สิบหกปีหลังจาก Steve Jobs เคยบอกว่าจอสัมผัสบนแล็ปท็อปเป็นไอเดียที่ใช้งานจริงไม่ได้ Apple ก็เปิดตัว Mac เครื่องแรกที่ใช้นิ้วแตะจอสั่งงานได้แล้ว MacBook Pro รุ่นใหม่มาทั้งขนาด 14 และ 16 นิ้ว ใช้จอ Tandem OLED ที่ Apple ตั้งชื่อว่า PROLED XDR ขับเคลื่อนด้วยชิป M5 Pro และ M5 Max ย้าย Dynamic Island จาก iPhone มาไว้บนจอ Mac และน้ำหนักลดลงจนรุ่น 14 นิ้วเหลือ 1.38 กก.
นี่เป็นงานเปิดตัว Mac ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี และเป็นหนึ่งในสินค้าชุดแรกภายใต้ CEO คนใหม่ John Ternus ที่มาจากสายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ ส่วน MacBook Pro จอ Mini-LED เดิมยังวางขายต่อคู่กันไป
PROLED XDR คือ OLED สองชั้น คอนทราสต์สูงกว่าจอ Mini-LED สิบเท่า
หัวใจของรุ่นนี้คือจอ OLED แบบ Tandem ที่มีชั้นพิกเซลเรืองแสงซ้อนกันสองชั้น Apple บอกว่าปรับทุกชั้นของแผงเพื่อให้ความสว่างและเฉดเทาสม่ำเสมอทั้งจอ และลดแสงสะท้อนภายในที่จอ OLED ทั่วไปมักมี
ตัวเลขที่ได้คือความสว่างสูงสุด 2,000 นิตทั้งคอนเทนต์ HDR และ SDR (กลางแจ้ง) ความสว่างต่อเนื่องเต็มจอ 1,000 นิต ต่ำสุดลงได้ถึง 1 นิต อัตราส่วนคอนทราสต์ 10,000,000:1 สูงกว่าจอ Liquid Retina XDR แบบ Mini-LED ที่อยู่ระดับ 1,000,000:1 ถึงสิบเท่า และไม่มีปัญหาแสงฟุ้งรอบวัตถุสว่างแบบที่จอ Mini-LED เจอ ProMotion ปรับรีเฟรชเรตได้ตั้งแต่ 10Hz ถึง 120Hz
สำหรับสายงานสี จอนี้ครอบคลุมทั้ง P3 และ Adobe RGB ในพรีเซ็ตเดียว ครอบคลุม Rec. 2020 มากกว่า 80% ปรับเทียบสีจากโรงงานทุกแผง มีโหมดอ้างอิงมาตรฐานวิดีโอ ภาพยนตร์ ภาพถ่าย และงานพิมพ์ รองรับ Genlock สำหรับกองถ่าย Virtual Production และมีโหมด DICOM สำหรับดูภาพทางการแพทย์ในงานวิจัยและการเรียนการสอน ส่วนตัวเลือกกระจก Nano-texture เปลี่ยนมาใช้วิธีกัดลายลงบนกระจกโดยตรง
ขอบจอบางลงทำให้รุ่น 16 นิ้วได้จอใหญ่ขึ้นเป็น 16.3 นิ้ว ความละเอียด 3472×2266 ส่วนรุ่น 14 นิ้วยังเป็น 14.2 นิ้ว ความละเอียด 3024×1986 ทั้งคู่ 254 พิกเซลต่อนิ้ว กล้องหน้าเปลี่ยนจากรอยบากมาเป็นรูเจาะบนจอ และโลโก้ Apple บนฝาหลังกลับมาเรืองแสงอีกครั้ง

ระบบสัมผัสที่ฝังเซนเซอร์ไว้ในแผงจอ
Apple ไม่ได้แปะชั้นทัชไว้บนจอแบบแล็ปท็อปทั่วไป แต่ฝังเซนเซอร์สัมผัสไว้ในแผงจอเลย เพื่อลดความหน่วงให้รู้สึกเหมือนจับเนื้อหาจริง ท่าที่ใช้ได้มีตั้งแต่ปัดเลื่อนหน้าเว็บ จีบนิ้วซูมรูป ลากสไลด์ข้ามไฟล์ แตะสองครั้งให้หน้าต่างเต็มจอ ไปจนถึงสะบัดหน้าต่างให้จัดเรียงเข้าที่ บานพับถูกออกแบบใหม่ให้จอนิ่งขึ้นเวลาจิ้ม และถ้ากำลังวิดีโอคอล ระบบจะกันภาพสั่นจากกล้องให้อัตโนมัติ
แอปเดิมส่วนใหญ่ใช้ได้ทันทีเพราะ macOS แปลงการแตะเป็นการคลิกให้ ส่วนแอปที่ปรับมาเพื่อทัชโดยเฉพาะ Apple ยกตัวอย่าง Pixelmator Pro ที่วาดและเลือกพื้นที่บนผืนงานได้ตรงๆ Logic Pro ที่มีคีย์บอร์ดเปียโนแบบ Multi-Touch เล่นหลายโน้ตพร้อมกันได้บนจอ และ Final Cut Pro ที่ใช้นิ้วกำหนดช่วงคลิปหรือจีบนิ้วซูมไทม์ไลน์ ฝั่งแอปบุคคลที่สามที่จะทยอยรองรับภายในปีนี้มีทั้ง Notion, Canva, Zoom, Microsoft Office, Adobe Lightroom, DaVinci Resolve, Blender, Cinema 4D, ZBrush, Shapr3D และ djay Pro นักพัฒนายังทดสอบแอป iOS และ iPadOS ด้วยนิ้วบนจอ MacBook Pro ได้เลย

Dynamic Island บน Mac รวม Spotlight, Live Activities และ Siri AI
Dynamic Island ย้ายมาอยู่บนขอบจอด้านบน ทำหน้าที่เป็นบ้านของ Spotlight, Live Activities และ Siri AI กดแตะเพื่อรับไฟล์ AirDrop หยุดเพลง รับสาย หรือดูสถานะงานที่กำลังทำได้ทันที แต่ Spotlight จะย้ายเข้า Dynamic Island ก็ต่อเมื่อเปิดใช้ Siri AI ซึ่งตอนนี้เป็นรุ่นเบต้าบน macOS 27.2 รองรับภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลี โปรตุเกส และสเปน ยังไม่รองรับภาษาไทย

บางลงนิดเดียว แต่เบาลงชัดเจน
จอ OLED ใช้ชั้นแผงที่บางกว่า ตัวเครื่องรุ่น 14 นิ้วจึงบางลง 0.5 มม. เหลือ 1.50 ซม. รุ่น 16 นิ้วบางลงเกือบ 1 มม. เหลือ 1.60 ซม. ตัวเลขนี้ดูเล็ก แต่น้ำหนักลดลงเยอะ รุ่น 14 นิ้วหนัก 1.38 กก. (M5 Max 1.40 กก.) เบาลงราวครึ่งปอนด์ ส่วนรุ่น 16 นิ้วหนัก 1.82 กก. เบาลงราว 0.7 ปอนด์ ระบบระบายความร้อนออกแบบใหม่ให้รีดพลังได้เท่าเดิมและเป่าลมร้อนออกห่างจากจอ
ชิป M5 Pro มีให้เลือก CPU 15 คอร์คู่ GPU 16 คอร์ หรือ CPU 18 คอร์คู่ GPU 20 คอร์ แบนด์วิดท์หน่วยความจำ 307GB/s ส่วน M5 Max เป็น CPU 18 คอร์ GPU 32 หรือ 40 คอร์ แบนด์วิดท์สูงสุด 614GB/s แรมสูงสุด 128GB และ SSD สูงสุด 16TB Apple บอกว่า M5 Max รันโมเดลภาษาขนาดหลายแสนล้านพารามิเตอร์บนเครื่องได้ทั้งหมด
แบตเตอรี่รุ่น 14 นิ้ว 72.6Wh ดูวิดีโอได้สูงสุด 22 ชั่วโมง (M5 Pro) รุ่น 16 นิ้ว 100Wh ได้สูงสุด 24 ชั่วโมง ชาร์จเร็ว 50% ใน 30 นาที พอร์ตครบแบบเดิมแต่ขยับเป็น Thunderbolt 5 สามช่องความเร็ว 120Gb/s พร้อม HDMI, SDXC, MagSafe 3 และช่องหูฟัง 3.5 มม. ต่อจอนอกได้ 3 จอกับ M5 Pro และ 4 จอกับ M5 Max ชิปไร้สาย N1 ให้ Wi-Fi 7 กับ Bluetooth 6 ลำโพงหกตัวได้วูฟเฟอร์ใหม่เบสลึกขึ้น 50% และมีการจูนเสียงแยกสำหรับตอนพับฝาต่อจอนอก
ราคาไทยและวันวางขาย
ราคาไทยเริ่มที่ 104,900 บาทสำหรับรุ่น 14 นิ้ว M5 Pro (ราคาการศึกษา 98,900 บาท) รุ่น 16 นิ้ว M5 Pro เริ่ม 124,900 บาท (117,900 บาท) รุ่น 14 นิ้ว M5 Max เริ่ม 161,900 บาท (150,600 บาท) และรุ่น 16 นิ้ว M5 Max เริ่ม 174,900 บาท (164,300 บาท) มีสี Space Black และ Silver ไทยอยู่ในกลุ่ม 30 ประเทศที่จะเปิดสั่งซื้อผ่าน apple.com/th และแอป Apple Store เร็วๆ นี้ ส่วนสหรัฐฯ เปิดพรีออเดอร์แล้วตั้งแต่ 28 ต.ค. และของถึงมือลูกค้าวันที่ 6 พ.ย.
ราคาสหรัฐฯ เริ่มที่ 2,899 และ 3,399 ดอลลาร์ ตรงกับตัวเลขที่ Gurman เผยไว้ก่อนงาน แพงกว่ารุ่นจอ Mini-LED สเปกเดียวกันราว 400 ดอลลาร์ The Verge ลองจัดสเปกเต็มทุกตัวเลือก ได้ราคา 14,249 ดอลลาร์สำหรับรุ่น 14 นิ้ว และ 14,549 ดอลลาร์สำหรับรุ่น 16 นิ้ว ตัวที่ดันราคาคือ SSD 16TB ที่บวกเพิ่มถึง 7,000 ดอลลาร์ในช่วงที่หน่วยความจำยังขาดตลาด
ถ้าไม่ได้ต้องการจอสัมผัสหรือจอระดับงานสี MacBook Pro 14 นิ้วชิป M6 ที่เปิดตัวก่อนหน้าหนึ่งวัน ยังเริ่มที่ 69,900 บาท ส่วนต่างราว 35,000 บาทจึงเป็นค่าจอ OLED ระบบสัมผัส ชิประดับ Pro และน้ำหนักที่เบาลง ช่างภาพ คนเกรดสี และนักออกแบบงานพิมพ์ได้ประโยชน์จาก Adobe RGB และโหมดอ้างอิงเต็มๆ นักดนตรีกับนักวาดได้วิธีทำงานใหม่จากจอสัมผัส ส่วนคนที่ใช้งานเอกสารและเว็บเป็นหลัก รุ่น M6 ยังคุ้มกว่า
แหล่งอ้างอิง
- Apple Newsroom: Apple unveils groundbreaking MacBook Pro with PROLED XDR Display
- Apple Newsroom (TH): ราคาและการวางจำหน่ายในประเทศไทย
- Apple (TH): ข้อมูลทางเทคนิคของ MacBook Pro พร้อมจอภาพ PROLED XDR
- The Verge: Apple charges $14,549 for a fully specced touchscreen MacBook Pro
- The Verge: Watch Apple’s reveal video for the touchscreen MacBook Pro
- The Verge (YouTube): Steve Jobs on touchscreen MacBooks









