ถือเป็นหมุดหมายครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์และเทคโนโลยีอัจฉริยะ เมื่อ Xiaomi EV ประกาศความสำเร็จในการนำรถยนต์ไฟฟ้า Xiaomi YU7 GT ที่ติดตั้งชุดเพิ่มสมรรถนะ Track Package วิ่งทำเวลาต่อรอบอย่างเป็นทางการ ณ สนาม Nürburgring Nordschleife ประเทศเยอรมนี ได้สำเร็จเป็นคันแรกของโลกในฐานะรถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Driving) โดยทำเวลาไปได้ที่ 10:29.483 นาที บนระยะทางรวม 20.8 กิโลเมตร การันตีความแม่นยำด้วยการรับรองตามมาตรฐานการจับเวลาอย่างเป็นทางการของสนาม จนทำให้ทาง Nürburgring ต้องบรรจุประเภทการทดสอบใหม่ขึ้นมาโดยเฉพาะในชื่อ AUTONOMOUS DRIVING ภายใต้หมวดหมู่ยานยนต์ไฟฟ้า (ELECTRIC VEHICLES) เพื่อรองรับเทรนด์การพัฒนาในอนาคต
ความน่าสนใจในเชิงวิศวกรรมของการทำลายขีดจำกัดครั้งนี้ อยู่ที่ความสามารถในการเอาชนะความท้าทายทางกายภาพของสนาม Nürburgring Nordschleife หรือที่ขนานนามกันว่า “The Green Hell” ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้ายต่อระบบช่วงล่างและระบบควบคุม ตัวรถต้องเผชิญกับโค้งอันตรายถึง 73 โค้ง มีจุดไต่ระดับความสูง-ต่ำแตกต่างกันถึง 300 เมตร รวมถึงแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (G-Force) และสภาพผิวถนนที่แปรผันตลอดเวลา การที่ระบบสมองกลสามารถควบคุมรถผ่านอุปสรรคเหล่านี้ได้ด้วยความเร็วสูง จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการขับเคลื่อน แต่คือความก้าวหน้าของระบบประมวลผลขั้นสูง
หัวใจสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความเร็วระดับนี้คือสถาปัตยกรรมยานยนต์รุ่นใหม่ Xiaomi XLA ทำงานร่วมกับโมเดลพื้นฐานที่เรียกว่า MiMo-Embodied ซึ่งเป็นการยกระดับจากระบบขับขี่อัตโนมัติทั่วไปในท้องตลาด สำหรับระบบไร้คนขับยุคเดิม ส่วนใหญ่จะพึ่งพาการคำนวณแบบจำลองตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Rule-based) หรือการเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ แต่สถาปัตยกรรมใหม่ของเสียวหมี่เลือกใช้โมเดลการประมวลผลแบบ End-to-End ควบคู่กับ Vehicle Dynamics Model
ระบบ End-to-End ในทางเทคโนโลยีหมายถึง การรับข้อมูลดิบจากเซนเซอร์รอบคัน เช่น กล้อง เลเซอร์นำร่อง (LiDAR) แล้วส่งตรงเข้าไปประมวลผลในโครงข่ายประสาทเทียมลึก (Deep Neural Network) เพื่อแปลงออกมาเป็นคำสั่งควบคุมพวงมาลัย คันเร่ง และเบรกทันที โดยไม่จำเป็นต้องแยกโมดูลการทำงานเหมือนเทคโนโลยีเก่า ทำให้การตอบสนองรวดเร็วในระดับมิลลิวินาที เมื่อผสานเข้ากับ Vehicle Dynamics Model ที่รับรู้สถานะแรงกดของยาง เสถียรภาพตัวรถ และการยึดเกาะของหน้ายางกับพื้นผิวแทร็กแบบเรียลไทม์ AI จึงสามารถส่งแรงบิดไปยังมอเตอร์ไฟฟ้า และกระจายแรงเบรกได้อย่างแม่นยำสูงสุดในทุกๆ มิลลิเมตรของโค้งความเร็วสูง
การทดสอบในสภาวะสุดขั้ว (Extreme Conditions) บนสนามแข่งจริงแบบนี้ ให้ผลลัพธ์ในเชิงข้อมูลที่แตกต่างจากการทดสอบบนถนนสาธารณะอย่างสิ้นเชิง ข้อมูลมหาศาลที่ได้จากการวิ่งทำรอบในครั้งนี้จะถูกนำไปพัฒนาต่อยอดระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน หรือ Safety Redundancy Mechanisms ซึ่งเป็นระบบสำรองการทำงานในกรณีที่ระบบหลักเกิดขัดข้อง เพื่อให้มั่นใจว่ายานยนต์อัจฉริยะจะมีเสถียรภาพสูงสุดเมื่อนำมาใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน โดยปัจจุบัน เสียวหมี่ได้ขยายระบบนิเวศเชื่อมโยงเทคโนโลยีภายใต้กลยุทธ์ “Human × Car × Home” ที่ผสานอุปกรณ์พกพา สมาร์ทโฮม และยานยนต์เข้าด้วยกัน รองรับฐานผู้ใช้งาน (MAU) ในกลุ่มสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่มีมากกว่า 746.2 ล้านราย พร้อมอุปกรณ์ AIoT ที่เชื่อมต่ออยู่บนแพลตฟอร์มอีกกว่า 1,118.7 ล้านเครื่อง ทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่าการลงสนามทดสอบความเร็วในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการโชว์สมรรถนะ แต่คือการเก็บ Data เพื่อขับเคลื่อนความปลอดภัยระดับโลกนั่นเอง








