวกับใบหน้ามันก็จะเบลอเหมือนกัน ซึ่งจะต่างจากกล้องแท้ๆ ตรงที่วัตถุระยะเดียวกับใบหน้าก็ควรจะชัดด้วย แต่ถ้าเราใช้อย่างเข้าใจข้อจำกัดมันก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีเลยครับ

ส่วนโหมด Pro Video นี่คือที่สุดของสายวีดีโอบนมือถือแล้วครับ มันตั้งค่าได้ละเอียดมาก เลือกได้ว่าจะใช้ไมค์จากตัวเครื่องหรือจากไมค์ไร้สายก็ได้ รวมไปถึงทิศทางรับเสียง

และที่น่าสนใจอีกอย่างคือ Expert RAW ที่นอกจากจะควบคุมค่ากล้องแบบสายลึกได้แล้ว ยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลายอย่างเช่น ND Filter, Ocean mode ถ่ายใต้น้ำ, Multi Exposure ถ่ายภาพซ้อนกัน, Astro ถ่ายดาวพร้อมแผนที่ดาว, Virtual reflector จำลองการใช้ Reflector เหมือนถ่ายในสตูดิโอ

กล้องอาจไม่เทพสุด แต่ระบบแก้ไขน่าสนใจมาก

ในยุคที่ Content Creator ผลิตงานวีดีโอมากขึ้น Galaxy S26 Ultra มีระบบแก้ไขเสียงรบกวนที่ดีมาก ทำให้เสียงพูดชัดเจนฟังง่ายขึ้น ส่วนการแก้ไขรูปมีความเจ๋งตรง AI Editor ที่เป็นการใช้งาน AI ในการแต่งรูปจริงๆ เสมือนมีพนักงานแต่งรูปประจำตัว เรามีหน้าที่แค่สั่งครับ บอกไปเลยว่าอยากได้รูปอะไร เช่น เปลี่ยนภาพนี้ให้เป็นแสงแดดบ่าย, เพิ่มที่คาดผม, เปลี่ยนเสื้อเป็นสีขาว ฯลฯ และเราสามารถสั่งซ้อนกันได้เรื่อยๆ ด้วย …แต่ก็ไม่แนะนำให้สั่งซ้อนเยอะเกินไป เพราะคุณภาพไฟล์มันจะดรอปลงเรื่อยๆ ครับ

อย่างรูปนี้ผมสั่งให้มันปรับสีสันให้เหมือนถ่ายในสตูดิโอ แค่นี้ก็ได้ภาพสวยๆ แล้ว

ส่วนรูปนี้ผมลองให้มันปรับสไตล์รูปให้เป็น pop art และแบบอื่นๆ มันก็ดูมีสไตล์ทันทีเลย

และสิ่งที่อยากแนะนำให้ติดตั้งเพิ่มคือ Camera Assistant ที่จะให้เราตั้งค่ากล้องได้ละเอียดขึ้น เช่นการปรับเนื้อไฟล์ให้ดูละมุนขึ้น หรือปรับ UI การซูม และที่ผมชอบมากคือ Clean HDMI เพราะเป็นสิ่งที่หาไม่ไมได้จาก Android รุ่นอื่น ซึ่งมันมีประโยชน์มากกับการเอาไปต่อเข้ากับแอป Livestream ต่างๆ หรือต่อเข้ากับ Switcher

มือถือสำหรับคนโลกส่วนตัวสูง

ย้อนไปสมัยที่โลกเรายังมีหน้าจอแบบ TN ที่ให้องศามุมมองแคบมาก แบรนด์ต่างๆ ก็พยายามพัฒนาหน้าจอให้มีองศาการมองกว้างถึง 178-180 องศา แต่พอผลิตจอที่มีมุมมองกว้างได้ ก็เกิดฟิล์มกันเสือกที่ทำให้มุมมองแคบลง ซึ่งผมไม่ปลื้มฟิล์มแนวนี้เลย เพราะมันเป็นการทำให้นวัตกรรมถอยหลัง จะวางมือถือดูหนังก็ไม่เห็น เพราะองศามันแคบ

แต่ Galaxy S26 Ultra สร้างนวัตกรรมที่ฉลาดกว่านั้น โดย Privacy Display จะมีพาแนลหลอดให้ความสว่าง 2 ชุด คือมุมกว้างและมุมแคบ และให้เราเลือกตั้งค่าได้ว่าจะให้แอปไหนบ้างหรือแจ้งเตือนที่เป็น Privacy Display ทำให้ผมสามารถตั้งค่าได้ว่า Facebook, Messenger มีมุมมองแคบ คนนั่งข้างๆ มองไม่เห็น ในขณะที่ YouTube ก็เป็นโหมดปรกติที่มีองศาการมองกว้าง ทำให้คนข้างๆ มองเห็น รวมถึงเมื่อผมวางมือถือบนโต๊ะ ก็สามารถดูได้ชัด

ประเด็นถัดมาที่ถูกหยิบมาพูดถึงคือการเลือกใช้หน้าจอแบบ 8 bits ในขณะที่เรือธงบางรุ่นใช้ 10 bits แล้ว ซึ่งมันค่อนข้างขัดกับแนวทางของซัมซุง เพราะเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีหน้าจอ โดย Galaxy S26 Ultra เลือกใช้จอแบบ 8 bits และใช้ Software ในการช่วยไล่เฉดสีให้คล้ายจอแบบ 10 bits

AI ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ใช้งาน

Galaxy S26 Ultra อิงดีไซน์จากรุ่นก่อนๆ แบบแทบไม่เปลี่ยนเลย และอัพเดทระบบไปใช้ OneUI 8.5 ที่ให้ความลื่นไหลและสวยงามขึ้น โดยจุดที่ผมชอบคือ DeX mode ซึ่งมันทำให้เจ้าของกิจการหรือบางอาชีพ สามารถพกเครื่องเดียวทดแทน PC ได้เลย

การมีปากกา S-Pen ก็ช่วยให้ทำ Annotation และการเซ็นเอกสารสะดวกขึ้น และยังเอามาทำงานร่วมกับระบบ Creative Studio ที่ช่วยสร้างสรรค์ภาพด้วย AI และการจับภาพด้วย AI Select

ผมมองว่า Galaxy S26 Ultra ไม่ใช่มือถือที่น่าตื่นเต้นทุกครั้งที่หยิบ แต่มันคือความเรียบง่ายที่ช่วยงานเราได้จริง ตั้งแต่ระบบบันทึกเสียงการโทรพร้อมถอดข้อความด้วย AI และทำการสรุปเนื้อหา รวมถึง AI ที่ช่วยแปลภาษาในการโทร เผื่อว่าต้องติดต่อกับชาวต่างชาติ และยังมีระบบ Call Assistant ที่จะให้ AI คุยกับอีกฝ่าย และถอดเสียงเป็นข้อความ ซึ่งเราสามารถตลอดกลับด้วยการพิมพ์ และ AI ก็จะอ่านให้อีกฝ่ายฟัง ซึ่งฟีเจอร์นี้มีประโยชน์เวลาที่เราติดประชุม หรือคุยกับคนที่ไม่รู้จักและต้องการสอบถามเบื้องต้นก่อน

IMG20260424151157

และที่ผมชอบมากเลยคือระบบป้องกันสแปมที่ฝังฐานข้อมูล Hiya มาในระบบ ทำให้สามารถใช้แอปในการโทรได้ปรกติเลย ต่างจากการที่เอามือถือ Android ไปติดตั้งแอป Whoscall ที่ UI ไม่เนียนไปกับระบบ

สเปคระดับท็อป แต่ยังต้องรอการปรับแต่งบางส่วน

แม้ว่าซัมซุงจะเลือกใช้ Snapdragon® 8 Elite Gen 5 for Galaxy ที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะเพื่อรีดความแรง และในการใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ที่มากับตัวเครื่องก็ทำได้ดีเลย แต่ผมเจอปัญหาคลาสสิกเหมือน Android รุ่นอื่นๆ คือการตัดต่อวีดีโอทำได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น แต่ถ้าใช้จริงจังเช่นบน VLLO จะพบปัญหาภาพไม่ตรงกับเสียง ซึ่งผมเจอปัญหานี้ผม Galaxy Tab S11 Ultra เหมือนกัน เลยถามเพื่อนร่วมวงการจนได้คำตอบว่า Android ส่วนมากมีปัญหากับการตัดต่อวีดีโอในระดับจริงจังครับ ซึ่ง Galaxy S26 Ultra ก็ไม่รอด เพราะระบบไม่ได้จูนมาเพื่องานลักษณะนี้ แต่ถ้าเอามาใช้งานกับฟีเจอร์ที่มีมา OneUI 8.5 รวมถึงการเล่นเกม อันนี้ทำได้สบายๆ เลยครับ

บทสรุป

ในอดีตแฟนๆ ซัมซุงคงคิดว่าทำไมสาวก Apple ถึงยังใช้ iPhone ทั้งที่บางส่วนก็ดูล้าหลังกว่าชาวบ้าน แต่ตอนนี้แฟนซัมซุงน่าจะเข้าใจมากขึ้นแล้วว่าบางครั้งมันไม่ต้องใหม่สุด แต่มันต้องมี Workflow ที่ดี UI/UX ที่ลงตัว ฟีเจอร์ที่ส่งต่อกันอย่างเนียนตา ฉะนั้นถ้าคิดจะซื้อมือถือที่ง่ายและสบายใจ ผมคิดว่าในฝั่ง Android ก็ต้อง Galaxy S26 Ultra นี่แหละ แม้ว่ากล้องจะน่าขัดใจก็ตาม แต่ AI ส่วนต่างๆ มันช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นแบบที่หาได้ยากจากรุ่นอื่นครับ และนี่คือสิ่งที่ผู้ใช้งานในตลาด Premium ต้องการครับ