เหมือนมีน้ำมาชโลมจิตใจแฟนคลับหัวเว่ยในไทย เมื่อ HUAWEI Mate 80 Pro กลับมาขายในไทยอีกครั้ง หลังจากที่ Mate Series รุ่นล่าสุดคือ Mate 50 series มันเลยเป็นคำถามว่านี่คือโอกาสที่หัวเว่ยจะกลับมาลุยตลาดโลกอย่างจริงจังอีกครั้งหรือไม่
Pura เน้นกล้อง Mate เน้นภาพรวม
ปีก่อนผมใช้ HUAWEI Pura 80 Ultra อยู่หลายเดือน ด้วยเหตุผลเดียวคือกล้องมันเทพมากๆ ใช้ถ่าย Content ได้สวยมากๆ แต่การมาของ HUAWEI Mate 80 Pro ไม่ใช่การต่อยอดความที่สุดของกล้อง แต่เป็นการเสริมประสบการณ์ใช้งานโดยรวมที่ดีขึ้น
ในการสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อก คนส่วนมากมักคิดว่ารุ่นไหนก็เหมือนกัน แต่ที่จริงมันต่างกันมาก เพราะมือถือส่วนใหญ่แม้จะเป็นระดับเรือธง มักใช้เทคนิคเปิดกล้องหน้าถ่ายรูปเพื่อสแกนใบหน้า ในขณะที่ HUAWEI Mate 80 Pro เป็นการสแกนในหน้าแบบ 3 มิติ ทำให้ป้องกันการแฮกได้ดีกว่า และยังปลดล็อกในที่แสงน้อยได้ดีด้วย และนี่คือเหตุผลที่ทำให้กล้องหน้าของรุ่นนี้มี 3 โมดูล

AI Editor ก็จัดเต็มกว่า โดยมี AI ลบสิ่งแปลกปลอม, AI ค้นหาใบหน้าที่ดีที่สุด, AI ดันภาพให้สว่าง, AI ปรับตึกให้ตรง และที่น่าสนใจมากก็คือ AI ในการจัดองค์ประกอบ ซึ่งจะเป็นการแนะนำระหว่างถ่ายเลย หน้าจอ 6.75 นิ้ว adpative refreshrate 120Hz ความสว่าง 3000 nits สู้แสงกลางแจ้งได้ดี และที่ถูกใจหลายคนคือระบบชาร์จเร็วที่ทำได้ 100 W และชาร์จไร้สาย 80 W กับแบตเตอรี่ความจุ 5,750 mAh ด้านการเชื่อมต่อให้ Wi-Fi7, Bluetooth 6, USB-C แบบ 3.1 Gen 1, รองรับ DisplayPort 1.2 นั่นหมายความว่ารุ่นนี้รองรับการต่อภาพขึ้นจอ และมี Desktop mode ให้ใช้ด้วย สามารถใช้ทดแทนคอมพิวเตอร์ระดับเบื้องต้นได้เลย
คำว่าหัวเว่ยการันตีคุณภาพกล้อง
แค่บอกว่าเป็นมือถือเรือธงหัวเว่ยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องกล้องแล้วครับ หากเทียบคร่าวๆ กล้องของ HUAWEI Mate 80 Pro จะคล้ายกับ HUAWEI Pura 80 Pro โดยมีรายละเอียดดังนี้
- กล้องอัลตร้าไลท์ 50 MP (รูรับแสง F1.4-F4.0, OIS, RYYB)
- กล้องมุมกว้างพิเศษ 40 MP (รูรับแสง F2.2, RYYB)
- กล้องเทเลโฟโต้มาโครที่มีแสงสว่างเป็นพิเศษ 48 MP (รูรับแสง F2.1, OIS)
- กล้องถ่ายรูปสีแบบ True-to-Colour
- กล้องเซลฟี่ 13 MP (มุมกว้าง, F2.0, ออโต้โฟกัส)
ข้อดีของหัวเว่ยในยุคหลังคือการใส่เซ็นเซอร์วัดค่าสี ทำให้ภาพที่ออกมามีความใกล้เคียงสีจริงมากขึ้น เหมาะมากกับคนที่ต้องทำงานเกี่ยวกับความเที่ยงตรงของสี

ในการใช้งานจริงก็ทำได้ไม่ผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายคน ถ่ายอาหาร ถ่ายตึก ถ่ายวิวต่างๆ ก็เก็บแสงสีได้ดี

และที่สนุกคือโหมดปรับรูรับแสง เพราะรุ่นนี้เป็นการปรับรูรับแสงด้วยชุดเลนส์ได้ f/1.4-f/4.0 ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีมิติที่สวยกว่า

งานวีดีโอถือว่าทำได้น่าประทับใจเลย ทั้งเรื่องแสงสีรายละเอียดและระบบกันสั่น มันดีพอสำหรับการใช้งานจริง แต่ประเด็นที่หลายคนกังวลคือเรื่องของความร้อน ผมลองเอาไปใช้ตอน 14:00 น. กลางแจ้งแดดเปรี้ยง พอใช้ไปถึงประมาณ 14:20 น. ก็ขึ้นข้อความเตือนว่าเครื่องร้อนเกินไป ทำให้ฟีเจอร์บางอย่างไม่ทำงาน เช่น การทำหน้าชัดหลังเบลอในโหมดภาพถ่ายบุคคล รวมถึงการถ่ายวีดีโอจะถูกจะกัดแค่ Full HD เท่านั้น ทั้งที่ปรกติแล้วถ่ายได้ถึง 4K
ประสบการณ์ใช้งานทั่วไป
เรื่องของประสิทธิภาพความเร็วแรง ตั้งแต่หัวเว่ยโดนกีดกันทางการค้าก็หันมาเน้นการปรับแต่งเพื่อให้ใช้งานจริงได้ลื่นไหลมากกว่าจะพึ่งพาความแรงของชิปเพียงอย่างเดียว โดย HUAWEI Mate 80 Pro ไม่มีข้อมูลบอกหน้าเว็บว่าใช้ชิปอะไร แต่จากการตรวจสอบผ่าน CPU-Z พบว่าใช้ Kirin 9030 Pro ซึ่งเร็วกว่าเดิมเยอะ แต่ถ้าจับทดสอบด้วย AnTuTu ก็ได้คะแนนที่ตามหลังชิปเรือธงค่ายอื่นอยู่ไกลพอควร แต่ถ้าอิงจากการใช้งานประจำวันทั่วไป เช่น การเช็คเมล ไถฟีด จัดการเอกสาร หรือเล่นเกมระดับเริ่มต้น พวกนี้ทำได้สบายๆ ครับ

เรื่องของการติดตั้งแอปฉบับ HMS ก็ต้องยอมรับว่าคนไทยยังต้องใช้ GMS อยู่ ซึ่งการติดตั้ง microG สำหรับ Google Services และ Aurora Store สำหรับติดตั้งแอปที่ไม่มีใน AppGallery ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานของผมแล้วครับ แต่ถ้าต้องการใช้งาน Google Play Store ก็ติดตั้ง Gbox ได้ครับ
การอัพเดทแอปต่างๆ ผ่านทาง Aurora Store และ AppGallery ตอนนี้ก็เป็นแบบ Auto แล้วครับ ไม่ต้องมานั่งกด Install เองทีละแอปแล้ว ส่วนการแชร์ไฟล์ข้ามค่ายผมใช้ Send Anywhere สำหรับการแชร์แบบไม่ได้อยู่ในวง Wi-Fi เดียวกัน แต่ถ้าอยู่ใน Wi-Fi เดียวกันผมแนะนำ LocalSend ครับ สะดวกสุดๆ
บทสรุป
หัวเว่ยก็คือหัวเว่ยครับ ให้ทุกสิ่งจัดเต็มเท่าที่นวัตกรรมจะทำได้ ประเด็นเรื่องความเร็ว 4G สำหรับผมไม่ใช่ปัญหา และเอาเข้าจริงก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนส่วนใหญ่ด้วย เพราะส่วนมากไม่ได้ใช้แพ็คเน็ต 5G เยอะขนาดนั้น มันเลยเป็นเรื่องของความรู้สึกมากกว่า แต่ถ้าว่าด้วยประสบการณ์ใช้งานโดยรวมก็จัดว่าเป็นอีกรุ่นที่น่าใช้ แต่ก็ต้องปรับตัวหน่อยสำหรับการติดตั้งแอปครับ








